บทที่ 3 พลาสเตอร์สีหวาน

“คุณจะสั่งเครื่องดื่มอะไรดีคะ” ฉันส่งเมนูอาหารให้กับเขา ก่อนจะสังเกตเห็นแผลถลอกที่หลังมือของเขาที่มีเลือดออกซิบ ๆ นี่นะเหรอที่เขาบอกว่าเพิ่งเกิดเอ็กซิเดนท์มา

“หลังมือของคุณมีเลือดออก ฉันมีพลาสเตอร์ยาค่ะ”

แผลของเขาที่เหมือนคนที่เพิ่งไปล้างมือมาใหม่ ๆ เพราะแทบไม่มีรอยฝุ่นติดหลงเหลืออยู่ แสดงว่าเขาอาจจะไปล้างแผลที่ห้องน้ำก่อนเข้ามาตามนัด

เฮ้อ...ไอ้เราก็หลงเข้าใจผิดไปเองว่าเขาไม่รักษาเวลา

“ไม่เป็นไรครับ” เขาตอบเสียงสุภาพ แต่ฉันไม่ได้สนใจฟังมัวแต่ควานหาพลาสเตอร์ยาในกระเป๋าถือก่อนจะหยิบมันออกมา

“ติดไว้หน่อยก็ดีค่ะ กันเชื้อโรคยื่นหลังมือมาสิคะ”

เขายื่นหลังมือออกมาให้ฉันอย่างลังเล อยากจะบอกว่าผิวผู้ชายอะไรก็ไม่รู้ผิวดีเป็นบ้า นี่ถ้าบอกว่าเป็นผิวผู้หญิงฉันก็เชื่อ...ว่าแต่ เขาไม่ใช่เกย์ ใช่ไหมเนี่ย

“อาค่ะ เรียบร้อย” ฉันเงยหน้าก่อนส่งยิ้มให้เขา แม้จะดูขัดตานิดหน่อยที่พลาสเตอร์ยานั่นสีค่อนข้างหวานแต่ติดอยู่บนหลังมือผู้ชาย

แต่ไม่เป็นไรหรอก ดู ๆ ไปก็น่ารักดี

“ขอบคุณครับ” เขามองพลาสเตอร์บนหลังมือของตัวเองอย่างอึ้ง ๆ ฉันเดาว่าเขาคงดูเขิน ๆ นิดหน่อยแต่ไม่กล้าปฏิเสธ

ก่อนที่เราจะสั่งเครื่องดื่มกันใหม่อีกรอบรวมทั้งฉันด้วย เพราะรอบแรกฉันจ่ายเงินไปแล้วเรียบร้อย

“ว่าแต่...คุณโอเคไหมสำหรับการนัดบอดของเราในวันนี้ หมายถึง...เออเรื่องที่ผมมาสาย”

“เออฉัน...ไม่ติดอะไรนี่คะ”

บ้าจริงโรคแพ้คนหล่อกำเริบ จากที่ฉันตั้งใจจะปฏิเสธเพราะเห็นว่าเขามาสาย แต่ปากเจ้ากรรมของฉันทำไมถึงพูดอะไรออกแบบนี้อยากหยิกแขนตัวเองชะมัด

หลังจากที่เราสองคนได้เครื่องดื่มมาแล้ว บรรยากาศในร้านอาหารกลับอบอวลไปด้วยความอึดอัดอีกครั้ง

ผู้ชายที่นั่งนิ่งอยู่ตรงหน้าภายใต้กรอบหน้าคมที่เรียบเฉย ราวกับไม่ได้ยินดียินร้ายอะไรกับการนัดบอดครั้งนี้ ฉันเริ่มไม่แน่ใจว่าที่เขาพูดน้อยเป็นเพราะเขาพูดไม่เก่ง หรือว่าเขาคงไม่ได้เต็มใจกับการนัดบอดครั้งนี้

เดาว่า...คงเป็นอย่างหลังนะแหละ ช่างมันเถอะ เพราะฉันก็เหมือนกัน

“คือขอโทษครับผมแค่พูดไม่เก่ง” เขาเป็นฝ่ายเอ่ยทำลายความเงียบขึ้นมาก่อน แต่อย่างกับเขารู้ความคิดของฉันเลยว่าฉันกำลังคิดอะไร

งั้นถ้าเขาพูดไม่เก่ง หมายความว่าฉันต้องหาเรื่องคุยกับเขาใช่ไหมเนี้ย

“อ่อคะ ไม่เป็นไรค่ะ ฉันแค่นึกว่าคุณคงอึดอัดการดูตัวในครั้งนี้เพราะฉันเองก็เหมือนกัน” โอ๊ะ...ฉันพูดตรงเกินไปไหมเนี่ย เรียวคิ้วหนาของเขาดูขมวดขึ้นเล็กน้อยทันทีที่ฉันแสดงความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมา

“คุณไม่เต็มใจ?”

“แล้วคุณเต็มใจเหรอคะ?” ฉันไม่ตอบแต่เป็นฝ่ายถามเขากลับ ฉันว่าประโยคแรกฉันก็พูดค่อนข้างชัดเจนอยู่แล้วนะ ว่าอึดอัด

ดูเขาเหมือนใช้เวลาครุ่นคิดกับคำตอบนานไปหน่อย ทำให้ฉันต้องพูดแทรกขึ้นมาอีกครั้ง

“แต่...ยังไงเราสองคนก็ต้องแต่งงานกันอยู่ดีใช่ไหมคะ ต่อให้คุณไม่ชอบฉัน หรือฉันไม่ชอบคุณ ยังไงผู้ใหญ่ก็ให้เราสองคนแต่งงานกันอยู่ดี”

“ครับ” เขาตอบโคตรสั้นและนั่นยิ่งทำให้ฉันอึดอัดเพราะเหมือนเป็นการตอกย้ำกลาย ๆ ว่าเขาเองก็ไม่ได้เต็มใจในการนัดบอดเพื่อแต่งงานครั้งนี้ และเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศที่สุดแสนจะกระอักกระอ่วนฉันเลยพยายามชวนเขาคุยเรื่องอื่น

“ว่าแต่ คุณทำงานเหรออะไรคะ” ฉันบ้ามากที่ถามคำถามนี้ออกไป ซึ่งที่จริงฉันควรจะอ่านประวัติคู่นัดบอดจากเมล์ที่ส่งเข้ามาตั้งแต่เมื่อคืน แต่ฉันกลับไม่ได้อ่านมันเลยเผลอลบทิ้งไปแล้วด้วย พอฉันถามออกไปแบบนี้ ฉันว่าเขาต้องรู้แน่ว่าฉันไม่ได้เปิดอ่านมันเลยแม้แต่นิดเดียว

“ผมทำอยู่บริษัทรถยนต์ TK”

“โห บริษัทนำเข้ารถยนต์ชื่อดังด้วย คุณทำงานเป็นเซลล์หรือคะ งั้นเอาไว้ถ้าฉันมีเพื่อนคนไหนสนใจจะออกรถ ฉันจะแนะนำไปให้” ก็ถ้าดูจากการแต่งตัวฉันคิดเป็นอื่นไปไม่ได้เลย เขาใส่แค่เสื้อเชิ้ตสีขาวธรรมดาไม่ได้ใส่สูทอย่างผู้บริหารระดับสูงหรือระดับเมเนเจอร์ เพราะงั้นเขาก็คงเป็นเซลล์นะแหละคงไม่ใช่ช่างซ่อมในอู่รถหรอกมั๊ง หุ่นสูง ๆ ผิวขาว ๆ ดูเจ้าสำอางมันทำให้ฉันค่อนข้างมั่นใจว่าเดาไม่ผิด

“อืม ครับ งั้นถ้าคุณมีเพื่อนสนใจจะออกรถจริงก็ติดต่อมาได้เลยครับ ผมยินดี”

“ได้เลยค่ะ ว่าแต่คุณมีนามบัตรไหมล่ะ เผื่อมีเพื่อนสนใจออกรถ ฉันจะได้ให้ติดต่อคุณไป”

“เออ...พอดีนามบัตรของผมน่าจะติดไปกับเสื้ออีกตัว”

“ไม่ได้นะคะ ทีหลังต้องพกไว้ตลอด คุณเป็นเซลล์และนามบัตรเป็นสิ่งสำคัญ” ฉันเผลอตำหนิเล็กน้อยเพราะแทนที่มานัดบอดแบบนี้เขาควรจะเตรียมความพร้อมให้มากกว่านี้ แต่พอรู้ตัวว่าหลุดพูดอะไรออกไปก็ถึงกับเม้มปากสำนึกผิด

“ขอโทษด้วยนะครับ”

“มะ ไม่เป็นไรค่ะ คนเราลืมกันได้แหละ” ฉันหัวเราะแหะ แหะ แก้เก้อก่อนจะพยายามชวนคุยเรื่องสัพเพเหระทั่วไป

บทก่อนหน้า
บทถัดไป