บทที่ 5 เจ้าบ่าวของฉัน
Talk เฟิร์น
เมื่อกี้ฉันรู้สึกเหมือนหูฝาดที่เขาตกลงทุกข้อที่ฉันขอ ใช่มันง่ายกว่าที่ฉันคิดเอาไว้มาก และเมื่อฉันขออะไรเขาก็โอเคหมดไม่มีค้าน อย่างว่าอะเนอะเพราะเขาก็ไม่ได้เต็มใจกับการแต่งงานนี้เลยยอมตกลงกับข้อเสนอของฉันอย่างง่าย ๆ อย่าลืมสิว่าเราสองคนแค่ตกลงยอมแต่งงานเพราะหลีกเลี่ยงสัญญาของพวกผู้ใหญ่ไม่ได้
จากตอนแรกที่ฉันลำบากใจเรื่องแต่งงาน แต่เพราะพี่ภีมม์ดูเป็นคนสุภาพและพูดง่ายกว่าที่คิดไว้ เลยทำให้ฉันรู้สึกโล่งอก โล่งอกที่เขาไม่ได้เป็นคนน่ากลัวอย่างที่ฉันกลัวในตอนแรก ที่สำคัญคือเอ่อ...นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มของเขาที่มองมา มันทำให้หัวใจของฉันสั่นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน นี่...ฉันคงไม่ได้ตกหลุมรักเขาในครั้งแรกหรอกใช่ไหม หรือบางทีที่ฉันใจสั่นอย่างตอนนี้อาจจะเป็นเพราะว่าเขาดูหล่อมาก ๆ เท่านั้นเอง
เมื่อเราสองคนตกลงเรื่องการแต่งงานกันเรียบร้อยก่อนที่จะแยกย้ายไปบอกผู้ใหญ่ของกันและกัน ฉันเลยขอเป็นฝ่ายขอตัวแยกกับเขาก่อน แม้เขาจะอาสามาส่งฉันก็ตามที
“เฟิร์นว่าจะแวะไปหาเพื่อนก่อนเข้าบ้านค่ะ”
“ให้พี่ไปส่งบ้านเพื่อนไหม”
“ไม่เป็นไรค่ะ เพื่อนเฟิร์นอยู่แค่คอนโดตรงนี้เองไม่ไกลเท่าไหร่”
เราเอ่ยปากลากัน ก่อนที่เขาจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูงแล้วก้มศีรษะให้ฉันเล็กน้อย และฉันเองก็ทำแบบเดียวกันคือก้มศีรษะให้กับเขา แต่ทันทีที่กำลังเงยหน้าขึ้น
“อุ้ย กางเกงตรงหัวเข่า” บังเอิญฉันตาดีมองไปเห็นกางเกงตรงหัวเข่าของเขาคล้ายเป็นรอยขาดเล็กน้อย ซึ่งดู ๆ ไปเหมือนคนหกล้มมา แต่เพราะกางเกงสีเทาเข้ม ๆ ทำให้ฉันเพิ่งนึกอะไรออก ช่างเหมือนที่ฉันเห็นผู้ชายที่วิ่งเข้าไปช่วยอุ้มเด็กจนตัวเองไถลไปกับพื้นถนนก่อนหน้านี้
-อย่าบอกนะว่า-
“พอดีเมื่อกี้ผมช่วยเด็กกำลังจะโดนรถชน”
-นั่นไงว่าแล้วเป็นเขาจริง ๆ ด้วย-
ยิ่งพอรู้แบบนี้ฉันเลยยิ่งรู้สึกดีกับเขามากยิ่งขึ้น เรียกได้ว่าประทับใจตั้งแต่เห็นแค่แผ่นหลังตอนที่เขาเข้าไปอุ้มเด็กคนนั้นแล้ว และยิ่งมารู้ในตอนนี้อีกว่าผู้ชายหล่อ ๆ แต่ใจดีคนนี้กำลังจะกลายมาเป็นเจ้าบ่าวในอนาคต หัวใจมันก็รู้สึกเหมือนเต้นแรงบอกไม่ถูก
“เป็นพี่ภีมม์นี่เอง” ฉันส่งยิ้มให้กับเขา
“ขอบคุณสำหรับพลาสเตอร์สีชมพูนี่นะครับ” เขาพูดพลางส่งยิ้มน้อย ๆ กลับมาให้กับฉัน
งื้อ...ผู้ชายอะไรไม่รู้เวลายิ้มแล้วน่ารักเป็นบ้า เขาจะรู้ไหมนะว่าเขากำลังทำให้ฉันตกหลุมรัก ถึง...อาจจะเป็นแค่ฉันคนเดียวที่รู้สึกดี ๆ แบบนี้แค่ฝ่ายเดียว โดยที่เขาอาจไม่เต็มใจในการแต่งงานครั้งนี้ก็ตามที เฮ้อ...พอคิดถึงข้อนี้ก็รู้สึกหน่วงในใจขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล
หลังจากที่เราสองคนตกลงกันและผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายรับทราบ ก็ตามมาด้วยการแต่งงานอย่างง่าย ๆ ในเดือนถัดมา ซึ่งก่อนหน้างานแต่งงานไม่กี่สัปดาห์งานที่ฉันแอบไปสมัครเอาไว้ก็เพิ่งได้รับการตอบรับ ทำให้ในใบสมัครงานของฉันยังคงสถานะโสด...ผิดกับในเวลานี้ที่ฉันกลายเป็นเจ้าสาวในวัยแค่ยี่สิบ
พวกเราทำพิธีเล็ก ๆ อย่างเรียบง่าย ซึ่งดูพวกผู้ใหญ่จะมีความสุขมากกว่าเราทั้งสองคนอีก พวกท่านมาส่งเราสองคนที่หอ และเชื่อไหมเราสองคนต้องทำเป็นแสดงว่าเข้ากันได้ดีมาก ถึงจะออกฝืน ๆ ก็ตามทีเถอะ
ห้องหอของเราคือคอนโดสุดหรูกลางเมืองมีขนาดเกือบร้อยห้าสิบตารางเมตรเป็นแบบสองห้องนอน ถูกตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์สุดหรู ทำเอาฉันรู้สึกแปลกใจนิดหน่อยว่าพี่ภีมม์เป็นแค่เซลล์ขายรถธรรมดาทำไมถึงสามารถซื้อคอนโดหรูย่านกลางเมืองราคาหลายสิบล้านแบบนี้ได้ แต่ก็นะอาจจะเป็นสมบัติของพ่อกับแม่เขา ไม่งั้นลำพังเซลล์ธรรมดาซื้อคอนโดหรูแบบนี้ไม่ได้แน่
“ว่าแต่อีกห้องคือห้องนอนของเฟิร์นใช่ไหมคะ”
ฉันเอ่ยขึ้นหลังจากที่ส่งผู้ใหญ่กลับกันไปหมดแล้ว
“งั้น...เดี๋ยวพรุ่งนี้เฟิร์นจะได้เอาของเข้ามาไว้ที่ห้องโน้น” ฉันรีบดีดตัวลุกขึ้นยืนจากเตียงนอนที่โรยด้วยกลีบกุหลาบสีขาวเป็นรูปหัวใจ เพราะรู้สึกเขินแปลก ๆ เวลามองพี่ภีมม์ในชุดสูทเจ้าบ่าวสีขาว หัวใจของฉันมันเต้นแรงซะจนแทบหลุดออกมากองอยู่ข้างนอก
“อีกห้องเป็นห้องทำงานของพี่ครับ ที่คอนโดนี้มีแค่ห้องเดียว”
“อ้าว แล้วไหนว่าเราจะแยกห้องนอนกันไงคะ”
“พี่บอกเราวันนั้นว่าถ้าทำได้...”
“ใช่ค่ะ พี่ภีมม์บอกเฟิร์นว่าถ้าทำได้ไงคะ”
“ถ้าทำได้ แต่…มันทำไม่ได้ไงครับ พอดีงานพี่ค่อนข้างเยอะและอาจจะมีบางทีที่ต้องเคลียร์งานยันเช้า เกรงว่าพี่อาจจะรบกวนเวลานอนของเรา” นั่นเป็นเหตุผลที่พี่ภีมม์บอกกับฉัน แต่ฟังดูไม่เข้าท่ามากที่สุด เซลล์ขายรถที่ไหนต้องนั่งทำงานยันเช้า
“งั้นหมายความว่าเราสองคนต้องนอนด้วยกันงั้นหรือคะ แน่ใจนะว่าพี่ภีมม์จะไม่ทำอะไรเฟิร์น”
“ครับ...ถ้าเป็นไปได้”
