บทที่ 13 สัญญาหักหนี้

ณ บ้านเนตริน

ภวินหยุดยืนมองป้าใหญ่ที่หน้าบ้าน เขาเพิ่งจะสังเกตว่าประตูรั่วใหญ่มีชื่อติดอยู่ ตรินนี่น่าจะเป็นชื่อเจ้าของและเนล่ะ…หรือจะเป็นชื่อแม่ของเจ้าเป็ดแต่ว่าเหมือนชื่อผู้ชายมากกว่าแฮะ

บ้านะผู้หญิงชื่อเนก็มีมึงจะคิดมากไปทำไม

“มาหาใครครับ…อ้าวคุณนี่เอง” รปภ.ที่อยู่ป้อมยามเห็นว่าเป็นชายหนุ่มที่นั่งอยู่ด้านหลังในรถแท็กซี่คือคนเมื่อวานก็จำได้ทันที

“ผมมาหาคุณตริน”

“ถ้างั้นรอสักครู่นะครับ”

“เข้าไปด้านในได้เลยครับ”

หลังจากที่โทรศัพท์ไปรายงานเสร็จเขาออกมารายงานทันที รถแท็กซี่เคลื่อนตัวเข้ามาในบ้านหลังใหญ่ก่อนที่จะหยุดตรงประตูบ้านที่มีคนรับใช้คอยยืนรอรับ

“คุณภวินตามดิฉันมาเลยค่ะ พอดีตอนนี้คุณท่านกับคุณหนูสอนเปียโนกันอยู่ห้องดนตรี”

“ครับ”

ภวินได้แต่ถอนหายใจยาวหวังว่าตรินจะหายโกรธเรื่องที่เขากัดอีกฝ่ายเมื่อเช้าแล้วนะ ภาพตรงหน้าที่เขาเห็นหลังจากถูกมาอยู่ห้องดนตรีใหญ่ทำให้เขาหยุดยืนมองอย่างอึ้งๆ ชายร่างสูงใหญ่ที่มีลูกชายของตัวเองนั่งอยู่บนตักและจับมือเล็กเล่นเครื่องดนตรีตรงหน้า บรรยากาศแบบนี้มันทำให้เขารู้สึกอิจฉาไม่น้อย เขาที่ไม่เคยรู้จักคำว่าความอบอุ่นของครอบครัว

“ปี๋จายยย”

ดูเหมือนว่าการมาเยือนของเขาจะถูกเด็กชายพบเป็นคนแรก เทลพอเห็นว่าใครมาก็รีบกระโดดลงจากตักพ่อแล้ววิ่งเข้ามาเกาะขาภวินไว้แน่น

“เจ้าเป็ดกินข้าวหรือยัง”

เขาไม่รู้จะถามอะไรกับคนที่ตัวเองทิ้งไปเมื่อเช้าจริงๆ

“กิงแย้วค้าบ ซาปาเกกตี้อาย่ายยยยย”

“งั้นเหรอ…พี่ขอคุยกับพ่อเราสองคนได้ไหม”

พอได้ยินคำขอของพี่ชายเทลก็มองสลับไปมาระหว่างพ่อกับพี่ชายใจดีของตัวเอง ก่อนจะพยักตอบรับโจ้ที่ยืนอยู่อีกมุมก็มาอุ้มเทลออกไปข้างนอกทันที

“คุณตรินคือ…”

“ไปนั่งที่โซฟารอก่อนสิ”

ตรินบอกวินที่เดินเข้ามาใกล้ตัวเอง หลังจากที่ภวินทำตามที่เขาบอกแล้วนิ้วมือของเขาก็กดไปที่แป้นของเปียโนอีกครั้งอย่างชำนาญ

ภวินมองตรินอย่างไม่เข้าใจว่าอีกฝ่ายจะมามีอารมณ์สุนทรีอะไรตอนนี้แต่ถึงจะคิดแบบนั้นเขาก็ต้องยอมรับเลยว่าเสียงเพลงที่เราากำลังเล่นมันไพเราะมากจริงๆ

“นายมีอะไรกับฉันเหรอ”

หลังจากที่จบเพลงตรินก็เดินมาหาคนที่นั่งรอตัวเองอยู่โซฟา ในมือของภวินมีแฟ้มเอกสารอยู่ด้วย ถ้าให้เขาเดาคงเป็นสัญญาธุรกิจที่จะทำร่วมกับบริษัทของเขา

“คือว่า…เรามีข้อเสนอใหม่มายื่นให้คุณพิจารณานะครับ”

“ส่งมาสิ”

ภวินยื่นแฟ้มให้ตริน หลังจากที่อีกฝ่ายเปิดอ่านอย่างเงียบๆหัวใจของเขาก็เต้นรัวแทบไม่เป็นจังหวะ เพราะเขารู้ดีว่าสัญญามันดูเห็นแก่ได้มากสำหรับอีกฝ่ายที่เป็นคนเซ็นสัญญา

“เงื่อนไขในนี้หลักๆคือต้องการเงินลงทุนจากทางเรา ถ้าไม่มีเงินลงทุนจะเปิดบริษัทไปทำไม”

แฟ้มเอกสารถูกโยนมาตรงหน้าภวินอย่างไม่ไยดีทำเอาตกใจอยู่ไม่น้อย ที่จริงตรินพูดแบบนั้นก็ถูกแล้วเป็นเขาก็พูดแบบนี้เหมือนกัน

“ผมเข้าใจครับว่ามันดูเห็นแก่ตัว แต่ว่าผมก็อยากให้คุณช่วยพิจารณาอีกรอบ”

“งั้นนายมีเงื่อนไขอะไรพิเศษเสนอไหม”

“เงื่อนไขก็ตามที่เสนอมาในแฟ้มเลยครับ”

“หึ!!! ไม่สิเงื่อนไขที่ฉันหมายถึงก็อย่างเช่นยอมเป็นคู่นอนฉันเพื่อแลกกับการเซ็นสัญญา”

“จะบ้าหรือไง!!” พอได้คำพูดของตริน ภวินก็โมโหขึ้นมาทันที

“ฮ่าๆฉันล้อเล่นนะ…เอาแบบนี้แล้วกัน ถ้านายยอมมาดูแลเทลสัก4วันต่ออาทิตย์ ฉันจะยอมเซ็นสัญญาให้และก็หักหนี้ที่นายทำโซฟาฉันเปื้อนด้วย”

“แต่ผมต้องทำงาน”

“หลังเลิกงานนายค่อยมาดูแลไง แล้วก็อยู่เป็นเทลตอนเช้าค่อยไปทำงาน”

“ทำไมผมต้องทำแบบนั้นบ้านผมก็มี ทำไมต้องมานอนที่อื่น”

“นายก็ตัดสินใจเอาเองแล้วกัน เงื่อนไขง่ายๆที่นายแทบจะได้อยู่ฝ่ายเดียวแบบนี้ ถ้าไม่รับก็เรื่องของนาย”

เงื่อนไขที่เขาได้อยู่ฝ่ายเดียวงั้นเหรอ มันก็จริงได้ทั้งเซ็นสัญญาและได้ชดใช้หนี้เรื่องโซฟา แต่ว่าคนคนนี้จะใจดีได้ขนาดนั้นเลยเหรอ

“ถ้าผมตอบตกลงคุณยอมทำตามที่พูดใช่ไหม”

“ใช่…เงินลงทุนแค่ไม่กี่บาท ฉันไม่จำเป็นต้องโกหกนายหรอก” ตรินตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ก่อนจะมองไปที่ภวินด้วยสายตาบางอย่างแวบหนึ่ง

“ได้งั้นผมตกลงที่จะมาดูแลลูกชายคุณ แต่ว่าผมต้องดูแลนานขนาดไหน”

“จนกว่าฉันจะพอใจ”

“เดี๋ยวนะ นี่มันบ้าเกินไปหรือเปล่าแล้วถ้าคุณพอใจไปตลอดผมก็ไม่ต้องดูแลลูกคุณไปตลอดเหรอ”

“หรือไม่พรุ่งนี้ฉันอาจจะไม่พอใจแล้วไม่ต้องให้นายมาดูแลอีกก็ได้นะ”

จริงสิแค่ทำให้เขาไม่พอใจก็พอสินะ

“ได้ผมตกลง”

“งั้นเอาสัญญามา”

ระหว่างที่ตรินนั่งเซ็นสัญญา ภวินก็ได้แต่นั่งคิดว่าตัวเองจะทำยังไงให้ตรินไม่พอใจในตัวเขาแล้วไล่ออกไป หวังว่าตัวเขาจะหลุดพ้นจากที่นี่ในเร็ววัน

บทก่อนหน้า
บทถัดไป