บทที่ 20 ต้องการจะปองร้าย
“อึบ…เทลเดี๋ยวไปนั่งกินคุ้กกี้รอพ่อก่อนนะลูก พ่อขอคุยกับพี่เขาแป๊บ”
ตรินลุกขึ้นเดินมาอุ้มเทลที่นั่งอยู่บนเตียงขึ้นแล้วพาไปวางไว้ที่โซฟา ซึ่งเทลก็ไม่ได้โวยวายอะไรแถมยังพยักหน้าตอบรับอย่างเชื่อฟัง ตรินวางลูกชายเสร็จก็เดินมานั่งลงที่เตียงนุ่มข้างๆเจ้าของเตียงแทนลูกชาย
“มีอะไรก็พูดมาครับ”
“นายไปมีศัตรูที่ไหนไว้หรือเปล่า”
“ศัตรู? ไม่นิผมเพิ่งกลับมาได้ไม่นานจะไปมีศัตรูที่ไหน ถ้ามีก็คงมีแต่คุณ” ปลายประโยคถวินพูดด้วยน้ำเสียงประชดประชัน
“กลุ่มคนเมื่อวานที่ขับรถตามนายกับเทลตั้งใจที่จะมาทำร้ายนายไม่ใช่เทล”
เมื่อคืนหลังจากที่ส่งภวินกลับถึงบ้านโจ้ก็กลับมาพอดี พอได้ยินลูกน้องรายงานว่าคนที่พวกนั้นต้องการจะปองร้ายคือภวินและไม่รู้ว่ามีเด็กอยู่ด้วยมันก็ทำให้เขาสรุปได้แล้วว่าคนพวกนั้นพูดความจริง อีกอย่างมันไม่ใช่แค่การขู่แต่คำสั่งที่คนพวกนั้นได้รับมาคือฆ่า เพราะอย่างนี้เขาเลยให้คนของตัวเองมาคุ้มกันบ้านของภวินอยู่ห่างตั้งแต่เมื่อคืน
“ทำร้ายผมเป็นไปไม่ได้ผมไม่ได้…”
จู่ๆใบหน้าของแม่เลี้ยงก็แว็บเข้ามาในหัว ทำเอาภวินถึงกับต้องถอนหายใจยาว คนเดียวที่ต้องการให้เขาตายมีแค่ผู้หญิงคนนั้น
“ดูเหมือนนายจะได้คำตอบแล้วสินะ”
“ถ้างั้นผมขอบคุณคุณด้วยนะ…แต่มันไม่ลบล้างเรื่องเมื่อคืนหรอกนะ”
“อะไรกันเรื่องเมื่อคืนนายก็ชอบนิจะติดใจเอาความกันไปทำไม ถ้านายไม่พอใจก็ว่าไปอย่าง”
“ใครมันจะไปพอใจกัน!!”
ภวินตะคอกเสียงดังเพื่อกลบเกลื่อนเมื่อตัวเองถูกจับได้ เสียงของภวินดึงความสนใจจากเด็กชายที่กำลังนั่งกินคุ้กกี้ได้เป็นอย่างดี เทลรีบวางขนมในมือแล้วปีนลงจากเก้าอี้อย่างระมัดระวัง ก่อนจะรีบวิ่งมาหาภวินกับพ่อด้วยความสงสัย
“เทลไม่กระโดดแบบนั้นลูก”
ตรินรีบเตือนลูกชาย แต่เหมือนเทลจะไม่ฟังเขาเลยสักนิดเพราะตอนนี้ก็กำลังจะพยายามปีนขึ้นเตียงสูงจนเขาต้องลงต้องลงไปอุ้ม ไม่รู้ทำไมพอเป็นเรื่องของภวินลูกชายเขาก็กลายเป็นเด็กไม่เชื่อฟัง
“ปี๋วิงค้าบ เจลจายูแลปี๋วิง”
“ดูแล…ไม่ต้องพี่แค่นอนพักก็หายแล้ว”
“ป๋อค้าบ ยูแลปี๋วิงกาน” แต่ดูเหมือนว่าเทลจะไม่ฟังเลยนิด
“เอาสิลูก”
ไม่มีใครฟังเจ้าของบ้านแบบภวินสักคนรวมถึงพ่อของเด็กด้วย ดูเหมือนว่ายังไงวันนี้เขาก็ต้องมีชายหนุ่มสองคนต่างวัยมาดูแลโดยที่เขาไม่ต้องการสินะ
“เย้~~ปี๋วิงนองยงค้าบ”
ภวินได้แต่ถอนหายใจยาวก่อนจะมองไปที่พ่อของเด็กเผื่อจะช่วยอะไรเขาบ้าง แต่ก็เปล่าเลยแถมยังมายิ้มล้อเลียนเขาอย่างสนุกสนาน
“ก้าบๆเป็งอาบน้ามนายกอง…”
“คิกๆ”
ไม่แค่ตรินหรอกนะที่ขำเขาเองยังอดขำไม่ได้ ทำไมจูู่ๆผู้ใหญ่แบบเขาถึงต้องให้เด็กมานอนกล่อมเพลงเป็ดแบบนี้เนี่ย
“เจ้าเป็ดอ้วนพี่ว่าเราเลิกกล่อมพี่แบบนั้น แล้วมานอนลงตรงนี้กับพี่ดีกว่า”
ภวินจับตัวเด็กชายที่นั่งอยู่ข้างเอียนตัวลงนอนข้างตัวเอง แม้ตอนแรกเทลจะบอกว่าไม่นอนจะดูแลเขาแต่ไม่ถึง10นาทีก็หลับไปแล้ว
“ดูท่าทางเทลจะง่วงมากนะ”
“แล้วคุณปลุกลูกตัวเองมาหาผมทำไมแต่เช้า”
ภวินห่มผ้าให้เทลเสร็จก็ลุกเพื่อจะเดินลงจากเตียง แต่จู่ๆความเจ็บตรงหว่างขาก็ทำให้เกือบทรุดตัวลงบนพื้นดีที่แขนแกร่งโอบเอวไว้ก่อน
“จะทำอะไร!!”
“อย่าดิ้นแล้วก็อย่าเสียงดังเดี๋ยวเทลตื่น”
ตรินเดินอุ้มภวินออกมานั่งบนโซฟาเล็กด้านนอก แต่ว่าก็ไม่ยอมปล่อยเขาลงจากตักของตัวเองสักที
“คุณตรินปล่อยได้แล้ว”
“นั่งอยู่ตรงนี้แหละ…ว่าแต่นายพอรู้ไหมว่าใครพยายามที่จะทำร้ายนายแบบนั้น”
พอได้ยินคำถามจากตริน ภวินก็ถอนหายใจยาวออกมา ถามว่ารู้ไหมก็พอรู้อยู่หรอกแต่ไม่คิดว่าแม่เลี้ยงจะถึงขั้นเอาชีวิตขนาดนั้น ถ้าวันนั้นคนของตรินไม่ตามมาทันแล้วล่ะก็ทั้งเขาและเทลคงเป็นอันตราย ตรินจะโกรธเขาเรื่องที่พาลูกชายตัวเองเป็นอันตรายก็ไม่แปลก
“พอรู้ครับ”
“ให้ช่วยจัดการไหม”
ภวินขมวดคิ้วเข้าหากัน จัดการงั้นเหรอตรินจะจัดการอะไรได้ใช่ตำรวจสักหน่อย
“เป็นตำรวจหรือไงจะมาจัดการให้”
“ฉันทำงานเร็วกว่าตำรวจอีกนะแบบที่คนที่คิดจะทำร้ายนายไม่มีโอกาสขึ้นมาจากหลุมมาทำร้ายนายอีก”
แววตาและสีหน้าที่ตรินพูดตอนนี้มันทำให้ภวินอดที่จะขนลุกไม่ได้ โดยเฉพาะน้ำเสียงที่ราบเรียบนิ่งสงบนั่น
“พูดอย่างกับจะไปฆ่าเขาแทนผมแบบนั้นแหละ”
“ก็ใช่ไง”
“ห๊า!!”
“ไม่เอาหรอกขืนเป็นแบบนั้นถ้าพ่อผมรู้คงโกรธแน่”
“พ่องั้นเหรอ…อย่าบอกนะว่าคนที่พยายามจะฆ่านายคือคนใกล้ตัวพ่อนาย”
“ผมคิดว่าแม่เลี้ยงของผมนะ”
ไม่รู้ทำไมเขาถึงยอมเล่าเรื่องของตัวเองให้ตรินฟัง อาจจะเพราะอีกฝ่ายรู้เรื่องคนที่มีทำร้ายเขาก็ได้
ก๊อกๆ
“คุณวินคะมีแขกมาหาค่ะ”
“แขกนายนี่เยอะจริงๆนะ”
“คุณไม่ใช่แขกสักหน่อย คุณคือผู้บุกรุก” ภวินหันไปค้อนตริน
“เขาบอกว่าเป็นใครครับ”
