บทที่ 6 ทำไมปิดบังเรื่องลูก
“อึก!! หวายค้าบบบ”
แต่ที่เธอเห็นตอนนี้ไม่ไหวแล้วแน่ๆ เพราะทุกคนพากันรินให้ชายหนุ่มไม่หยุดสภาพเขาเลยเป็นแบบนี้
“พี่ว่าเรากลับกันเลยดีไหม ขืนอยู่ต่อน้องไม่ไหวแน่ๆ”
“ได้ค่ะพี่วิ”
เพราะบริษัทดีเอ็กซ์ของเธอเป็นบริษัทเล็กเลยอยู่กันแบบพี่น้อง เธอเลยให้พนักงานทุกคนเรียกชื่อเธอแทนที่จะเรียกท่านประธาน
“วินไม่ให้พวกพี่ไปส่งจริงๆเหรอ”
ทุกคนถามภวินที่ดูเมามายอย่างเป็นห่วง เพราะชายหนุ่มปฏิเสธทุกคนที่จะไปส่งแล้วบอกว่าจะนั่งแท็กซี่กลับเอง
“ม่ายอึก!!…ผมหวานทุกคนกาบเลยอึก!!”
“งั้นก็ได้…กลับดีๆนะ”
“ค้าบ”
ไม่นานทุกคนก็แยกย้ายกันกลับเหลือเพียงภวินที่นั่งอยู่หน้าร้านรอแท็กซี่
“ทามมายปายจอดกายยยยจาง”
ภวินแบกร่างที่หนักอึ้งของตัวเองเดินมาหารถที่จอดอยู่ เมื่อเห็นไฟหน้ารถด้วยความเมาเขาเลยไม่ได้สังเกตว่ารถที่เขาขึ้นไปไม่ใช่รถรับ-ส่งสาธารณะ ที่คอยจอดรับลูกค้าจากในคลับ
ปึง!!
“น้องปายส่งพี่ที่บ้านอึก!!บ้านโหน่ยยย”
“เฮ้ย!!นายท่านผมต้องขอโทษครับ เดี๋ยวจะไปลากมันลงเดี๋ยวนี้”
พอเห็นว่าคนที่ทะเล่อทะล่าขึ้นมาบนรถเมาสลบไป ก็ทำเอาคนขับแทบจะทำตัวไม่ถูก ส่วนคนที่เป็นเจ้าของรถก็ได้แต่มองคนที่ขึ้นรถมาด้วยแววตาเรียบเฉย
“ไม่ต้อง…ขับไปที่บ้านชานเมืองเลย”
“ครับ”
แม้จะไม่ค่อยเข้าใจแต่เขาก็เป็นแค่ลูกน้องสิ่งที่เจ้านายตัดสินใจคงไม่กล้าขัด
ปกติคนที่ขึ้นมาคงถูกจับโยนลงจากรถไปแล้ว แต่เหตุการณ์นี้คงไม่ปกติ
......................
จึก!!จึก!!
“อืออออ…ใครมันมากวนคนจานอนนนน”
“คิกๆ”
เสียงหัวเราะเหมือนเด็กทำให้ภวินที่ไม่ยอมลืมขมวดคิ้วเข้าหากันอย่างสงสัย
อย่าบอกว่าผีหรือว่าบ้านหลังนี้จะมีผีสิง บ้าฉิบมิน่าล่ะขายให้ไม่แพง
“อย่ามากวน ถ้าฉันโกรธจะจับถ่วงน้ำให้หมด”
ถึงจะขู่แบบนั้นแต่เขาก็ยังไม่กล้าที่จะลืมตาเพราะสิ่งที่เขากลัวที่สุดก็คือผี ใครจะบอกว่าเขาบ้าจบจากเมืองนอกมายังงมงายเรื่องผี เขาจะตอบออกไปอย่างมั่นใจเลยว่าใช่!! โดยเฉพาะผีไทยน่ากลัวสุด
“แงๆ”
แต่แล้วเขาก็ต้องรีบลืมตาขึ้นมองเมื่อได้ยินเสียงร้องไห้ดังข้างๆหู ไม่มีทางเป็นผีแน่เพราะผีไม่มีทางร้องไห้เสียงแสบแก้วหูขนาดนี้
ว่าแต่เด็กที่ไหนมาร้องไห้ในบ้านเขา
“นายเป็นคะ…เจ้าเป็ดน้อยตัวกลม!!”
ดูเหมือนว่าเขาจะรู้จักเด็กที่กำลังร้องไห้อยู่ตอนนี้นะ หลังจากที่อึ้งและไม่เข้าใจสถานการณ์อยู่สักพัก เขาก็เลือกที่จะดึงเด็กชายที่กำลังร้องเข้ามากอด
“ร้องไห้ทำไมเจ็บตรงไหนเหรอ”
“แง!!เจลกัวแง…”
“เจ้าเป็ดน้อยไม่ร้องนะฉันอยู่นี่แล้ว”
“อึกๆ…ฮืออออ ปี๋จายน่าจัว”
“กลัวฉันเหรอ…ฉันขอโทษอย่าร้องนะเด็กดี”
ภวินลูบผมนุ่มของเด็กในอ้อมกอดเบาๆ ตอนนี้เขาไม่ได้สังเกตเลยว่าตัวเองกับไม่ได้อยู่กันแค่สองคน
“เทลร้องไห้ทำไมลูก”
ตรินที่ยืนดูสถานการณ์อยู่นานก็พูดขึ้น ไม่คิดว่าลูกชายที่เป็นคนขี้กลัวจะยอมให้คนแปลกหน้ากอด แถมยังไม่มีทีท่าจะหวาดกลัวเลยด้วยซ้ำ ส่วนภวินพอได้ยินเสียงบุคคลที่สามก็รีบมองไปที่ต้นเสียง
ประธานRTyกรุ๊ป!! เขามาทำอะไรที่บ้านของเขา
“ป๋อ!!”
“พ่องั้นเหรอ?”
ภวินได้แต่นั่งทำหน้างง มีแต่คำว่าทำไมเต็มไปหมดในหัว จนเพิ่งจะสังเกตว่ารอบห้องหรือแม้กระทั่งเตียงที่เขากำลังนอนมันก็ไม่ใช่เตียงของเขา
“ดูเหมือนจะเริ่มมีสติแล้วสินะ” ตรินถามขึ้นเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายดูสงบลง
“ที่นี่ที่ไหนครับ แล้วทำไมคุณตรินถึงมาอยู่ที่นี่”
“บ้านฉันเอง”
“บ้าน?…แล้วผมถึงมาอยู่ที่บ้านคุณได้”
“จำไม่ได้เลยเหรอว่าเมื่อคืนตัวเองทำอะไรไปบ้าง”
ภวินขมวดคิ้วเข้าหากันก่อนที่จะพยายามนึกและดูเหมือนว่าเขาจะเริ่มจำได้แล้วเมื่อมีภาพแวบเข้ามาในหัว
‘นาย…ภวินบ้านนายอยู่ที่ไหนตื่นมาบอกคนขับรถฉันก่อน’
‘โอ๊ยยยย…คนจานอนเอิ้ก…อารายกานนักกานหนา’
‘เอาไงดีครับนายท่าน’
‘งั้นพาเข้าไปข้างในก่อน ระวังอย่าเสียงให้เทลตื่นนะ’
‘ครับ’
ไม่นานร่างที่เมามายก็ถูกพามานอนราบที่โซฟา
‘จะ…อ้วกกกกก’
แต่ดูเหมือนไม่ทันจะได้บอกโซฟากำมะหยี่ราคาแพงก็เต็มไปด้วยเศษอาหารที่มีกลิ่นเหม็นคละคลุ้งทำเอาทุกคนที่ยืนอยู่ตรงนั้นพากันเบือนหน้าหนีไปตามๆกัน ก่อนร่างของคนที่เป็นสาเหตุจะฟุบหลับไป
“จำได้แล้วสินะ”
“แหะๆ คุณตรินครับผมขอโทษ โซฟาของคุณเดียวผมจะชดใช้คืนให้”
ท่าทางของคนที่คุกเข่าสองข้างนั่งบนเตียงแล้วส่งสายตาอ้อนวอนมาที่ตัวเองทำเอาตรินอดที่จะขำไม่ได้
“คุณหนูคะ ไปอาบน้ำกับนมก่อนดีกว่านะคะ แล้วค่อยกลับมาหาคุณพ่อ”
เด็กชายวัย 3 ขวบลังเลอยู่เล็กน้อยเพราะกลัวว่าถ้ากลับมาพี่ชายที่ตัวเองเคยเจอจะหายไปอีก
“ไปกับแม่นมก่อนนะลูก พ่อขอคุยกับพี่เขาก่อน”
“เจลกาบมาปี๋จายจาไม่ปายหนายช่ายไหมค้าบ”
“ครับลูก…พี่เขาจะอยู่กินข้าวกับเราก่อน”
ท่าทางอ่อนโยนของตรินที่กำลังพูดคุยกับลูกชาย ทำให้ภวินที่กำลังนั่งมองอยู่อดที่จะอึ้งไม่ได้ เขาไม่คิดเลยว่าประธานRTyจะอ่อนโยนแบบนี้ อีกอย่างในข้อมูลที่เขาได้มาแม้อีกฝ่ายจะแต่งงานแล้วแต่ยังไม่มีลูกนิ
“ลูกลับๆ” ภวินพูดเบาๆจากที่ตัวเองนึกได้ แต่ตรินกับได้ยินพอดี
“ใช่…เทลเป็นลูกชายของฉัน แต่ยังไม่เคยมีใครได้รู้เรื่องนี้หรืออาจจะรู้แต่ไม่มีชีวิตรอด”
“เฮ้ยยยย!!”
เมื่อจู่ๆ ร่างสูงใหญ่ที่ยืนอยู่หน้าประตูเมื่อกี้เข้ามาประชิดตัวก็ทำเอาภวินล่นตัวถอยหลังแทบไม่ทัน
“นายจะร้องเสียงดังทำไมเนี่ย”
“แล้วคุณตรินจะเข้ามาใกล้ทำไมล่ะครับ” ภวินโวยวายกลับทันที
“ฉันขี้เกียจตะคอกคุยกัน…เอาล่ะนายรู้ใช่ไหมว่าต้องทำยังไงเมื่อรู้เรื่องความสัมพันธ์ของฉันกับลูก”
ตรินนั่งลงบนเตียงนุ่ม ก่อนจะกอดอกมองคนที่ทำสีหน้าระแวงเขาอย่างเห็นได้ชัด
“ผมจะปิดปากให้มิดเลยครับ”
ดูก็รู้ว่าคนตรงหน้าไม่อยากให้ใครรู้ว่าตัวเองมีลูก แต่ทำไมคนที่ดูรักลูกขนาดนี้ถึงอยากปิดบังเรื่องลูกของตัวเองล่ะ
