บทที่ 7 ทำให้เด็กเกิดแผลในใจโดยไม่รู้ตัว
“ผมจะปิดปากให้มิดเลยครับ”
ดูก็รู้ว่าคนตรงหน้าไม่อยากให้ใครรู้ว่าตัวเองมีลูก แต่ทำไมคนที่ดูรักลูกขนาดนี้ถึงอยากปิดบังเรื่องลูกของตัวเองล่ะ
“ดีเพราะถ้ามีข่าวเรื่องนี้รั่วไหลออกไปแม้แต่นิดเดียว ฉันจะคิดว่ามันออกมาจากปากของนายและจะไม่เซ็นสัญญาด้วย พร้อมทั้งทำให้บริษัทของพวกนายหมดหนทางทำมาหากิน”
แววตาของคนที่กำลังพูดไม่ได้แค่ขู่แน่ๆ ทำเอาภวินถึงกับถอนใจยาว แบบนี้ต่อให้เขาไม่เป็นคนพูดความผิดมันก็เป็นของเขาอยู่ดีสินะ
“แบบนี้มันไม่แฟร์กับผมเลยนะครับ ถ้ามันออกจากปากคนอื่นล่ะอย่างแบบลูกน้องหรือคนในบ้านคุณแบบนี้”
“มันไม่มีทางที่จะออกจากปากของคนพวกนั้น เพราะทุกคนรู้ดีว่าจุดจบของการเอาเรื่องของเจ้านายไปพูดคือ…ตาย!”
เหอะ!!…ทำอย่างกับเป็นมาเฟียขู่ฆ่าคนนั้นคนนี้ บ้านเมืองมีกฎหมายนะพ่อคุณ
“เช่นกันครับ ผมไม่มีความจำเป็นที่ต้อเอาเรื่องของคุณไปพูดเพราะอย่างนั้นสบายใจได้ว่าไม่ใช่ผมแน่ๆ”
“งั้นก็ดี…อีกเรื่องทำไมเทลถึงได้ทำเหมือนรู้จักนาย นั่งรอให้นายตื่นเกือบ30นาที”
“เจ้าเป็ดอ้วนรอผมเหรอ…เฮ้ย น้องเทลลูกชายคุณนั่งรอผมเหรอ”
พอเห็นสีหน้าของผู้เป็นพ่อเมื่อได้ยินตัวเองเรียกว่าเจ้าเป็ดอ้วนก็ทำเอาภวินถึงกับต้องรีบเปลี่ยนเรียกใหม่ทันที
“ใช่…แต่ดูเหมือนนายจะรู้จักกับลูกชายฉันจริงๆสินะ ไปเจอกันที่ไหน”
“อ๋อที่สุสานฝังศพนะครับ พอดีตอนนั้นลูกชายคุณหลงทางผมเลยพาไปส่งให้”
ตรินมองภวินอย่างพิจารณาอีกครั้ง งั้นคนตรงหน้าเขาตอนนี้คือคนที่วีเล่าให้ฟังสินะ เขาให้คนไปสืบประวัติของภวินมาดูเหมือนว่าเรื่องที่บอกว่าอยู่เมืองนอกมาตลอดจะเป็นเรื่องจริงและนามสกุลของคนที่ช่วยชีวิตลูกชายเขากับภวินคนละนามสกุลกันด้วย จะบอกว่าฝาแฝดคงไม่ใช่
“ถ้าอย่างนั้นฉันก็ขอบใจนายเรื่องนั้นด้วยนะ…ส่วนเรื่องโซฟา…”
“คุณจะตอบแทนผมเรื่องที่ช่วยลูกคุณ โดยการจะไม่เอาเรื่องที่ผมทำเมื่อคืนใช่ไหม”
“เปล่าฉันจะบอกว่าชดใช้โซฟาให้ฉันด้วย”
พอได้ยินแบบนั้นความดีใจที่เคยปรากฏอยู่บนใบหน้าของภวินไม่ถึงสามสิบวินาทีก็หายไป
“ครับๆ มันเท่าไหร่ครับ”
“1ล้าน2แสนบาท”
“อ๋อ1ล้าน2แสน…ห๊ะ!!จะบ้าเหรอโซฟาราคา1ล้านเนี่ยนะ”
“ไม่บ้าหรอกถ้านายรู้ว่ามันของแบรนด์ไหน ว่าแต่จะชดใช้เป็นเงินสดหรือซื้อคืนดี”
“เอ่อ…คืออออ ผมขอผ่อนได้ไหมแหะๆ”
ถ้าเป็นก่อนหน้าเขาคงจะรีบจ่ายให้มันจบๆไปแล้ว แต่เขาเพิ่งซื้อบ้านใหม่ไปเนี่ยสิ ตอนนี้เลยเหลือแค่เงินใช้อยู่ใช้กิน ไปวันๆ ถ้าจะให้โทรศัพท์ไปขอพ่อ…ไม่มีทางเขาจะไม่ยุ่งกับเงินพ่อเด็ดขาด
“จะผ่อนกี่เดือนดีล่ะ”
“เอาจริง…คุณโซฟามันก็แค่เปื้อนอ้วกส่งร้านทำความสะอาดก็ไม่กี่บาทเอง มันไม่แพงขนาดนั้นหรอกเดี๋ยวผมจ่ายค่าทำความสะอาดเอง” ภวินเริ่มที่จะหาทางออกเพราะตอนนี้เงินของเขาไม่ใช่ทางออก
“ไม่…นายลองคิดดูนะตอนที่ฉันนั่งแล้วนึกถึงภาพเมื่อคืน แค่คิดฉันก็พะอืดพะอมแล้วเพราะงั้นฉันจะไม่เก็บมันไว้ในบ้านอีก”
“พ่อคนอนามัยจัด”
เสียงบ่นอุบอิบของภวินมันดังพอที่จะให้ตรินได้ยิน แต่เขาก็ไม่ได้ว่าอะไรขำซะมากกว่า
เดี๋ยวนะ…นี่เขายิ้มงั้นเหรอ
ตรินตกใจกับตัวเองอยู่ไม่น้อย นานแค่ไหนแล้วนะที่เขาไม่ได้ยิ้มเพราะคนอื่นแบบนี้
“เอาล่ะนายไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเถอะ ฉันให้คนทำความสะอาดให้แล้ววางอยู่ตรงนั้น พอเสร็จแล้วนายก็ลงไปกินข้าวกับฉันก่อนค่อยกลับเพราะดูท่าทางเทลคงรอนายอยู่”
พูดจบตรินก็ลุกขึ้นยืนแล้วเดินออกจากห้องไปทันที โดยที่ปล่อยให้ภวินนั่งทำหน้างงอยู่บนเตียงคนเดียว แต่หลังจากที่ตั้งสติได้เขาก็ลุกเดินไปห้องน้ำแล้วจัดการตัวเองตามที่เจ้าของบ้านบอกทันที
“ป๋อค้าบ”
“ว่าไงลูก” ตรินวางช้อนในมือลงแล้วมองไปที่ลูกชายที่กำลังกินข้าวอยู่
“ป๋าตักอานนั้นให้ปี๋จายหน่อย”
พี่ชายที่เทลหมายถึงคือภวินที่นั่งกินข้าวอยู่ฝั่งตรงข้ามตัวเองเงียบๆเขาเลยคิดว่าพี่ชายใจดีคงจะไม่ชอบอาหารตรงหน้า แต่อาจจะชอบกุ้งทอดกระเทียมของโปรดตัวเองก็ได้
“ไม่เป็นไร”
ภวินรีบปฏิเสธทันที แต่ดูเหมือนว่าการปฏิเสธของเขาจะทำให้เด็กชายตรงหน้ารู้สึกเสียใจเพราะตอนนี้เทลเบะปากเหมือนจะร้องไห้แล้ว
“อย่าทำให้เทลร้องไห้”
น้ำเสียงของคนที่เป็นพ่อเด็กทำเอาคนฟังแบบภวินรู้สึกขนลุกไม่น้อย
ชิทำเป็นขู่…ไม่กลัวหรอกโว้ยยยย!!
“พี่กินครับน้องเทลคนดีไม่ต้องร้องนะ”
เดี๋ยวพ่อนายหักคอฉัน
“อึกๆป๋อตัก”
พอได้ยินแบบนั้นเทลก็หยุดร้องทันที ทำเอาภวินถึงกับอ้าปากค้าง ได้แต่คิดว่าเด็กคนนี้มีสวิตช์ไฟปิดเปิดตอนร้องไห้เหรอ
“ครับเดี๋ยวพ่อตักให้พี่เขา”
รอยยิ้มที่อ่อนโยนของพ่อเด็กก็ให้ภวินขนลุกอีกครั้ง เมื่อวานตอนคุยงานสีหน้าเดียวที่เขาเห็นบนใบหน้าตรินคือเฉยชา ตอนแรกเขาคิดว่าอีกฝ่ายจะทำเป็นอยู่หน้าเดียวซะอีก
ยิ้มแบบนี้ก็หล่อใช้ได้เลย…
“ปี๋จายอาร่อยหรือเป่าค้าบ”
“อร่อยมากเลย” ภวินยิ้มให้เด็กชายอย่างอ่อนโยน
“นั่นของโปรดเทลเลยนะ ขนาดกับฉันเทลยังไม่เคยยอมแบ่งให้กิน” ตรินพูดออกมาลอยๆ
“งั้นเหรอครับ ขอบคุณนะเทลพี่ชอบมากเลย”
“อือ…ง่านปี๋จายมากินบ่อยๆน้าค้าบ”
ส่วนคนที่ถูกขอบคุณก็ฉีกยิ้มกว้างอย่างภูมิใจ ตรินสังเกตท่าทางของลูกชายอยู่ตลอดเวลา ดูเหมือนว่าเทลจะชอบภวินเป็นพิเศษ ขนาดพี่เลี้ยงหรือครูพิเศษลูกชายเขายังไม่สนิทหรือชอบขนาดนี้เลย
“ฮ่ะๆ ถ้ามีโอกาสนะ เดี๋ยวพี่มา”
แม้จะตอบไปแบบนั้นแต่มันไปมีโอกาสได้ไงล่ะ สาบานเลยว่านับจากนี้ไปเขาจะไม่ทำตัวเองให้เมาขนาดนั้น ความอับอายชั่วชีวิต
“หลังจากที่กินข้าวเสร็จเดี๋ยวฉันต้องออกไปทำงาน นายออกไปพร้อมฉันเลยแล้วกัน”
“ไม่เป็นไรครับผมนั่งแท็กซี่กลับเองดีกว่าครับ”
“งั้นก็ตามใจนายแล้วกัน เดี๋ยวฉันส่งไว้ที่หน้าประตู”
“ขอบคุณครับ”
“ปี๋จายจะกาบแล้วเยอค้าบ”
พอได้ยินว่าภวินจะกลับเทลก็เศร้าลงทันที ทำเอาผู้เป็นพ่อต้องรีบเข้าไปปลอบ
“เดี๋ยวพี่ชายเขาก็กลับมาลูก”
“ดะ…”
“ใช่ไหม…นายต้องมาชดใช้ค่าโซฟานิ”
ยังไม่มันที่จะได้ปฏิเสธคำขู่เรื่องความผิดของตัวเองก็ถูกหยิบยกขึ้นมา เขาทำอะไรได้ล่ะน้องจากนั่งคอตกยอมรับชะตากรรม…ว่าแต่ทำไมตรินถึงยอมให้เขามาเจอลูกชายตัวเองอีกละ
“คร้าบบบบ…เจ้าเป็ดน้อยเดี๋ยวพี่จะมาหาอีกนะเพราะอย่างนั้นเลิกทำหน้าเศร้าได้แล้ว ไม่งั้นพี่คงตายเพราะคำขู่คนแถวนี้” เสียงประชดชันรีบพูดตอบรับก่อนจะหันไปพูดกับเด็กชาย
“จาย…คายจายเยอค้าบ”
“อย่าพูดอะไรไร้สาระให้เทลฟัง” ตรินพูดเตือน
“ครับๆ เจ้าเป็ดอ้วนเลิกพูดเถอะ ชอบกินอันนี้ใช่ไหมพี่ตักให้” ภวินเบะปากใส่ตรินอย่างหมั่นไส้
“คุณหนูเราเข้าไปข้างในกันเถอะค่ะ คุณครูมารอแล้วนะคะ”
พี่เลี้ยงสาวรีบบอกเมื่อเห็นเด็กชายที่ตัวเองถูกจ้างมาดูแลยืนอยู่หน้าประตูบานใหญ่ไม่ยอมเข้าไปในบ้านสักทีเมื่อรู้ว่าพ่อตัวเองกับแขกที่มาค้างบ้านเมื่อคืนกำลังจะกลับ
“ม่ายอาวววว เจลจายุจ่งป๋อกาบปี๋จาย”
“เทลเข้าบ้านไปก่อนนะลูก เดี๋ยววันนี้พ่อสัญญาว่าจะรีบกลับมาหา”
แม้จะสัญญากับลูกชายไปแบบนั้น แต่วันนี้เขามีประชุมใหญ่ของแก๊งคงจะมาเร็วตามที่สัญญาไม่ได้
“ถ้าทำไม่ได้ก็อย่าให้ความหวังเด็กครับ”
ภวินที่นั่งอยู่ข้างตรินสังเกตอาการของอีกฝ่ายก็พอจะรู้ว่าพ่อของเด็กชายแค่อยากพูดให้ลูกชายมีความหวัง เขาเกลียดผู้ใหญ่แบบนี้ที่สุดไม่ต่างจากพ่อของเขาที่คอยให้ความหวังกับน้องชายฝาแฝดในสมัยก่อน ความหวังลมๆแล้งๆผู้ใหญ่จะรู้ไหมการรอของเด็กทำให้พวกเขาเกิดบาดแผลขนาดไหน
“ฉันรู้แต่ไม่อยากให้เทลรู้สึกไม่ดี”
“การที่คุณทำแบบนี้มันจะทำให้เด็กเกิดแผลในใจโดยไม่รู้ตัว”
พูดจบภวินก็เดินลงจากรถฝั่งตัวเองและก้าวเข้าไปหาเทลที่ยืนมองพวกเขาด้วยความหวัง ตรินมองภวินที่พูดคุยอะไรบางอย่างกับลูกชายเขา ทั้งคู่คุยกันเบามากจนเขาที่อยู่ด้านในรถไม่ได้ยิน แต่ดูเหมือนจะไม่ใช่เรื่องไม่ดีเพราะตอนนี้เทลฉีกยิ้มกว้างมากและโบกมือลาเขาก่อนจะจับมือพี่เลี้ยงเดินเข้าไปในตัวบ้าน
ปึง!!
“เมื่อกี้นายพูดอะไรกับเทล”
“ผมแค่ถามลูกชายคุณว่ารักคุณมากไหม”
“แล้ว?”
