บทที่ 12 คนโกหก

 “เริ่ม!”

 เสียงเพื่อนโผตะโกนขึ้น ก่อนจะหมุนขวดเหล้ากลางวงอย่างมือโปร ขวดค่อยๆหมุนไปเรื่อยๆ เสียงเชียร์ เสียงหัวเราะเริ่มดังขึ้น ก่อนมันจะชะงักและชี้ไปที่

 ชนกันต์

 “โอ้โห! คนแรกก็มาเลยว่ะพ่อคนสุขุม” 

 เพื่อนเจ้าของเกมส์ร้องขึ้นก่อนจะถามทันที

  “เอาไงเพื่อน Truth or Dare?”

 ชนกันต์ยิ้มบางๆ เหมือนรู้ทันว่ายังไงก็ไม่รอด

 “Truth ละกัน”

 เสียงฮือฮาดังขึ้นอีกรอบ มีทั้งเสียงแซวและเสียงเชียร์ ก่อนคนถามจะยิ้มร้ายๆ พลางถามเสียงดังฟังชัดว่า…

 “ในกลุ่มนี้ มีคนที่มึงคิดเกินเพื่อนอยู่ป่ะ?”

 ทั้งวงถึงกับฮือฮา เสียงโห่แซวปนกับเสียงกระตุ้นดังขึ้นรอบตัว

 “พูดความจริงด้วยนะเว้ย!”

 ชนกันต์ชะงักไปครู่หนึ่ง แววตากวาดมองผู้คนรอบวง ก่อนจะเลื่อนมาหยุดอยู่ที่ใบหน้าของลัญชนา ร่างบางที่นั่งนิ่งอยู่ข้างคิเลียนด้วยสีหน้ากึ่งลุ้นกึ่งงง คิเลียนขยับแขนเล็กน้อย รัดร่างน้องสาวแน่นขึ้นอย่างนึกหวง เพราะเขารู้ดีถึงสายตานั้น

 ชนกันต์ถอนหายใจแผ่วๆ ก่อนจะคลี่ยิ้มบางแล้วเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงนุ่มแฝงความจริงจัง

 “ก็มีนะ… แต่ไม่รู้ว่าเธอรู้สึกเหมือนกันรึเปล่า”

 บรรยากาศในวงถึงกับเงียบกริบขึ้นมาครู่หนึ่ง เมื่อคนพูดเอาแต่สบตาอยู่กับลัญชนาที่มองเขากลับสีหน้าสับสน กับคิเลียนที่แพร่รังสีอาฆาตไปทั่วด้วยแววตาคมกริบนั่น 

 ทำเอาเพื่อนในวงกลับมาเลิ่กลั่กหันมองหน้ากัน ก่อนจะรีบจัดการโดยการรีบตั้งขวดใหม่ 

 “อ..โอ้ว… ปวดใจเลยว่ะ มาๆ คนต่อไปเลยดีกว่า!”

 เมื่อขวดเริ่มหมุนใหม่อีกรอบ เสียงหัวเราะคิกคักปนเมาของกลุ่มเพื่อนก็เริ่มกลับมาดังก้องในร้าน ขวดเหล้ากลางวงหมุนควงแรง บนโต๊ะที่เปื้อนเศษน้ำแข็งและแก้วที่ชนกันจนเปรอะเปื้อน ทุกคนส่งเสียงลุ้นกันเบาๆ ก่อนขวดจะชะลอความเร็วลงและหยุดชี้ไปทางคนที่นั่งนิ่งมาตลอดทั้งคืน

 “โอ้วววววววววววววววววววววววววว!” เสียงโห่ร้องพุ่งทะลุเพดาน

 “คุณคิเลียน!”

 ชายหนุ่มเจ้าของชื่อยกคิ้วขึ้นนิด ริมฝีปากยกยิ้มมุมปากเบาๆ เขาไม่ได้เดือดร้อนเลยสักนิดแม้จะตกเป็นเป้าสายตา

 “Truth or dare, bro?”

 คิเลียนยักไหล่เหมือนทุกอย่างไม่มีผล

 “Truth” เขาตอบสั้นๆ

 เพื่อนอีกคนยิ้มเจ้าเล่ห์

 “งั้นเอาคำถามง่ายๆก่อนเลยแล้วกันครับ อะไรคือสิ่งที่คุณเคยทำผิดพลาดที่สุดในชีวิต?แบบ…ที่สุด แบบที่คิดแล้วก็แบบ โอย แม่งไม่น่าเลยว่ะ อะไรแบบนั้นน่ะครับ”

 “คำถามอะไรของมึงวะ แม่งโครตน่าเบื่อ”

 เสียงจากเพื่อนข้างๆสวนอย่างเบื่อหน่าย เพื่อนๆพากันโห่ใส่คนถามอย่างนึกตำหนิ แต่หนึ่งในนั้นก็คือลัญชนา… ที่เหมือนจะตั้งตารอฟังคำตอบอย่างกับเป็นเรื่องสำคัญอะไร เธอหันมองหน้าพี่ชายบุณธรรมแววตาหวั่นไหวนิดๆเฝ้ารอลุ้นกับคำตอบ

 ก่อนเสียงคำตอบจากคนถูกถามจะดังตามมาแบบง่ายๆสั้นๆ

 “ไม่มี”

 “ห๊ะ?” คำตองเขาถึงกับทำเอาเพื่อนในวงร้องออกมาพร้อมกัน

 “ไม่มี? ไม่เคยทำอะไรพลาดเลยเนี่ยนะครับ?”

 “ครับ”  เขาตอบสั้นๆ ดวงตาคมยังนิ่งไม่ไหวติง จะให้ตอบว่าอะไรล่ะก็ในเมื่อเขายังคิดไม่ออกเลยว่าในชีวิตเคยทำพลาดอะไรไป ทุกอย่างที่ทำก็ตั้งใจทั้งนั้น…

 ทุกคนพากันโห่แปลกใจ ก่อนเสียงเฮฮาจะบ่ายเบี่ยงไปทางผู้โชคดีคนถัดไปที่ถูกขวดชี้ แต่ในนั้นกลับมีลัญชนาที่นั่งนิ่งเงียบไป แววตาเหมือนคิดอะไรอยู่ในใจตลอด 

 งานเลี้ยงยังคงต่อเนื่องไปถึงเที่ยงคืนเกือบตีหนึ่ง จนคิเลียนขอตัวลากลัญชนากลับมาก่อน เมื่อนี่มันเลยเวลาที่คนตัวเล็กควรจะเข้านอนมานานแล้ว 

 บรรยากาศภายในรถเงียบเชียบ มีเพียงเสียงลมหายใจของคนสองคน ลัญชนานั่งเอียงหัวพิงกระจกมองออกไปนอกหน้าต่าง แก้มขึ้นสีแดงระเรื่อจากฤทธิ์แอลกอฮอล์ สายตาเธอเหม่อลอย ก่อนจะเอ่ยเสียงอู้อี้ กับสิ่งคิดวนอยู่ในหัวซ้ำๆแล้วกลั้นใจถามออกมา

 “ทำไมตอนเล่นเกม… เฮียต้องโกหกด้วย”

 น้ำเสียงเธออู้อี้เหมือนคนจะหลับ แต่ก็หนักไปด้วยอารมณ์บางอย่างที่กดทับอยู่ในใจ นำพาคิเลียนเลิกคิ้วขึ้นนิดหนึ่ง หันมาเหลือบมองเธอชั่วแวบ

 “เดี๋ยวนะ เฮียโกหกอะไร?”

 ลัญชนาไม่ได้ตอบในทันที เธอแค่เบะปาก กอดตัวเองแน่นขึ้น แล้วหันหน้ามาจ้องเขาด้วยแววตาที่แดงก่ำจากความเมา หรืออารมณ์อัดอั้นบางอย่างก็ไม่แน่ใจ

 “ก็เฮียโกหก… ไอ้คนโกหกแล้วไม่ยอมรับความจริง”

 ลัญชนาบ่นพึมพำ หน้าบูดจ้องคนพี่ที่ขับรถอยู่เบาะข้างอย่างนึกหมั่นไส้ พูดออกไปได้ยังไงว่าไม่เคยพลาดในชีวิต แล้วเรื่องคืนนั้นล่ะ คืนที่เป็นเพียงความผิดพลาด… คืนที่มันตราตรึงอยู่ในใจเธอ ตามหลอกหลอนเธอมาตลอดสามปี เธอไม่เคยลืมมันลงเลยสักนิด… แต่เขาที่เป็นต้นเหตุกลับลืมไปได้ง่ายๆเลยงั้นสิ

 “เหอะ… ไอ้คนเฮงซวย”

 คนเมาบ่นพึมพำหน้าบูดบึ้ง ทำเอาคิเลียนที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ต้องขมวดคิ้วเข้มเหลือบมองยัยเด็กซนที่นั่งอยู่เบาะข้างอีกครั้ง

 “เดี๋ยวๆ อะไรของเธอ”  สงสัยคงมีเรื่องต้องเคลียร์กับยัยเด็กขี้เมานี่จริงๆจังๆแล้วสิ พวงมาลัยรถถูกเลี้ยวเข้าจอดชิดริมทางที่มืดมิดในซอยหนึ่งซึ่งน้อยผู้คนจะผ่านไปมาในยามเวลานี้ 

 “ไหนทีนี้พูดมาสิ ว่าเฮียโกหกเรื่องอะไร แล้วทำไมอยู่ๆถึงกลายเป็นไอ้คนเฮงซวยไปได้ล่ะ”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป