บทที่ 6 ใคร?
เขาลากเสียงยาวเหมือนจะพูดอะไรต่อ แต่—
“นกเขาไม่ขันหรอวะ?”
นาวินเอ่ยแทรกขึ้นปนเสียงขำหยอกล้อ
“พ่องดิ”
พอโดนคำพูดนี้ คิเลียนสบถกลับทันควัน น้ำเสียงห้วนจัดก่อนที่จะกลับมาก้มหน้าหงุดหงิดพร้อมคิ้วที่ขมวดจนเป็นปม ขวดเหล้าในมือถูกกำแน่นเหมือนจะบีบให้แตกคามือ
“คนอย่างไอ้คิลหรอวะนกเขาไม่ขัน? บ้าแล้ว กูว่าแม่งต้องเรื่องสาวชัวร์ ไม่งั้นแม่งไม่หงุดหงิดเป็นหมาบ้าแบบนี้หรอก”
ทันทีที่วรัทย์พูดจบ คิเลียนชำเลืองหางตาจ้องหน้าเพื่อนนิ่งๆชั่วครู่ สายตาคมเข้มแฝงไปด้วยแรงกดดันอย่างชัดเจน
แค่แววตา ไม่ต้องพูดก็รู้ว่า “เดาถูก”
“นั่นไง กูว่าแล้ว!”
วรัทย์ตบโต๊ะดังป้าบ เหมือนได้รางวัลเดาใจเพื่อนถูก ขำจนปากแทบฉีก
คิเลียนถอนหายใจหนัก ก่อนยกขวดเหล้าขึ้นกรอกปากอีกครั้ง คราวนี้เขาดื่มรวดเดียวจนหมดเกลี้ยง
“เชี่ย! มึงเพิ่งมาถึงนะเว้ย ยังไม่สิบนาทีเลย ควาย…”
วรัทย์มองขวดในมือเพื่อนแล้วส่ายหัว ตกใจแต่ก็อดขำมันไม่ได้เลยจริงๆ
แต่ยังไม่ทันจะได้พูดอะไรมากกว่านั้น เสียงส้นสูงกระแทกพื้นผับก็ดังใกล้เข้ามาก่อนเรียวขาขาวในชุดเดรสสั้นจะมาหยุดอยู่ตรงหน้าคิเลียน
คิเลียนเงยหน้ามองคนตรงหน้าพร้อมกับเพื่อนอีกสองคนที่หันตามอย่างงุนงง ใครวะ…?
“เพนน่า?”
หญิงสาวร่างสูงเพรียวในเดรสเกาะอกสีแดงสด รัดรูปจนเห็นสัดส่วนทุกโค้งเว้า ผิวขาวเนียน ผมตรงยาวถึงเอว แต่งหน้าจัดจ้านทุกเฉดลุคแบบนี้… ไม่มีใครอื่นแน่ นอกจาก เพนน่า แฟนสาวของเขาเอง
“คิลมาผับ ทำไมไม่เห็นบอกเพนเลยคะ?”
เสียงหวานที่พยายามอ่อนโยน แต่แฝงความเหน็บแนมตามประสาผู้หญิงที่ไม่ได้รับข่าวอะไรเลยจากคนรัก
คิเลียนปรายตามองอีกฝ่ายนิ่งๆ มือยังค้างอยู่ตรงขวดเปล่า ริมฝีปากขบกันแน่นโดยไม่ตอบในทันที
ก่อนที่ร่างบางของเพนน่าจะทรุดตัวลงนั่งข้างชายหนุ่มด้วยท่าทีเป็นเจ้าของเต็มร้อย
แต่วินาทีที่ก้นเธอแทบจะยังไม่ทันสัมผัสเบาะ คิเลียนกลับคว้าข้อมือเพนน่าดึงขึ้นมานั่งบนตักอย่างแรง!
หมับ!
“อ๊ะ! คิล… ใจเย็นสิคะ”
เสียงเพนน่าหวานแหบเอ่ยห้ามด้วยความตกใจ แต่รอยยิ้มกลับเยิ้มยั่ว เธอคิดว่าเขากำลังอยาก เพราะความเซ็กซี่ขยี้ใจของเธอแน่ๆ
แต่เธอคิดผิด…
เพราะสิ่งที่เขาทำไม่ใช่เพราะอยากรัก แต่เป็นเพราะอยากลบ
คิเลียนซุกหน้าเข้าซอกคอขาวทันที สูดลมหายใจแรงจนเหมือนจะสูบวิญญาณอีกคน แต่กลิ่นที่ได้กลับทำเขาแทบอยากอาเจียน
ฉุน แสบจมูกชิบหาย!
แม่งโคตรต่างจากกลิ่นกายหอมหวานละมุนอ่อนๆจากยัยเด็กนั่นลิบลับ กลิ่นที่เขาติดใจ กลิ่นที่ยิ่งพยายามลืมก็ยิ่งตามหลอกหลอนอยู่ในโพรงประสาทเขาจนแทบเป็นบ้า
คิเลียนหลับตาแน่น ภาพใบหน้าใสๆของยัยเด็กนั่นลอยมาอีกแล้ว ริมฝีปากเล็กๆที่มักจะสั่นระริกเหมือนกลัวเขาหลังจากคืนนั้น… ดวงตาใสๆคู่นั้นที่มองเขาอย่างสั่นไหว
แม่งเอ๊ย…
ทันใดนั้น คิเลียนก็ผลักร่างเพนน่าออกจากตักแบบไม่สนใจว่าคนตรงหน้าจะงงหรือเจ็บแค่ไหน
“อ๊ะ…!”
เพนน่าหน้าเสีย เพื่อนสองคนที่นั่งตรงหน้าถึงกับชะงัก
ไอ้นี่มันเป็นบ้าอะไรอีกวะ?
มือหนาหยิบขวดเหล้าขึ้นกระดกเข้าปากรวดเดียวหมด ก่อนจะคว้าขวดใหม่เปิดพรึ่บ เหมือนต้องการอะไรบางอย่างที่แรงกว่านี้มาล้างความรู้สึกที่เกาะแน่นในอก
เขาไม่สนเสียงเรียกของแฟนสาว ไม่สนสายตางุนงงของเพื่อน ไม่สนอะไรเลยทั้งนั้น…
“คิล…”
เสียงเพนน่าเรียกเขาเบาๆอีกครั้ง แต่มันกลับกระตุ้นความหงุดหงิดในใจเขาหนักกว่าเดิม
กลิ่นน้ำหอมของเธอ… เสียงเธอ…
แม่งไม่มีอะไรสักอย่างที่ได้ใจเขาตั้งแต่กลับมา
เพราะภาพเดียวที่ยังตามหลอกหลอนเขาไม่เลิก…
ก็คือน้องสาวบุญธรรมที่นอนครางลั่นอยู่ไต้ร่างเขาเมื่อสามปีก่อน พร้อมทั้งแววตาใสซื่อที่มองเขาโดยไม่รู้เลยว่าตัวเองคือเหตุผลของความคลั่งแทบบ้าในคืนนั้นทั้งหมด
ฟึ่บ!
อยู่ๆคิดเลียนก็ผุดลุกขึ้นจากโซฟาอย่างไร้สัญญาณ แรงลุกจนเพนน่าที่นั่งข้างๆสะดุ้งเฮือก สายตาของทุกคนรอบโต๊ะพลันเงยขึ้นมองเขาอย่างงุนงง
ร่างสูงใหญ่ของชายหนุ่มยืนตระหง่าน ดวงตาคมเข้มไร้แววอารมณ์ ใบหน้าเคร่งขรึมราวกับมีไฟมอดไหม้อยู่ในอกที่ไม่มีใครมองเห็น
“กูจะกลับละ… ค่าเหล้าลงบัญชีกูไว้ได้เลย”
เสียงทุ้มเรียบเย็นเอ่ยสั้นๆไม่มีแม้แต่แววลังเล ก่อนเขาจะหยิบเสื้อแจ็กเก็ตขึ้นมาพาดบ่าเตรียมพร้อมจะกลับบ้าน
วรัทย์กับนาวินถึงกับเลิกคิ้วมองหน้ากันงงๆ
“กลับ?”
“มึงเพิ่งมาได้ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงเลยนะเว้ย”
“อืม ไว้วันอื่น”
เสียงเรียบสวนตอบเพื่อนๆด้วยสีหน้านิ่งจนทั้งนาวีนและวรัทย์ได้แต่ปิดปากเงียบ
ส่วนเพนน่าก็ถึงกับหน้าเหวอหนัก นี่เขาจะกลับทั้งๆที่เธอเพิ่งจะมาถึงได้ไม่กี่นาทีเนี่ยนะ?
“ค…คิลจะทิ้งเพนไว้ที่นี่หรอคะ?”
เสียงเธอสั่นเบาพยายามออดอ้อน เรียกร้องความสงสารจากแฟนหนุ่ม
“เพนตั้งใจมาหาคิลเลยนะคะ… เพนคิดถึงคิลมากนะคะ… ช่วงนี้เราไม่ค่อยได้อยู่ใกล้ชิดกันเลย”
“อืม ตามมาสิ ผมไปส่ง”
