บทที่ 9 เจ้าเล่ห์
“นั่งตรงนี้แหละ ไม่งั้นทั้งหมดนี่เธอจ่าย”
เขาขู่อย่างหน้าตาย แน่นอนว่าลัญชนารีบนิ่งทันที ใครๆก็รู้อาหารแต่ละจานของร้านนี้มีราคาสูงขนาดไหน นักศึกษาธรรมดาอย่างเธอจะไปมีปัญญาจ่ายได้ยังไง อิเฮียมันจงใจชัดๆ!
อาหารถูกยกมาเสิร์ฟพร้อมช้อนในมือเขาที่ตักขึ้นมาจ่อริมฝีปากนุ่มของคนตัวเล็กที่นั่งหน้าบูดเหมือนโดนบังคับมา
เออก็โดนบังคับมานั่นแหละ!
“อ้าปากสิ”
“นัญโตแล้วนะคะเฮีย ไม่ใช่เด็กๆ ที่กินข้าวเองไม่เป็น”
เธอเอ่ยเสียงมุ่ย แต่เขากลับแค่นหัวเราะในลำคอ ก่อนจะวางช้อนลงแล้วยื่นหน้ามามองเธอแววตาเจ้าเล่ห์
“หึ… ฉันก็ไม่เคยลืมว่าเธอโตหรอก…”
เขาหรี่ตามองเธอ ขณะก้มกระซิบชิดใบหูจนลมหายใจอุ่นร้อนกระทบผิวเนียน
“…ตั้งแต่คืนนั้น ที่เธอครางใต้ร่างฉัน”
“ฮึก… ฮะ เฮียคิลพูดอะไรคะ!”
ลัญชนาถึงกับแทบสำลักน้ำลายตัวเอง หูแดงวาบ หน้าเหวอจนหาคำมาด่ากลับไม่ได้
แต่พ่อคุณกลับยิ้มกรุ่มกริ่มเหมือนภูมิใจนักหนากับความเขินของคนตัวเล็ก
“พูดความจริง”
เขายักไหล่อย่างไม่เดือดร้อน ก่อนจะหยิบช้อนตักอาหารในจานขึ้นมาจ่อปากนุ่มอีกที ยักคิ้วหนาบ่งบอกว่า เขากำลังบังคับให้เธอกินมันเข้าไป!
งับ!
ลัญชนาได้แต่อ้าปากงับแต่โดยดี ไม่เคยขัดใจเขาได้หรอก เป็นแบบนี้มาตั้งแต่เด็กจนตอนนี้ยิ่งแก่ยิ่งเอาแต่ใจกว่าเก่าเป็นเท่าเลย
คนตัวเล็กเขี้ยวตุ้ยๆแก้มตุ่ยแล้วยังทำหน้าบูดหน้าเบี้ยวไปด้วย ทำเอาคนที่นั่งมองลอบยิ้มเอ็นดูจนอดใจไม่ไหว ยื่นมือไปยี้หัวทุยอย่างหมั่นเขี้ยว
“อื้ออ”
ลัญชนาหันหน้ามามองคิเลียนตาขวาง ตอนนี้เหมือนสองคนได้กลับมาสนิทกันหลังจากที่ห่างเหินกันนานอีกครั้งเลย… เหมือนกับตอนที่ทั้งสองชอบแกล้งกันเล่นบ่อยๆเมื่อก่อน…
“ป้อนฉันบ้างสิ”
เสียงทุ้มแหบเอ่ยขึ้นยียวน ริมฝีปากหยักยกยิ้มเจ้าเล่ห์ เขาเอียงตัวเท้าคางบนโต๊ะ มองใบหน้าหวานของเธอที่กำลังเคี้ยวข้าวแก้มตุ่ย
แม่ง… เห็นแล้วอยากจับกดตรงนี้ให้รู้แล้วรู้รอด
“ทำไมเฮียไม่ตักกินเองล่ะคะ”
ลัญชนาสวนกลับโดยไม่มองหน้าเขา แกล้งหันไปอีกทางเพื่อหลบสายตาคม ก็เล่นมองเธอด้วยสายตาแพรวพราวจนทำเอาหัวใจดวงเล็กสั่นไหว
“ก็เฮียอยากให้นัญป้อนนี่คะ เฮียยังป้อนนัญเลย จะใจร้ายใจดำไปหน่อยมั้ย”
เขาเอ่ยเสียงนุ่ม อยู่ๆมาเปลี่ยนสรรพนามที่เรียกหนําซํ้ายังใช้โทนเสียงปนอ้อนนั่นอีก เล่นเอาคนตัวเล็กเขินจนเผลอทำตัวลุกลี้ลุกลน ทำอะไรไม่ถูกไปหมด สองพวงแก้มนวลแดงซ่านจนหูแทบไหม้ แต่เขากลับยิ้มได้ใจเจตนาแกล้งเธอชัดๆ
“น…นัญป้อนก็ได้ค่ะ”
เสียงหวานตะกุกตะกัก มือเล็กรีบตักข้าวในจานขึ้นมาแล้วยัดใส่ปากอีกคนอย่างรวดเร็วเพื่อปิดปากคนพูดจาเหลวไหล
พอคิเลียนทำทีจะอ้าปากเท่านั้นแหละ ยัยน้องก็ตักอย่างอื่นยัดตามซ้ำ จนอิพี่มันเคี้ยวแทบไม่ทัน!
“แค่กๆ…” เขาแทบสำลักจนต้องยกมือห้ามคนที่ทำท่าจะเอาช้อนยัดปากซํ้า เป็นไงล่ะโดนแกล้งกลับสะให้บ้าง
“พ..พอก่อน”
ลัญชนาทำหน้ายู่ ยักคิ้วใส่เบาๆ
“สมน้ำหน้า คนชอบแกล้งก็ต้องโดนแกล้งกลับค่ะ”
คิเลียนได้แต่เค้นหัวเราะเบาๆในลำคอ ขณะมองใบหน้าหวานที่แสดงถึงความสะใจที่ได้เอาคืนเขา แต่ก็ยังแดงซ่านไม่หาย เข้าใจได้หรอกว่าน้องสาวใช้กำลังแก้เขินชัดๆ
หึ… ชอบชิบหายเลย เด็กดื้อแบบนี้ มองยังไงก็น่าจับกดชิบหาย
หลังจากที่กลับมาจากร้านอาหาร คิเลียนก็ลากน้องขึ้นรถตามเคย ทว่าบรรยากาศกลับแปลกไป เมื่อบนรถเงียบจนได้ยินแค่เสียงปลายนิ้วกดแป้นพิมพ์ของคนตัวเล็กที่นั่งยิ้มอยู่ข้างคนขับ จนไฟจราจรเปลี่ยนเป็นสีแดง แล้วรถชะลอจอด
คิเลียนเหลือบมองด้านข้าง ก่อนสายตาคมจะเหลือบไปเห็นหน้าจอโทรศัพท์ในมือน้องสาวบุณธรรม แชทไลน์ที่เด้งรัว ชื่อผู้ชาย… แถมยังยิ้มไม่หุบอีก
…แม่งเอ๊ย
เขาขบกรามแน่น แต่มือยังจับพวงมาลัยนิ่ง สีหน้าไม่เปลี่ยน
ใช่เขาไม่พอใจ… แต่ต้องกลั้นไว้ เพราะยังขับรถ
พอกลับถึงบ้าน ลัญชนารีบผลักประตูเปิด ก้าวเท้าเข้าบ้านพร้อมสายตาที่ยังคงจับจ้องอยู่แต่บนโทรศัพท์ที่ยังแชทไม่หยุด จนฝีเท้าหนักๆเดินตามหลังมาด้วยความอาฆาตยังไม่รู้ตัวด้วยซํ้า
หมับ!
มือใหญ่คว้าเอวเธอไว้แล้วกระชากเข้าหาตัวทันที ก่อนจะฉวยมือถือไปจากมือเล็กแบบไม่ให้ตั้งตัว
“เฮีย!!”
เสียงหวีดของลัญชนาเต็มไปด้วยความตกใจ แต่แรงเล็กๆอย่างเธอหรือจะไปสู้แรงเขาได้ คนตัวเล็กถูกเขารวบมากอดแน่นข้างลำตัว ใช้แขนเดียวล็อกเธอไว้แน่นจนดิ้นก็ไม่ได้ ผลักก็ไม่ออก ทำได้แต่ขยับลุกลิกอยู่ในอ้อมแขนอีกคน
สายตาคมจ้องข้อความที่เด้งขึ้นมาอีกรอบ อ่านไป คิ้วก็ขมวดแน่นขึ้น
“ไอ้นี่มันเป็นใคร!?”
คิเลียนหันมาถามน้องสาวในอ้อมแขนเสียงทุ้มต่ำนิ่งแฝงแรงกดดันจนลัญชนาลอบกลืนน้ำลายอึกใหญ่
“ก…ก็เพื่อนนัญไงคะ”
หญิงสาวตอบเสียงเบา ตาเหลือบมองโทรศัพท์ด้วยใจคอไม่ดี เอ๊ะ แต่แล้วทำไมเธอต้องกลัวเขาหัวหดขนาดนี้ด้วย
“เพื่อน? แล้วทำไมต้องเป็นผู้ชาย?”
เขาย้อนสวน จ้องหน้าเธออย่างกับจะฉีกเนื้อกินทั้งเป็น
