บทที่ 7 ตอนที่ 6 - ความจริง
บรรยากาศเต็มไปด้วยความอึดอัด ชมพู่ไม่ได้มองหน้าผู้ชายตรงหน้าอีก ในขณะที่หมอศิลายังจ้องหน้าชมพู่นิ่ง เขาไม่เคยคิดมาก่อนว่าชีวิตนี้จะได้แต่งงาน แฟนคนเดียวในชีวิตที่คบด้วยจริงจังก็เลิกลากันไปตอนที่เขากำลังเรียนปีสอง หลังจากนั้นเขาก็ยุ่งจนไม่มีเวลาให้ใคร ไม่เคยคบหาใครอีกเลยหลังจากนั้น
พอช่วงใช้ทุนศิลาก็เหมือนได้เจอเป้าหมายในชีวิต เขาอยากเป็นหมอที่เสียสละเวลาทั้งหมดเพื่อรักษาคนไข้ รูปร่างหน้าตาของเขาดึงดูดผู้หญิงให้เข้ามาหามากมาย แต่ต่างก็พากันถอยหนีไปเมื่อรู้ว่าเขาไม่มีเวลาให้ ศิลาเคยบอกกับครอบครัวไปตรง ๆ ว่าชีวิตนี้คงไม่ได้แต่งงาน ทั้งบิดาและมารดามองเขาด้วยสายตาผิดหวัง แต่พวกท่านก็ไม่คิดจะฝืนใจ เพราะอย่างน้อยพี่ชายและพี่สาวของเขาก็มีหลานให้ทั้งคู่อุ้มชูอยู่แล้วถึงสามคน
แต่วันนี้ทุกอย่างมันเปลี่ยนไป แม้เขาจะมั่นใจว่าตัวเองไม่ได้ทำอะไรอีกฝ่ายเลย แต่ตอนนี้ทั้งผู้หญิงตรงหน้า และผู้ใหญ่ที่เขาเคารพรักต่างก็คิดไปแบบนั้นแล้ว ทางเดียวที่เขาทำได้ก็คือ... ยอมรับในสิ่งที่ตัวเองไม่ได้ทำ และแสดงความรับผิดชอบตามที่เธอเรียกร้อง
แต่งงาน...
“ตกลงครับ ผมจะแต่งงานกับคุณ”
“ห้ะ!?”
ชมพู่เงยหน้าขึ้นด้วยความตกใจ ไม่คิดว่าผู้ชายฉวยโอกาสจะยอมตกลงอย่างง่ายดายขนาดนี้ คิดว่าเขาจะเป็นผู้ชายที่กินแล้วทิ้งไม่คิดจะรับผิดชอบเสียอีก
“ผมจะรับผิดชอบทุกอย่างเอง” ศิลาย้ำ พลางจ้องมองใบหน้าเนียนใสที่ดูสวยน่ารักแม้ไม่ได้แต่งหน้า เธอเป็นผู้หญิงหน้าตาดี ไม่ได้สวยจนตะลึง แต่ก็สวยน่ารักน่าทะนุถนอม อย่างน้อยเธอก็น่าจะถูกใจมารดาของเขาไม่น้อย “แต่ผมขอโทรคุยกับครอบครัวก่อน คุณจะเข้าไปพักในห้อง หรือจะอาบน้ำก่อนก็ได้ ซักเก้าโมงค่อยออกมาทานข้าวเช้าด้วยกัน”
“เอ่อ...”
“มีอะไรหรือเปล่าครับ”
“เปล่า....ค่ะ”
ชมพู่แอบเกร็ง คนเป็นหมอพูดจาสุภาพแบบนี้ทุกคนหรือเปล่า เธอไม่ชิน ปกติเธอพูดจากระโชกโฮกฮากแทบไม่ต้องมีคำลงท้ายด้วยซ้ำ แต่พออีกฝ่ายพูดสุภาพด้วย เธอจะพูดแบบบ้านๆ กลับก็กระดากปาก
“งั้นฉันไปอาบน้ำก่อน...นะคะ”
“ครับ”
พออีกฝ่ายพยักหน้ารับ ชมพู่ก็วิ่งปรู๊ดเข้าห้องนอนที่นอนมาทั้งคืนทันที ศิลามองตามจนประตูปิดลง ก่อนที่ร่างสูงจะลุกขึ้นยืนและเดินไปที่ระเบียง กดเบอร์โทรศัพท์ที่คุ้นเคยและยกมือถือขึ้นทาบหูไว้ เสียงสัญญาณดังเพียงแค่สองครั้งปลายสายก็กดรับอย่างรวดเร็ว
‘ว่าไงคะลูกชาย โทรมาแต่เช้าเชียว’
“คุณแม่ครับ...ผมมีเรื่องสำคัญต้องเรียนให้คุณแม่ทราบ...”
.
.
ชมพู่มองเตียงยับๆ ที่ทำให้เธอสูญเสียทุกอย่างไปด้วยความเสียใจ ยิ่งเห็นคราบเลือดที่ตอนนี้กลายเป็นสีน้ำตาลแห้งๆ แล้วเธอก็ยิ่งรู้สึกเจ็บปวด น้ำตาเอ่อคลอขึ้นมาอีกครั้งก่อนที่ชมพู่จะรีบปาดมันออก เธอไม่คิดจะร้องไห้อีก แค่นั้นก็เกินพอแล้ว เธอจะไม่ร้องไห้เพราะเรื่องนี้อีกแล้ว
หญิงสาวเดินไปรื้อกระเป๋าเสื้อผ้าของตัวเอง โชคดีที่กระเป๋ากันน้ำได้ ของที่อยู่ในประเป๋าเลยไม่เปียกอย่างที่กังวล เธอรื้อเอาเสื้อยืดโปโลคอปกสีดำ กางเกงสามส่วน ชุดชั้นใน และแปรงสีฟันมาถือไว้ ก่อนจะเดินเข้าห้องน้ำไป
ห้องน้ำของหมอศิลากว้างขวางและมีอ่างอาบน้ำขนาดใหญ่ตั้งอยู่ตรงกลาง ชมพู่นึกประหลาดใจ ภายนอกบ้านหลังนี้ดูเป็นบ้านธรรมดา แต่ภายในกลับมีข้าวของอำนวยความสะดวกมากมาย ของหลายๆ อย่างเธอดูออกว่าราคามันไม่ใช่ถูกๆ อาชีพหมอต่างจังหวัดเงินเดือนไม่ได้มากเท่ากับที่กรุงเทพฯ ถ้าผู้ชายคนนี้ไม่ได้รวยอยู่แล้วก็อาจจะมีอาชีพเสริมอย่างที่หมอสมัยนี้ชอบทำ เปิดคลีนิคของตัวเอง หรือเล่นหุ้นอะไรพวกนั้น
ชมพู่ยักไหล่ เธอไม่ได้สนใจจะใช้อ่างน้ำนั่น แค่อยากอาบน้ำเพราะเนื้อตัวยังมีกลิ่นโคลนอยู่จางๆ มือเรียวค่อยๆ ถอดเสื้อผ้าออก เสื้อไหมพรมตัวใหญ่สีดำหลุดออกจากศีรษะอย่างง่ายดาย มันตัวใหญ่มากเพราะเป็นของหมอศิลาไม่ใช่ของเธอ ชมพู่วางทิ้งอย่างไม่สนใจ และก้มลงถอดกางเกงสามส่วนของตัวเองที่ใส่ก่อนออกไปเจอป้าไมเป็นชิ้นต่อมา
“เอ๊ะ?”
ตากลมเบิกกว้างขึ้น เมื่อเห็นน้ำอะไรบางอย่างเปื้อนอยู่บนกางเกงสีน้ำตาลจนเห็นได้ชัด ด้วยความสงสัย เธอจึงลองใช้ปลายนิ้วแตะมันเบาๆ ขึ้นมาดู
“ละ...เลือด” คราวนี้ดวงตากลมเบิกกว้างกว่าเดิมจนแทบถลนออกมา เกิดอะไรขึ้น ทำไมเธอถึงได้เลือดไหลไม่หยุดแบบนี้ “เดี๋ยวนะ วันนี้วันที่ 19 นี่ อย่าบอกนะว่า...”
ซวยแล้ว นี่มันช่วงวันนั้นของเดือนนี่
ปกติประจำเดือนชมพู่ไม่เคยมาช้าเกินสามวัน แต่เดือนนี้มันช้ามาสองวันแล้ว เป็นไปได้ว่าวันนี้จะเป็นวันแรกที่เธอมีประจำเดือน หรือว่า...รอยเลือดที่เธอเห็นบนที่นอนคือเลือดประจำเดือน ไม่ใช่เลือดบริสุทธิ์อะไรนั่น
เหมือนร่างกายอยากจะตอกย้ำความเข้าใจผิดของเธอ เพราะจู่ๆ เลือดปริศนาก็ไหลลงมาตามขาเรียวอีกครั้ง
“ชัดเลย”
เลือดบริสุทธิ์อะไรจะไหลออกมาเหมือนน้ำป่าขนาดนี้ และที่สำคัญ ชมพู่เพิ่งสังเกตว่าตัวเองไม่ได้รู้สึกเจ็บตรงนั้นเลย มีอะไรกับผู้ชายครั้งแรกมันต้องเจ็บไม่ใช่เหรอ ยิ่งถ้ามีเลือดไหลก็ยิ่งต้องเจ็บ แต่นี่เธอปกติดีทุกอย่าง เมื่อเช้าเธอมัวแต่ตกใจเลยไม่ได้สังเกตเรื่องนี้ แต่ตอนนี้เหมือนสติมา ปัญญาเลยเกิด ความจริงทุกอย่างกระจ่างจนกระแทกเข้าหน้าเต็มๆ
หมอศิลาไม่ได้ทำอะไรเธอเลย เธอมโนไปเองทั้งนั้น
แล้วทีนี้เธอจะทำยังไงดี
“ต้องรีบบอกความจริงกับหมอศิลา”
คิดได้แบบนั้นชมพู่ก็รีบอาบน้ำด้วยความรวดเร็ว ไม่ลืมที่จะวิ่งไปหยิบผ้าอนามัยที่พกไว้ในกระเป๋ามาสวมใส่ เธอไม่ยอมเสียเวลาเป่าผมให้แห้ง เมื่อแต่งตัวเสร็จเรียบร้อยก็รีบวิ่งออกไปด้านนอกทันที
“คุณหมอศิลา!”
ก่อนจะชะงักเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายกำลังคุยโทรศัพท์อยู่
“ครับ คุณแม่ทานข้าวเช้าเถอะครับ ได้วันที่แน่นอนยังไงผมจะเรียนคุณแม่อีกที สวัสดีครับ” รอยยิ้มอบอุ่นระบายไปทั่วใบหน้าระหว่างที่พูดคุยกับมารดา ก่อนจะเปลี่ยนเป็นเรียบนิ่งเมื่อวางสายเรียบร้อยแล้ว เขาหันกลับมามองเจ้าของเสียงที่เอ่ยเรียกเมื่อครู่ ก่อนจะเลิกคิ้วขึ้นนิดๆ “มีอะไรหรือเปล่าครับ”
“ฉันมีเรื่องอยากคุยกับคุณ”
“ไปเป่าผมให้แห้งก่อนเถอะครับ เดี๋ยวจะไม่สบายเอาได้ เมื่อคืนก็เพิ่งตากฝนไป”
“แต่...”
“ไปเถอะครับ ผมอยู่ตรงนี้ทั้งวัน พร้อมจะคุยกับคุณทุกเมื่อ และทุกเรื่อง”
เมื่อหมอศิลาพูดขนาดนั้น ชมพู่ก็คร้านจะดื้อดึงต่อ ร่างเล็กยอมเดินกลับเข้าไปในห้องนอนแต่โดยดี เธอยกไดร์เป่าผมขึ้นเป่าผมยาวๆ ของตัวเอง ในหัวก็คิดหาวิธีที่จะสารภาพความเข้าใจผิดทั้งหมดให้หมอศิลารับรู้ ยิ่งคิดเธอก็ยิ่งรู้สึกผิดที่ไปมองอีกฝ่ายแบบนั้น ทั้งๆ ที่เขาไม่ได้เลวร้ายอย่างที่เธอใส่ร้ายเลยแม้แต่น้อย ทั้งยังเป็นสุภาพบุรุษ ยอมรับผิดชอบทั้งๆ ที่ตัวเองไม่ได้ทำอะไรผิด
มีแต่เธอนี่แหละที่โวยวายไม่เข้าเรื่อง ไม่รู้จักไตร่ตรองให้ดี ถ้าหมอศิลาจะโกรธเธอก็จะไม่ว่าอะไรเขาแม้แต่คำเดียว
ยิ่งคิดก็ยิ่งละอายใจ
พอผมแห้งสนิท ชมพู่ก็เดินออกไปด้านนอกอีกครั้ง ตากลมมองไปทั่วอย่างสำรวจ บ้านของหมอศิลาเป็นบ้านชั้นเดียวยกพื้นสูง ทั้งบ้านถูกเปิดโล่งไม่มีพนังกั้น ยกเว้นห้องครัว ห้องน้ำด้านนอก และห้องนอนที่เธอนอนเท่านั้น นั่นก็หมายความว่าทั้งบ้านมีห้องนอนแค่ห้องเดียว แล้วเมื่อคืนหมอศิลานอนที่ไหน?
สายตาของเธอไปหยุดอยู่ที่ฟูกบางๆ ที่ถูกพับจนเรียบร้อยวางอยู่บนโซฟา เมื่อครู่ที่ออกมาพูดคุยกับเขาเธอยังโกรธ เลยไม่ได้สังเกตเห็นฟูกนี้ แต่พอมาสังเกตดีๆ แล้วก็พอจะเดาได้ว่าเมื่อคืนหมอศิลาคงนอนข้างนอกนี่ และให้เธอนอนหลับสบายอยู่ในห้องนอนของตัวเอง
ให้ตายเถอะ เกิดมาจะยี่สิบสามปี เธอไม่เคยรู้สึกผิดขนาดนี้มาก่อนเลย
“เสร็จแล้วเหรอครับ” ชมพู่หันไปมองเมื่อได้ยินเสียงทุ้ม ศิลาเดินออกมาจากห้องครัวพร้อมกับจานสองใบในมือ เขาวางของที่ถือมาลงบนโต๊ะอาหาร ก่อนจะส่งยิ้มให้ชมพู่บางๆ “มาทานข้าวก่อนเถอะครับ แล้วค่อยคุยกัน”
ชมพู่ยอมทำตามอย่างเสียไม่ได้ เธอก้าวขาอย่างยากลำบากไปที่โต๊ะกินข้าว ศิลาจัดการตักข้าวให้เมื่อเห็นว่าหญิงสาวนั่งลงแล้ว
“ขอบคุณ...ค่ะ”
“ครับ”
ชมพู่ไม่กล้าสบตาหมอศิลา เธอยกช้อนขึ้นตักข้าวเข้าปาก อาหารฝีมือป้าไมอร่อยเหมือนที่เธอเคยกิน แต่วันนี้เธอกลับไม่รู้สึกเจริญอาหารเลย ยิ่งเหลือบตาไปมองหมอศิลาเธอยิ่งกินอะไรไม่ลง และในที่สุดชมพู่ก็ทนไม่ไหว
“หมอศิลา!”
“ครับ?” ศิลาไม่ได้ตกใจเมื่อจู่ๆ หญิงสาวก็วางช้อนลงและเรียกชื่อตัวเองเสียดังลั่น เขาแค่เลิกคิ้วขึ้นน้อยๆ และมองหน้าอีกฝ่ายด้วยความสงสัย
“ระ เรา ไม่ต้องแต่งงานกันหรอก...ค่ะ” ชมพู่พูดตะกุกตะกัก สบตาคู่คมได้เพียงเสี้ยววิก็ต้องหลบวูบ “ฉันหมายถึง ฉันไม่ถือแล้ว"
สุดท้ายชมพู่ก็ไม่กล้าบอกไปตรงๆ ว่าตัวเองตกใจเลือดประจำเดือนและคิดไปเอง เธอโง่ เธอยอมรับ แต่เธอไม่อยากถูกหัวเราะเยาะนี่ ให้เธอรู้อยู่แก่ใจแค่คนเดียวก็พอแล้ว
“ครับ?”
“ฉันหมายถึง... ถ้าเราแต่งงานโดยที่ไม่ได้รัก และที่สำคัญเราเพิ่งจะรู้จักกัน มันอาจจะกลายเป็นปัญหาในอนาคตได้ เพราะฉะนั้น...”
“...”
“...คุณไม่ต้องรับผิดชอบฉันหรอก ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป ฉันจะถือซะว่ามันไม่เคยเกิดขึ้น”
“คงไม่ได้”
“ทำไม!” เธอเผลอขึ้นเสียงอย่างลืมตัว ก่อนจะผ่อนเสียงลงเมื่อสบเข้ากับตาคู่คมที่เหมือนกำลังดุเธอผ่านสายตา เขาดุจริงๆ หรือเธอคิดไปเองไม่รู้ แต่คนมีชนักติดหลังแบบเธอขอทำตัวเป็นเด็กดีก่อนก็แล้วกัน “เอ่อ...ทำไมเหรอคะ”
“ผมบอกครอบครัวผมไปแล้ว และอาทิตย์หน้าพวกท่านจะมาที่นี่เพื่อสู่ขอคุณอย่างเป็นทางการ”
“วะ...ว่ายังไงนะ”
“คุณชมพู่ ผมไม่รู้ว่าคุณมีมุมมองหรือทัศนคติกับเรื่องแต่งงาน เรื่องชีวิตคู่ หรือเรื่องเพศสัมพันธ์แบบไหน แต่ในเมื่อคุณแคร์มันมาก คุณรักษามันมานาน แล้วทำไมจู่ๆ ตอนนี้คุณถึงได้บอกว่าไม่ถือแล้วล่ะครับ”
“ฉัน...”
“การแต่งงานมันไม่ใช่เรื่องล้อเล่น และความรู้สึกของครอบครัวผมก็ไม่ใช่เรื่องล้อเล่นเหมือนกัน”
“คือคุณหมอ ฉัน...”
“ผมจะเข้าไปเปลี่ยนผ้าปูที่นอนให้ คุณจะได้พักผ่อนได้อย่างสะดวกใจ เพราะเราคงไม่พร้อมที่จะคุยกันในตอนนี้”
หมอศิลาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เขาสะกดกลั้นความโกรธไว้อย่างสุดความสามารถ เขาไม่ชอบคนกลับกลอกเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาแบบนี้ที่สุด แต่เขาก็รู้ดีว่าเธอกำลังตกใจกับเรื่องทุกอย่างที่เกิดขึ้น ศิลาอยากให้เวลาเธอ และให้เวลาตัวเองด้วย
“คุณทานข้าวเสร็จแล้วก็วางจานไว้ตรงนี้ เดี๋ยวผมออกมาเก็บเอง”
“คณหมอ...”
ชมพู่เอ่ยเรียกเสียงแผ่ว มองร่างสูงใหญ่ของหมอศิลาที่เดินเข้าไปในห้องนอนตาละห้อย เธอก้มหน้าลง เอาหัวโขกโต๊ะสองสามทีเพราะไม่รู้ว่าควรจะทำยังไงต่อไป
นี่เธอหนีการแต่งงาน แต่สุดท้ายก็ต้องแต่งงานเพราะทำตัวเองอย่างนั้นหรือเนี่ย....
