บทที่ 3 เจ้าแม่เปรี้ยว...
และปุณวรางค์ น้องสาวคนสุดท้อง อายุ 22 ปี นั้นกำลังเรียนปริญญาโทปีสุดท้ายอยู่ที่อังกฤษ
เมื่อปริศยาเรียนจบและเข้ามาบริหารรีสอร์ทใหม่ๆ นั้น เมืองเล็กของชาวเกาะชาวเลแห่งนี้ เป็นสถานที่ๆ สงบและน่าอยู่ แต่มาช่วงปีกว่านี้เองที่เริ่มมีคนต่างถิ่นและต่างด้าวอพยพเข้ามาอาศัยอยู่มากขึ้น และเริ่มมีปัญหาลักโขมยและปล้นจี้ตามมาอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
โชคดีที่ปริศยาเป็นคนห้าวและแก่นมาตั้งแต่เด็ก... หล่อนชอบกีฬาบู๊และใช้กำลังทุกอย่างตั้งแต่ก่อนไปเมืองนอก ทั้งยิงปืน ยูโด มวยไทย เมื่อไปเรียนที่อเมริกาปริศยาก็ยังเป็นนักกีฬาเทควันโดเหรียญทองของมหาวิทยาลัยอีกตากหาก ปริศยาจึงไม่มีปัญหาเรื่องการเอาตัวรอดในเมืองเล็กติดทะเลที่หล่อนรักแห่งนี้
เสียงรถตำรวจมาจอด สารวัตรธานนท์ เกียรติวรรณภักดิ์ พาร่างสูงของเขาเดินตรงมายังปริศยา
“สารวัตรมาพอดี นั่นคนร้าย...นั่นคุณป้าเจ้าทุกข์ เถ้าแก่เป็นพยาน”
ปริศยากล่าวพร้อมกับชี้ตัวเสร็จ เถ้าแก่ได้แต่มองค้อนพร้อมกับส่ายหน้าให้หล่อนที่ทำให้เฮียต้องเดือดร้อนไปด้วย
“เดี๋ยวผมรับต่อเองเปรียว ขอบคุณมากครับที่เป็นพลเมืองดี น่าจะมีคนแบบคุณเยอะๆ นะฮะ”
เสียงนุ่มของสารวัตรเอ่ยออกมาพร้อมกับรอยยิ้มอบอุ่นให้ ปริศยายิ้งกว้างให้เขา
“วันไหนว่าง เปรียวเชิญสารวัตรไปทานข้าวด้วยกันที่รีสอร์ทนะคะ”
ปริศยาเอ่ยเชิญ สารวัตรธานนท์นั้นเป็นขาประจำที่ไปทานข้าวเป็นเพื่อนหล่อน จนพวกลูกน้องแอบกระซิบเดากันว่า สารวัตรธานนท์นั้นกำลังจีบปริศยาอยู่
“แน่นอนอยู่แล้วครับเปรียว ผมคิดถึงอาหารที่เกาะของคุณจะแย่อยู่แล้ว”
เสียงธานนท์กล่าวอย่างอารมณ์ดี
สารวัตรธานนท์ เกียรติวรรณภักดิ์ ชายหนุ่มหล่อ ร่างสูงโปร่ง ใบหน้าขาวจัด จากตระกูลผู้ดีเก่าที่รักการเป็นนักรักษากฎหมาย เขาอายุ 27 ปี แก่กว่าปริศยาเพียงปีเดียว ทั้งคู่รู้จักคุ้นเคยกันดี
ปริศยาถือว่าเขาเป็นเพื่อนที่ไว้วางใจได้คนหนึ่ง เขาเคยบอกให้หล่อนเรียกเขาว่าธานนท์ก็พอ แต่ปริศยาเรียกเขาว่าสารวัตรจนติดปากไปเสียแล้ว หญิงสาวจึงเรียกเขาเช่นนั้นต่อไป
“วันเสาร์หน้าน้องๆ ของเปรียวจะมาเที่ยว ถ้าสารวัตรว่างก็เชิญนะคะ จะได้รู้จักกันไว้” ปริศยากล่าวชวน ปุณวรางค์นั้นปิดเทอมพอดี จึงเดินทางกลับมาเมืองไทย
“เดี๋ยวผมจะโทรบอกคุณอีกทีนะฮะ ... เอ่อ คุณเจอนายณริศบ้างไหมเปรียว ช่วงนี้ทำไมมันเก็บตัวเงียบจัง ไม่เห็นมันเข้ามาผับเป็นเดือนแล้ว โทรไปก็เงียบ”
ธานนท์เอ่ยถามถึงเพื่อนของเขา ณริศ วรพิพัฒน์ ปริศยาเงียบไปชั่วครู่หนึ่ง
“เปรียวก็ไม่ทราบเหมือนกันค่ะสารวัตร เปรียวไม่มีเวลาว่างพอที่จะไปใส่ใจกับพวกไร้ประโยชน์”
ปริศยาเอ่ยขึ้นอดเหน็บไปถึงคนที่กำลังกล่าวถึงไม่ได้ ธานนท์ยิ้มบางๆ ออกมา เขาพอจะรู้เรื่องราวประวัติยาวเหยียดระหว่างณริศกับปริศยาอยู่บ้าง แต่ก็ไม่มากมายอะไรนัก
นอกจาก <strong>ครอบครัวทิตยนานนท์</strong> ของปริศยา ที่เป็นเจ้าของรีสอร์ทหรูบนเกาะส่วนตัวแล้ว ยังมี <strong>ครอบครัววรพิพัฒน์ </strong>อีกครอบครัวหนึ่ง ซึ่งเป็นเพื่อนบ้านของหล่อนที่กรุงเทพฯ ด้วย
คุณพ่อพิมาน คุณแม่มันตราของปริศยานั้นมีเพื่อนรักที่ร่วมบุกเบิกธุรกิจที่ดินและโรงแรมมาด้วยกันตั้งแต่แรกเริ่ม คือคุณลุงนทีกับคุณป้าอรัญญา วรพิพัฒน์ ทั้งสองครอบครัวได้ซื้อบ้านรั้วติดกันและเป็นเพื่อนบ้านกันมาก่อนที่จะมีลูก
ต่อมาครอบครัววรพิพัฒน์ก็ได้บุตรชายสองคน คนโตคือ ณ<strong>ภัทร วรพิพัฒน์</strong> เวลานี้อายุได้ 33 ปี เขานั่งอยู่ในตำแหน่งประธาน วรพิพัฒน์กรุ๊ปในฐานะบุตรคนโต ส่วน <strong>ณริศ วรพิพัฒน์</strong> อายุ 27 ปี ชายหนุ่มชอบรีสอร์ทที่เกาะส่วนตัวของครอบครัว จึงขอคุณพ่อคุณแม่รับบริหารตรงส่วนนั้น
เมื่อย้อนหลังไปสมัยเด็กๆ นั้น เด็กทั้งห้าคนคุ้นเคยสนิทสนมกันเป็นอย่างดีเหมือนพี่น้อง ณภัทรนั้นถือว่าเป็นพี่ใหญ่สุดที่คอยดูแลน้องๆ อย่างดี เขาเป็นคนที่อบอุ่นและเคร่งขรึมลักษณะเป็นผู้ใหญ่ มีความรับผิดชอบตั้งแต่เด็ก
ส่วนณริศ สมัยเด็กนั้น มีนิสัยจะออกไปทางเหลี่ยมจัด เจ้าเล่ห์และซุกซนจึงเข้ากันได้ดีกับปริศยา ด้วยณริศนั้นแก่กว่าปริศยาไปเพียงปีเดียว ทั้งสองจึงสนิทกันดังเพื่อนซี้ ปริศยาไม่เคยเรียกเขาว่าพี่เลย ถ้าหล่อนอารมณ์ดีก็จะเรียกเขาว่า ริศ ถ้าอารมณ์เสียก็จะเรียกว่า ไอ้นายริศ
หากทว่าเวลานี้ ปริศยาไม่ได้พูดกับณริศมาเป็นเวลาสามปีแล้ว ซึ่งทั้งสองครอบครัวต่างแอบสงสัยใคร่รู้ยิ่งนัก ว่าสาเหตุที่ทำให้คนสองคนที่เคยเป็นเพื่อนสนิทสนมคุ้นเคยกันอย่างณริศกับปริศยาหมางเมิน ไม่มองหน้ากันนั้น มันคือเหตุผลอะไรกันแน่ แต่ก็ไม่มีใครกล้าไถ่ถามเลย เพราะกลัวจะโดนลูกหลงไปด้วย
“กริ๊งๆ กริ๊งๆ”
เสียงโทรศัพท์มือถือที่อยู่ในกระเป๋ากางเกงยีนส์ดังขึ้น ปริศยารีบล้วงมือไปหยิบมาขึ้นมาดู เมื่อเห็นชื่อที่โชว์อยู่บนหน้าจอ “ณริศ”
คิ้วเรียวสวยขมวดเข้าหากันทันที ใบหน้าสวยเก๋ไร้เครื่องสำอางค์เรียบเฉยอย่างอ่านความรู้สึกไม่ออก มือเรียวรีบจัดการกดมันทิ้งไปทันทีอย่างไม่แยแส
“เปี๊ยกขนของขึ้นหมดแล้วใช่ไหม”
เสียงเรียบของปริศยาเอ่ยถามลูกน้องคนสนิทที่ติดรถมาตลาดเพื่อช่วยขนซื้อของ
“ครับนายเปรียว”
ไอ้เปียกตอบออกมา ลูกน้องเกือบทุกคนจะถนัดเรียกปริศยาว่า <strong>นาย</strong> ตามที่คนท้องถิ่นใช้เรียกเจ้านาย ทีแรกพวกเขาเรียกหล่อนว่านายหญิง แต่ปริศยารู้สึกไม่ค่อยคุ้นหูนัก เพราะฟังดูเหมือนหล่อนสูงส่งเหลือเกิน
ถึงแม้ว่าครอบครัวหล่อนจะร่ำรวยเพียงใด ปริศยาก็ยังทำตัวเป็นคนธรรมดาติดดิน และชอบลงมือทำอะไรเองหากทำได้ หล่อนชอบทดลองและกล้าเสี่ยงใจเกินร้อยไปเสียกับเกือบทุกเรื่อง จนลูกน้องทั้งรักและยำเกรงในความเป็นคนใจใหญ่และไม่ถือยศถือศักดิ์ของหล่อน ที่สำคัญพวกเขากลัวปากหล่อนยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด
ปริศยาก้าวขึ้นไปนั่งหลังพวงมาลัยรถกระบะโฟร์วีลสีดำ หล่อนหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูอีกที เห็นมิสคอลจากณภัทรอยู่ถึงสามครั้ง ปริศยาเข้าใจทันทีว่า ทำไมณริศถึงโทรหาหล่อน หึ...โดนพี่ภัทรสั่งให้โทรมานี่เอง...
“กริ๊งๆ กริ๊งๆ”
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นอีกครั้ง และชื่อ “ณริศ” โชว์หราอยู่ ปริศยายักไหล่พร้อมกับสตาร์ทรถและขับบึ่งออกไปอย่างไม่แยแสที่จะรับมัน
