บทที่ 5 แอบห่วง
<strong>วันอาทิตย์</strong>รุ่งขึ้น ณริศนั่งเซ็นต์เอกสารอยู่ในออฟฟิศของรีสอร์ท เมื่อเห็นเรือโดยสารของรีสอร์ทมาส่งแขกที่เป็นคณะผู้บริหารจากบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ที่จัดให้มีการประชุมนอกรอบที่รีสอร์ทของเขา
กฤษดา ผู้จัดการทั่วไปของรีสอร์ทได้ออกไปให้การต้อนรับตามหน้าที่ พวกผู้บริหารแขกวีไอพีเหล่านี้ได้ถูกเชิญไปยังบ้านพักในโซนตะวันออก ส่วนห้องประชุมสัมมนาที่ทันสมัย มีเทคโนโลยีครบพร้อมของรีสอร์ทระดับห้าดาวของเขาก็ได้ถูกจัดเตรียมไว้พร้อมแล้ว สำหรับแขกที่จะใช้เป็นสถานที่ประชุมกันตลอดเวลาหนึ่งสัปดาห์ตามที่ได้บุ๊คไว้
ณริศนั้น หากไม่จำเป็นจริงๆ เขาไม่ชอบออกไปวุ่นวายกับแขก เพราะส่วนใหญ่ก็ต้องการมาพักผ่อนหาความสุขสำราญสบายใจ เขาไม่ชอบทำตัวสนิทสนมกับแขก อันที่จริงณริศไม่ชอบทำตัวสนิทสนมกับใครเลย...
ความสนิทสนมและมิตรภาพที่มากเกินไปนั้น บางทีมันก็เป็นเสมือนดาบสองคม ที่สามารถทำร้ายคนเราให้บาดเจ็บสาหัสแทบปางตายได้หากไม่ระวัง ณริศยิ้มเยาะหยันออกมา ก่อนจะรีบสลัดความรู้สึกแห่งอดีตที่เริ่มแว๊บเข้ามาก่อกวนนั้นออกไปอย่างรวดเร็ว
เสียงเคาะประตูซึ่งเป็นกระจกตัดแสงดังขึ้นสองครั้ง ณริศเงยหน้าขึ้นไปมอง เห็นเป็นกฤษดา ผู้จัดการรีสอร์ทวัยสามสิบเจ็ดปี
“นายครับ เดี๋ยวจะให้สินีพาแขกออกไปดำน้ำดูปะการัง ตามโปรแกรมที่เขาบุ๊คมา จะขอตัวสิงขรไปช่วยอีกแรง ถ้านายอนุญาต”
กฤษดาเอ่ยขึ้น สิงขรนั้นส่วนใหญ่จะช่วยขับรถหรือเป็นธุระเรื่องผู้หญิงของนาย วันนี้สิงขรไม่ต้องไม่รับผู้หญิงคนไหนมาให้นาย เพราะเพิ่งเอาไปส่งเมื่อวานนี้
“เอาเลยกฤษดา อย่าลืมเช็คอุปกรณ์ให้เรียบร้อย เพื่อความปลอดภัย”
เสียงห้าวของณริศสั่งกำชับ กฤษฎารับปากนายเสร็จก็ออกไปจากห้อง ณริศนั่งเซ็นต์เอกสารต่อ และส่งอีเมล์ไปยังสำนักงานใหญ่ของพี่ชายที่กรุงเทพฯ
“กริ๊งๆ กริ๊งๆ”
เสียงโทรศัพท์มือถือของชายหนุ่มดังขึ้น เขาหยิบมาขึ้นมาดู เห็นเป็นเบอร์ของณภัทร
“ว่าไงฮะพี่ภัทร ผมเพิ่งส่งอีเมล์รายให้เมื่อกี้นี้...”
“นายริศไปดูเปรียวหน่อย”
เสียงทุ้มเครียดของณภัทรเอ่ยสวนออกมาโดยไม่ได้สนใจฟังว่าณริศกำลังจะพูดอะไรต่อ
ณริศขมวดคิ้วไม่ถูกใจกับพี่ชายนัก อะไรกันนักหนาก็ไม่รู้ ทำไมต้องคอยเป็นห่วงเป็นใยเจ้าหล่อนขนาดนั้น ถ้าหากไม่ได้ดึงเขาเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยณริศก็คงไม่เดือดร้อนอะไรนัก แต่นี่ต้องให้เขาไปวุ่นวายจนชายหนุ่มรู้สึกไม่พอใจพี่ชายขึ้นมาตะหงิดๆ เห็นสั่งเขาได้ก็สั่งเอาๆ เลยทีเดียว
“พี่ภัทร ผมไม่ใช่คนว่างงานที่จะต้องวิ่งไปดูใครต่อใครตามที่พี่สั่งได้ตลอดเวลานะ ผมก็มีงานที่ต้องดูแลเต็มไม้เต็มมือไปหมด แล้วทำไมต้องให้ผมไปดูเขาอีก ในเมื่อเมื่อวานนี้ผมก็ไปมารอบหนึ่งแล้ว เห็นเขาก็อยู่สบายดี”
เสียงเข้มของณริศเอ่ยบอก โทนเสียงเริ่มหงุดหงิด
“เปรียวมีเรื่องเมื่อวานนี้ เขาเกือบถูกแทง”
เสียงเครียดเดือดร้อนของพี่ชายเอ่ยบอก ณริศอึ้งไปชั่วขณะหนึ่ง ลักษณะที่เขาเห็นหล่อนกระโดดลงมาจากรถอย่างคล่องแคล่ว สีหน้าท่าทางที่เฉยๆ เหมือนกับหล่อนเพิ่งกลับมาจากช็อปปิ้ง ไม่ได้บ่งบอกสักนิดว่าหล่อนเพิ่งไปวางหมัดวางมวยกับใครมา
“พี่ภัทรรู้ได้ไง”
ณริศรู้สึกผิดนิดๆ อยู่ในใจที่พี่ชายเขาอยู่ถึงกรุงเทพฯ แต่กลับรู้เรื่องดีไปกว่าเขา ที่อยู่เกาะห่างกันแค่สิบกิโลเมตร
“เจ้าธานนท์มันบอก”
เสียงณภัทรเอ่ยบอกมา ณริศนิ่งเงียบไป เขาเห็นมิสคอลจากเจ้าธานนท์มันอยู่เหมือนกันช่วงนี้ แต่เขาคิดว่ามันคงอยากจะชวนเขาไปผับ ณริศรู้สึกเซ็งๆ ในระหว่างนี้ เขาจึงแกล้งไม่รับโทรศัพท์มัน
“แต่ผมเห็นเขาเมื่อวานนี้ เขาไม่เป็นไรนี่”
ณริศยังบอกย้ำให้ณภัทรฟังอีกรอบ โรคเป็นห่วงสามสาวแห่งบ้านทิตยนานนท์ของพี่ชายเขานั้น ณริศว่ามันเกินไปจริงๆ นี่ขนาดไม่ใช่พี่น้องคลานตามกันมานะ
ณริศไม่อยากคิดเลยว่า หากในอนาคตถ้าหากพี่ชายของเขาเกิดแต่งงานแล้วมีลูกสาวขึ้นมานี่ พวกหนุ่มๆ จะต้องเตรียมตัวรับมือพ่อตาอย่างพี่ภัทรขนาดไหนกัน
“นายอยู่ดูเขากี่นาทีกันหือนายริศ เปรียวเขาเป็นคนใจแข็ง เขาไม่ใช่ผู้หญิงที่ชอบแสดงความอ่อนแอให้ใครเห็น ถ้าเขาไม่บอกนายไม่มีทางรู้หรอก”
เสียงพี่ชายเอ่ยท้วงออกมา ณริศอึ้งไปอีกครั้ง นั่นเป็นลักษณะอีกอย่างหนึ่งที่โดดเด่นของปริศยา หล่อนไม่ชอบทำตัวอ่อนแอ
ณริศนึกถึงเมื่อวานนี้ที่เขารอปริศยาอยู่นานมาก แต่พอหล่อนมาถึง เขาได้บอกหล่อนตามที่พี่ชายสั่งมา ก่อนที่จะขับเรือกลับ เขาไม่ทันสังเกตหล่อนอย่างละเอียดเหมือนอย่างที่พี่ชายว่าเสียด้วย
ณริศไม่เคยมองปริศยานานๆ อยู่แล้วทุกครั้งเวลาบังเอิญเจอกัน...หึ...อย่าว่าแต่หน้าเลย เขาและหล่อนไม่เคยมองไปยังทิศทางที่รู้ว่าอีกฝ่ายอยู่เอางั้นเลยดีกว่า
“นายไปดูเขาเดี๋ยวนี้เลยนายริศ แล้วโทรมาบอกพี่ด้วย ร่างกายเขาไม่เป็นอะไร ก็ดูจิตใจเขาด้วยว่าเขาตกใจหรือช็อค อะไรหรือเปล่า”
เสียงสั่งออกมาเป็นชุด อื้อหือ พี่ชายเขา...จะบ้าไปแล้วหรือไงเนี่ย ร่างกายนี่ก็แทบจะไม่อยากดูแล้ว ยังจะให้ดูใจกันอีก...แล้วใครมันจะไปดูออกดูเป็น! ดูใจเนี่ยนะ...?
“พี่ภัทร ผมว่าพี่บินมาเลยดีกว่าไหม...ถ้าพี่เป็นห่วงเขาขนาดนี้ ผมว่าพี่มาบริหารที่เกาะนี้เลยดีกว่า ผมจะยอมย้ายเข้ากรุงเทพฯ เอง”
ณริศเอ่ยประชดพี่ชายออกไป
“นี่นายริศ ไม่ต้องมายอกย้อนพี่ รีบไปดูเลย แล้วโทรมาบอกด้วย”...ตึ๊ด
เสียงกดสายตัดไปทันที ณริศได้แต่มองโทรศัพท์อย่างหัวเสีย
ชายหนุ่มตัดสินใจโทรศัพท์ไปหาปริศยา เสียงโทรติดแต่ณริศรออยู่นาน ไม่มีคนรับสาย เขากดมันปิดอย่างหงุดหงิด นี่ขนาดโทรศัพท์หล่อนยังไม่รับ แล้วพี่ชายยังจะให้เขาเสนอหน้าไปดูหล่อนอีก
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ถ้าหากเขาไม่ไป คืนนี้เขาไม่ได้หลับแน่ เพราะพี่ชายจอมบงการอย่างณภัทรจะต้องโทรมาสวดเขาเป็นชั่วโมงๆ อย่างที่รู้กันดี
“ถ้ามีอะไรเร่งด่วนให้โทรเข้ามือถือนะ ผมจะไปเกาะโน้นหน่อย” ณริศเอ่ยบอกรพีพรรณ เลขาของเขา
สิบห้านาทีต่อมา ณริศเดินตรงขึ้นไปยังออฟฟิศของปริศยา เห็นเลขาของหล่อนว่า ปริศยาขับเรือไปสำรวจตรงหลังเกาะ ตามตารางที่จัดให้มีการสำรวจความปลอดภัยและความเรียบร้อยทุกครั้งก่อนจะพาแขกออกไปพักผ่อนดำน้ำดูปะการังแถวนั้น
นริศกลับขึ้นไปบนเจ้าสปีดโบ๊ทแล้วขับอ้อมเกาะไปทางด้านหลัง เขาเห็นเรือของหล่อนจอดอยู่ตรงหาด ชายหนุ่มจึงขับเรือเข้าจอดตรงที่ใกล้ๆ กัน
บริเวณนั้นเป็นหาดทรายขาวปนโขดหินขรุขระ ทางรีสอร์ทจึงหลีกเลี่ยงการพาแขกมาเล่นที่หาดนี้ ณริศไม่แน่ใจว่าทำไมปริศยาถึงมาจอดเรือและเจ้าตัวหายไปไหนก็ไม่ทราบ ตามตาราง หล่อนก็แค่เพียงสำรวจตรงกลางทะเลลึกที่เป็นที่สำหรับดำน้ำดูปะการังโน่น
ณริศตัดสินใจเดินไปตามทางเดินเล็กๆ เข้าไปในป่าด้านหลังเกาะ เมื่อมาถึงทางแยกสามแพร่ง ชายหนุ่มไม่แน่ใจว่าจะไปทางไหนดี
“ปริศยา!”
ณริศตัดสินใจตะโกนเรียกหล่อนออกไป
“เปรียว!..อยู่ไหนเนี่ยฮ๊ะ...เปรียว!”
นานแล้วที่ณริศไม่เคยเรียกชื่อนี้ออกไป ชื่อที่แสนจะเคยคุ้นชินจนติดปาก
“เปรียว!”
“ทางนี้...โอ๊ยย!”
เสียงตะโกนแว่วๆ ดังตอบออกมา จากด้านหน้าไกลออกไปอีก
ณริศตกใจกับเสียงร้องโอ๊ย ด้วยความเจ็บปวดนั้น ชายหนุ่มรีบวิ่งตรงไปตามที่มาของเสียงทันที ตรงทางชันขึ้นภูเขาลูกใหญ่เป็นหินขรุขระ ณริศปีนขึ้นไปไม่รอช้า
เมื่อถึงจุดสูงสุดของภูเขาหินลูกนั้นพื้นราบหน้าแคบเพียงห้าเมตร เลยไปนั้นเป็นหน้าผาดิ่งชัน เบื้องล่างคือทะเลลึก ร่างเพรียวของปริศยากำลังห้อยโหนอยู่ตรงแง่งหินหนึ่งตรงหน้าผา ณริศใจหายว๊าบ กับภาพที่เห็น
“เปรียว!”
