บทที่ 10 คนอกหัก...
“อ้าปากเร็วนังเชอร์” แต่เสียงขู่รอดไรฟันออกมา เขาอยู่ระยะไกลไม่ได้ยินอยู่แล้ว
“เฮ้อ อะไรของแกอีกฮะ” เชอร์ล็อกทำเสียงบ่นนิดหนึ่งก่อนจะอ้าปากรับ
“ตักป้อนฉันด้วย”
สั่งเพื่อนให้ทำท่าป้อนให้บ้างพร้อมกับยิ้มหวาน สายตาปรายมองทางประตู เห็นร่างสูงหันหลังก้าวยาวออกไปทันที โจซิเฟียจึงไม่ต้องอ้าปากรับอาหารจากเชอร์ล็อก
“ยัยโจเอ๊ย... แกเป็นเอามาก อาการแบบนี้มันคือพวกสับสนไม่เข้าใจตัวเองฉันจะบอกให้”
เชอร์ล็อกเกริ่นจั่วหัวข้อซึ่งโจซิเฟียรู้โทนเสียงของมันดีว่ากำลังจะเริ่มปาฐกถาสั่งสอนราวกับหล่อนเป็นลูกมัน
“โอ โน่ๆ หยุดเลย อย่าเริ่มนังเชอร์รี่ เทศน์เก่งแบบนี้ต้องไปเจอกับวีรตา แกรีบๆ กินเถอะ ฉันจะพาขึ้นไปรู้จัก”
หญิงสาวรีบตัดบทก่อนที่เชอร์ล็อกจะสั่งสอนเรื่องหล่อนกับเบนจามินอีก
เมื่อทานเสร็จก็โทรหาวีรตาซึ่งกำลังรออยู่ ส่วนสเตฟานนั้นลงมาออฟฟิศชั้นบริหารของโรงแรม เด็กๆ ปิดเทอมช่วงซัมเมอร์ พวกเพื่อนๆ ของโจซิเฟียที่มีลูกไม่ยอมส่งลูกไปเรียนพิเศษอะไรทั้งสิ้น เพราะมีความเชื่อว่าการเลี้ยงลูกนั้นควรให้เขาได้เจริญเติบโตตามวัยตามธรรมชาติ ได้เล่นได้สนุกสนาน เน้นพัฒนาทักษะด้านจินตนาการ การได้เล่นได้ลองจากประสบการณ์ตรง มากกว่าจะต้องการให้ลูกเก่งเรื่องทฤษฎีบ้าบอที่โรงเรียนยัดเยียดให้ โจซิเฟียเองก็เห็นด้วย
เห็นเจฟิโอกับดิเอโก้ในแต่ละปีนั้น เด็กน้อยฉลาดและร่าเริงสดใสมาก เป็นเด็กที่มีสุขภาพจิตดีสุดๆ และช่างพูดช่างคุยน่าตาก็น่ารักน่าชังเหลือเกิน โจซิเฟียเห็นแล้วก็อยากจะมีลูกบ้าง ก็เพียงแค่อยากเท่านั้นเอง ไม่ได้คิดจริงจังเรื่องการแต่งงานมีครอบครัว คิดว่าอยู่แบบนี้ก็สบายดีอยู่แล้ว
เบนกดลิฟต์ไปยังออฟฟิศที่เจ้านายกำลังนั่งตรวจเอกสารอยู่
“อ้าว มาพอดี วันนี้ฉันมีธุระกับไอ้เบอร์ดี้และไอ้รอยด์นิดหน่อย”
เสียงเจ้านายเอ่ยขึ้น ร่างสูงสวมเสื้อยืดมีเสื้อแจ็คเก็ตหนังพาดตรงพนักเก้าอี้ประจำตำแหน่ง
“แล้วไม่ให้ผมไปด้วยเหรอครับ”
เบนเอ่ยถาม ถ้าเจ้านายไปพบเพื่อนแบบนี้ น่าจะมีเรื่องน่าสนใจ หายเซ็งเสียที เช้านี้อารมณ์รู้สึกยังไม่เข้าที่เข้าทาง เห็นอะไรก็ขวางหูขวางตาและหงุดหงิดไปเสียหมด
“แกช่วยพาเจฟี่กับดีนไปหาโจซิเฟียที พอได้ข่าวว่าโจซิเฟียมา ดีนก็ร้องจะไปหาตั้งแต่เมื่อเช้าแล้ว”
ดิเอโก้นั้นติดโจซิเฟียมากเมื่อตอนเล็ก เพราะโจซิเฟียมาพักที่นี่อยู่นานพอสมควร เวลานี้ดิเอโก้ได้เกือบสามขวบแล้ว วีรตากำลังท้องลูกคนที่สามอยู่
“ผมทราบว่าเขากำลังจะพาแฟนไปเที่ยวชมเมือง ถ้าจะพบอาจจะต้องเป็นตอนเย็นมังครับ”
เบนเอ่ยรายงานบอสใหญ่
“อะไรนะ แฟน? ใครมีแฟน? โจซิเฟียน่ะเหรอ?”
“ครับ”
ชายหนุ่มตอบเสียงเรียบ เห็นเจ้านายทำหน้าเซอร์ไพรส์ สายตาจ้องหน้าเบนนิ่งๆ เหมือนกำลังจะค้นหาสิ่งผิดปกติบนตัวเขา เบนรู้สึกคันคะเยอกับสายตาเหมือนเรด้าของเจ้านายอย่างบอกไม่ถูก
“เฮ้ย ไม่จริงหรอกมั้ง มึงรู้มาจากไหน”
เจ้านายซักทันทีด้วยสีหน้าและน้ำเสียงจริงจัง เบนถอนหายใจ
“เขามาถึงเมื่อตอนตีหนึ่งกับเชอร์ล็อก แฟนของเขา ห้องไอ้เจมส์คีย์การ์ดเสียเปิดประตูไม่ได้ ผมเลยให้เขาไปพักในห้องของผมเพราะโรงแรมมันเต็มหมด”
เบนเอ่ยเล่าฉบับย่อ เห็นเจ้านายทำหน้าขมวดคิ้วชนกัน
“เขาบอกแกเหรอว่าเป็นแฟนกัน ทำไมไอ้เจมส์ไม่เคยรู้เรื่องน้องมันมีแฟน ไวน์เองก็ไม่เคยเห็นเล่าอะไรให้ฟัง โธ่เอ๊ย ไอ้เบน กูว่ามึงโดนหลอกแล้วล่ะ มึงมันไก่อ่อนต้องสอนขันจริงๆ เขาแกล้งอำมึงเล่นแน่ๆ แค่นี้มึงก็อ่านเกมเขาไม่ออกหรือไงวะ”
เสียงห้าวของเจ้านายสรุปฟันธงอย่างมั่นใจเช่นเคย
“ไม่อำหรอกครับ เขานอนด้วยกันในห้องของผม ส่งเสียงกัน เอ่อ จนผมนอนไม่ได้”
เขาเอ่ยเล่าต่อเสียงเบาลงเพราะรู้สึกแสลงใจเมื่อนึกถึง
“ว้อท!” เสียงอุทานออกมาพร้อมกับยกมือขึ้นเท้าสะเอวทำหน้าอ้าปากหวออยู่ครู่หนึ่ง
“ครับ ตามนั้น เสียงดังจริงๆ”
เบนสรุป พยายามทำสีหน้าราบเรียบไม่แสดงอารมณ์อะไรให้เจ้านายรู้ว่าเขาหงุดหงิด
“อ้อ มิน่าล่ะ มึงถึงทำหน้าเหมือนแดกแห้วมาทั้งไร่แบบนี้ กูเข้าใจละ แต่ยังไงก็แล้วแต่ ผู้รู้ได้พูดเอาไว้ว่า อย่าเชื่ออะไรง่ายๆ” เจ้านายทำเสียงสั่งสอนทันที เจ้านายเทศน์เก่งพอๆ กับเมียทุกวันนี้
“ได้ยินเสียงชัดขนาดภาพลอยมาแบบนี้ยังจะไม่ให้เชื่ออีกหรือครับบอส”
เบนเอ่ยตอบ ลืมปฏิเสธที่สเตฟานพูดว่าเขารับประทานแห้วมาทั้งไร่
“ในโลกนี้ทุกอย่างเป็นมายา มึงไม่เคยได้ยินเหรอ เชื่อกู คนอย่างโจซิเฟีย ถ้าหากมีแฟนจริงๆ เขาจะทำอะไรในห้องมึงได้ยังไง เขาเป็นคนไม่ชอบทำอะไรประเจิดประเจ้อมึงก็น่าจะรู้ดี”
“แล้วเขาจะแกล้งทำแบบนั้นทำไมละครับ”
“อ้าว มึงก็ใช้สมองลองคิดดูมั่งสิวะไอ้เบน มึงชอบตอแยเขา ขนาดมึงคิดว่าเขาเป็นทอมก็ยังไม่วายไปแหย่ไปวุ่นวายกับเขา เขาคงจะเบื่อที่โดนมึงฉวยโอกาสเอาบ่อยๆ เลยแกล้งมีแฟนซะ เพื่อที่มึงจะได้ไม่ไปยุ่งกับเขาไงล่ะ”
สเตฟานเอ่ยวิเคราะห์อย่างคนมีประสบการณ์และวิจารณญาณแก่กล้า เบนไม่เข้าใจว่าเจ้านายไปเอาข้อมูลมาจากไหนว่าเขาชอบตอแยหล่อน ซึ่งมันไม่เป็นความจริงเลยสักนิดเดียว
