บทที่ 3 สถานะผู้ปกป้อง...
<strong>ร่างสูงสง่า</strong>เอนตัวพิงไปกับพนักเก้าอี้ประจำตำแหน่ง หลังโต๊ะทำงานไม้โอ๊คตัวใหญ่ ยกมือขึ้นกดระหว่างคิ้วแล้วหลับตาเพื่อพักสายตาครู่หนึ่งก่อนจะลืมขึ้นใหม่ บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ในเมืองบอสตันแห่งนี้เป็นเฮดควอเตอร์ที่เป็นการเริ่มต้นของอาณาจักรแม็คเคนซี่ ก่อตั้งมานานเกินครึ่งศตวรรษโดยบรรพบุรุษของตระกูล
ลีย์นึกย้อนไปถึงอดีตว่าทำไมลูกผู้ชายสายเลือดอังกฤษ-รัสเซียอย่างเขาซึ่งไม่มีเลือดแม็คเคนซี่แม้แต่หยดเดียวจึงได้มานั่งในห้องนี้ และตำแหน่งนี้ได้
ด้วยวัยเพียงห้าขวบเมื่อเขาถูกรุมเร้าด้วยโรคร้ายอย่างที่เด็กวัยนั้นไม่ควรได้รับจากพระผู้เป็นเจ้า โรคลูคีเมียที่เด็กชายลีย์ได้ถ่ายทอดมาจากมารดาตอนท่านตั้งท้องเขา มารดาทำงานในรัสเซียตอนที่สารเคมีจากโรงงานที่ท่านทำอยู่รั่วไหลออกมาเกิดเป็นข่าวใหญ่ไปทั่วโลกในเวลานั้น
มารดาซึ่งเป็นชาวอังกฤษจึงได้ตัดสินใจเดินทางกลับไปยังบ้านเกิดโดยมีบิดาติดตามไปด้วย แต่ต่อมาเมื่อท่านคลอดลีย์ บิดาก็ห่างเหินและห่างหายโดยท่านมีเหตุผลส่วนตัวที่เวลานั้นเด็กชายลีย์วัยห้าขวบยังไม่เข้าใจ
เมื่อป่วยหนักเขาได้ถูกส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลที่บังเอิญ แซม แม็คเคนซี่ ได้ฝึกงานอยู่ที่นั่น ในช่วงเวลานั้นนายแพทย์แซม แพทย์หนุ่มผู้มีจิตใจเมตตาเอื้ออาทรต่อผู้คนได้รับเขาเข้าเป็นคนไข้ในความดูแล ทุ่มทั้งเงินและแรงกายแรงสมองทำการรักษาเขาจนหายจากโรคร้าย และทำทุกอย่างให้เขาเป็นเด็กที่มีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง ไม่ให้โรคร้ายนั้นกลับมาโจมตีเขาได้อีก
ในระหว่างนั้นได้เกิดเหตุการณ์ชุลมุนวุ่นวายขึ้น มีการลอบทำร้ายและมีคนหมายเอาชีวิตของลีย์กับมารดา นั่นทำให้แซม แม็คเคนซี่เข้ามาในชีวิตเขาอย่างเต็มตัว ท่านและทีมของสเตฟาน แม็คเคนซี่ผู้เป็นพี่ชายได้เข้าไปช่วยเหลือ กำจัดปัญหาเรื่องคนที่คิดทำร้ายเขา นั่นทำให้ได้ค้นพบว่าบิดาแท้ๆ ของลีย์มีส่วนเกี่ยวข้องกับพวกคนร้ายเหล่านั้น
ลีย์จำภาพครั้งสุดท้ายของท่านได้แม่นยำติดอยู่ในส่วนลึกของความทรงจำวัยห้าขวบ บิดาชาวรัสเซียของเขาเป็นมือปืนที่ถูกจ้างวานให้ทำร้ายสเตฟาน แม็คเคนซี่ แต่ก็พลาดถูกยิงแล้วส่งมาที่โรงพยาบาลแห่งนี้ด้วยความบังเอิญ ทำให้ปมในอดีตของเขาที่ว่าบิดาหายไปไหนนั้นคลี่คลาย
บิดาทำเพื่อเขากับแม่ ทำเพราะถูกบังคับและข่มขู่ สุดท้ายท่านกระโจนเข้ารับกระสุนที่กำลังพุ่งเข้าใส่ร่างของนายแพทย์แซมแทนจนถึงแก่ชีวิต แซม แม็คเคนซี่จึงขออุปการะเขาในฐานะบุตรบุญธรรมตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
หลังจากแซม บิดาเลี้ยง และโซเฟีย มารดาเลี้ยง เรียนจบก็พาเขากลับมาอยู่บอสตันในฐานะลูกชายคนโต ให้การอบรมเลี้ยงดูด้วยความรักความเมตตาอย่างที่พ่อแม่จะให้ลูกชายคนหนึ่งได้ ลีย์ไม่มีวันที่จะลืมบุญคุณอันยิ่งใหญ่ของตระกูลแม็คเคนซี่ ชีวิตนี้ทั้งชีวิตก็ยกให้ได้อย่างไม่มีการลังเลแม้แต่วินาทีเดียว
เขาเรียกพวกท่านทั้งสองว่าคุณพ่อคุณแม่อย่างสนิทปากและสนิทใจ พวกท่านไม่เคยทำให้ลีย์รู้สึกว่าตัวเองเป็นเพียงเด็กที่พวกท่านขอมาเลี้ยง ตรงกันข้าม ท่านทั้งสองกลับทุ่มเทให้เขาทุกอย่าง เท่าเทียมกับลูกในอกของพวกท่านเอง
จงรักและภักดี... นั่นคือคติประจำใจของลีย์ที่มีต่อคนในครอบครัวแม็คเคนซี่
ห้องทำงานกว้างขวาง ตกแต่งด้วยโทนสีเทาควันบุหรี่กับเฟอร์นิเจอร์โทนขรึมเหมือนบุคลิกเจ้าของห้อง บนผนังฝั่งซ้ายขวาของห้อง ตกแต่งด้วยภาพเขียนฝีมือของเขาเอง รูปของทุกคนในครอบครัวแม็คเคนซี่ คุณปู่มิคาเอลกับคุณย่า ครอบครัวของแซม แม็คเคนซี่ และครอบครัวของสเตฟาน แม็คเคนซี่ ลีย์มีภาพของทุกคนไว้ในห้องนี้เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจถึงตำแหน่งแห่งที่ของตัวเองและเตือนว่าทำไมเขาจึงมานั่งในห้องนี้
ลีย์ได้รับการฝึกให้ทำงานที่ตึกนี้โดยคุณปู่มิคาเอล ลีย์ติดท่านมาตั้งแต่ย้ายมาอยู่ในบ้านแม็คเคนซี่ สำหรับคุณปู่แล้ว ลีย์ถือเป็นหลานที่คุณปู่ให้ความเมตตามากคนหนึ่ง ในฐานะเป็นพี่ใหญ่เคียงคู่กับเจฟิโอ ลีย์ถูกฝึกเพื่อรับงานนี้โดยเฉพาะ เนื่องจากแซม บิดาเลี้ยงของเขาไม่ขอรับทุกตำแหน่ง บิดาถนัดงานโรงพยาบาลและถือเป็นงานหนักจนแทบไม่มีเวลาอยู่แล้ว
เมื่อลีย์เรียนจบปริญญาโทด้านการบริหารและจัดการ คุณปู่ก็ได้เกษียณตัวเองอย่างสมบูรณ์ ยกทุกอย่างให้สเตฟาน แม็คเคนซี่ บุตรชายคนโตจัดการ แต่ท่านยังคงรับเป็นที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ให้ ลีย์มีอะไรก็ไปเรียนปรึกษาท่านเสมอที่บ้านชานเมืองบอสตันที่ท่านกับคุณย่าแจ็คคิวลีนพำนักอยู่
คุณลุงสเตฟานแต่งตั้งให้ลีย์รับตำแหน่งผู้ดูแลสาขาใหญ่แทนท่าน ไม่มีใครกล้าขัดคำสั่งและความเห็นของสเตฟาน แม็คเคนซี่อยู่แล้ว เพราะการตัดสินใจของท่านถือเป็นประกาศิต หากมองอายุแล้ว วัยยี่สิบห้าปีของลีย์ถือว่ายังเป็นเด็กอ่อนหัดมากสำหรับตำแหน่งใหญ่นี้ แต่หากมองว่าระยะเวลาตั้งแต่เขาเข้ามาฝึกงาน ถูกฝึกฝนเตรียมรับตำแหน่งสำคัญตั้งแต่อายุสิบห้าปี เริ่มตั้งแต่งานชั้นล่างสุดขึ้นมาจนถึงชั้นบน นับเวลาแล้วก็ถือว่าเขามีประสบการณ์ทำงานมาถึงสิบปีเลยทีเดียว
