บทที่ 13 เข้าตาบอส
ราฟาเอลกกล่าว สองพี่น้องหัวเราะด้วยกัน จากนั้นราฟาเอลก็กลับไปยังห้องออฟฟิศและห้องครัวด้านนอก ราชาวดียิ้มและดึงแล็ปท็อปออกมาเปิดเพื่อเริ่มพิมพ์งาน หนังสือสูตรอาหารที่ยังมีอีกหลายเล่มที่กำลังจะทยอยออกตีพิมพ์ไปเรื่อยๆ เป็นงานที่ทำให้ราชาวดีรู้สึกว่าตัวเองมีค่า เพราะเป็นงานเดียวที่หล่อนทำอย่างเป็นชิ้นเป็นอันและเป็นเรื่องเป็นราว
คนเราจะต้องหาบางสิ่งบางอย่างเพื่อใช้เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจไม่ให้ฟุ้งซ่าน และสิ่งที่ทำนั้น ก็ทำให้ตัวเองรู้สึกมีค่ามากขึ้น คนอย่างราชาวดีจะทำอะไรหนักๆ เหมือนคนที่เพิ่งจากไปคงไม่ได้ แต่ทำไมนะ ทำไมหล่อนถึงทำไม่ได้ ให้ได้ไม่เท่ากับอีกคน น่าจะมีอะไรบ้างไหมที่จะทำให้ราชาวดีได้ทำให้สังคมแล้วรู้สึกว่า หล่อนเกิดมาเพื่อทำสิ่งนี้ เกิดมาเพื่อเป็นผู้ให้...
แต่เอาตัวเองให้รอดก่อนดีไหม ก่อนจะคิดช่วยโลก หญิงสาวคิดอะไรเรื่อยเปื่อยในหัวอย่างที่หาสาระสำคัญไม่ได้...
ขอให้เขาปลอดภัย... สุดท้ายก็ได้แต่สวดมนต์ภาวนาให้คนที่เสี่ยงภัยอันตรายอยู่ปลอดภัย
อากาศตอนกลางคืนของปลายเดือนแห่งฤดูสปริงยังคงเย็นเหมือนปลายฤดูหนาว ร่างสูงยืนพิงตึกในเงาสลัวเหมือนกำลังรอให้บางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้น
ครู่ต่อมา ผู้ชายคนหนึ่งก็เดินมา จากนั้นก็มีผู้ชายสองคนเข้าไปขวางทาง
"เฮ้ย! ส่งกระเป๋าตังค์มาถ้าไม่อยากตาย" เสียงหนึ่งในสองคนเอ่ยพร้อมกับเอามีดจี้ผู้ชายคนนั้น แต่ผู้ชายคนนั้นขัดขืนจึงเกิดการต่อสู้กันขึ้น ผู้ชายคนนั้นถูกทั้งหมัดและเท้ายำเละ ร่างเซถลาล้มลงไปบนพื้น กำลังจะถูกกระหน่ำซ้ำ แต่ร่างสูงของผู้ชายที่ยืนพิงผนังตึกก็กระโจนเข้ามาขวาง
"เฮ้ย! สองรุมหนึ่ง มันจะไม่ค่อยแฟร์มั้งกูว่า" เสียงห้าวเอ่ยขึ้น จากนั้นก็เกิดการตะลุมบอนขึ้น ผู้ช่วยเหลือจัดการคนร้ายสองคนจนหมอบสลบคาเท้า จากนั้นก็เข้าไปพยุงร่างของผู้ชายเคราะห์ร้ายที่ถูกโจมตีจนสะบักสะบอม
"เป็นยังไงบ้าง เดินไหวไหม" ร็อคเอ่ยถามผู้ชายคนนั้น ซึ่งก็ตัวงอกุมท้อง ร่างหนาบึกบึนกว่าร็อค แต่ร็อคสูงกว่าและร่างกายที่มีมัดกล้ามอยู่ในส่วนที่ควรอยู่ทำให้ดูองอาจน่าเกรงขามแม้ยามไม่ได้ขยับ
"ขอบคุณมาก ผมอาจจะโดนมีด" เขาเอ่ย ร็อคก้มมองดู เห็นเลือดไหลซึมตรงสีข้างผู้ชายคนนั้น
"บ้านคุณอยู่ไหน ผมจะไปส่ง" ร็อคเอ่ย ผู้ชายคนนั้นจึงบอกให้เรียกแท็กซี่ จากนั้นก็ไปถึงอพาร์ตเม้นต์แห่งหนึ่ง
"ขอบคุณอีกครั้ง คุณเข้ามาก่อนสิ" ผู้ชายคนนั้นเอ่ยชวน ร็อคจึงเข้าไปภายใน
ผู้ชายคนนี้เป็นคนสนิทของหัวหน้าบอดีการ์ดที่ผับแห่งหนึ่ง ชื่อ ผับไฮเลิฟ ซึ่งเป็นงานที่เขากำลังจะเจาะเข้าไปหาข้อมูลเกี่ยวกับยาเสพติด
"คุณตกงานอยู่เหรอ สโตน ไปทำที่ผับที่ผมกำลังทำงานอยู่ไหม ฝีมือคุณดีแบบนี้"
นั่นคือบทสนทนาที่ร็อคได้ปูพื้นเอาไว้ให้มาถึงจุดที่เขาต้องการ สโตน คือชื่อปลอมสำหรับจ็อบนี้
"เอาสิเดนเซิล ผมจะลองดู ขอบคุณมาก"
ร็อคตอบเดนเซิล ซึ่งดูเหมือนจะรู้สึกเป็นหนี้บุญคุณเขาในครั้งนี้มาก เมื่อร็อคกลับถึงเซฟเฮาส์ เพื่อนสองคนนั่งซดเบียร์ดูทีวีอยู่
"มึงตีนหนักมือหนักกันจริง ไปเก็บกดมาจากไหนวะ เล่นซี่โครงเจ้าเดนเซิลเกือบหัก"
ร็อคเอ่ยกับเพื่อน คนหนึ่งโยนเบียร์กระป๋องมาให้ เขายกมือขึ้นรับอย่างคล่องแคล่ว Job Done! ต่อไปเป็นการเจาะวงในแล้วล่ะ!
ร่างสูงสวมสูทสีเข้มยืนอยู่หน้าผับของพวกไฮโซแห่งหนึ่งในฐานะบาวน์เซอร์คอยตรวจและอนุญาตให้คนเข้าไปภายใน ร็อคได้เริ่มงานนี้หลังจากได้ช่วยเดนเซิลเอาไว้ ตอนนี้เขามาทำได้สองอาทิตย์แล้ว
ผับไฮเลิฟ แห่งนี้เป็นแหล่งมั่วสุมของพวกดาราและพวกผู้ดีมีเงินทั้งหลาย ยาเสพติดเฟื่องฟูอยู่ในนี้ราวกับเป็นโลกเสรี ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลก ตราบใดที่เงินสามารถซื้อทุกสิ่งทุกอย่างได้ รวมถึงจ่ายค่าปิดปากค่าเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ของเจ้าหน้าที่ระดับสูงที่เป็นผู้มีอิทธิพลในเขตนี้ได้ เรียกว่า ส่งส่วยกันเป็นรายเดือน มูลค่าสูงกว่าเงินเดือนของพวกนี้ทั้งปีรวมกัน แล้วใครมันจะไม่รับ!
Target หรือเป้าหมายสำหรับจ็อบย่อยครั้งนี้ซึ่งเชื่อมโยงถึงจ็อบใหญ่คือคดีเพชรนั้น เป็นกลุ่มคนที่นำเข้ายาจากแม็กซิโก เขาสามารถเข้ามาในฐานะนักท่องเที่ยวก็ได้ แต่ร็อคคิดว่าการเข้ามาฝังตัวเป็นวงในจะมีโอกาสเก็บข้อมูลได้ดีกว่า ซึ่งเขาถนัดแบบนี้ การเป็นบาวน์เซอร์ ถือว่าอยู่ในทีมรักษาความปลอดภัยของผับก็สามารถเดินไปเดินมาได้ แล้วแต่ว่าได้รับมอบหมายจากหัวหน้าบอร์ดีการ์ดให้ทำอะไร ซึ่งเวลานี้เดนเซิลชอบเขามาก ทำให้หัวหน้าบอร์ดีการ์ดพลอยชอบเขาไปด้วย ร็อคได้แสดงฝีมือในการควบคุมสถานการณ์น่าเสียวไส้เอาไว้ได้หลายครั้งตลอดสองสัปดาห์ที่ผ่านมา
เสียงเพลงดังกึกก้องห้องโถงใหญ่ที่มีชุดโซฟาสีแดงเลือดนก จัดเป็นวงกลมบ้าง ครึ่งวงกลมบ้างตามมุมต่างๆ มีเวที มีการเต้นรูดเสาโชว์ของพวกผู้หญิงนุ่งน้อยห่มน้อย มีเวทีลอยที่เป็นเหมือนกรงขัง ผู้หญิงแต่งตัวเซ็กซี่เต้นยั่วอยู่ในนั้น
