บทที่ 12 บ้านของมะลิ...
"ได้สิ มาถึงถิ่นฉันขนาดนี้แล้ว เดี๋ยวจัดให้ คืนนี้นอนค้างที่นี่ก็แล้วกันนะเธอ ไปเที่ยวดิสโก้เปิดใหม่ของคนรู้จัก ฉันมีของดีที่เธอชอบด้วยล่ะ" ของดีที่ว่านั้นวิรังรองรู้ว่าเป็นอะไร
"เหรอ เธอช่างรู้ใจฉันจริงๆ เลยนิจ อย่างนี้สิถึงจะหายเซ็งหน่อย"
วิรังรองกล่าวแล้วกระหยิ่มยิ้มย่องพอใจ หล่อนห่างหายมานานกับสิ่งนั้น
<strong>จัสมิน</strong>ลากกระเป๋าเดินทางใบขนาดกลางสีดำเดินออกมาจากประตูผู้โดยสารขาเข้าของสนามบินประจำจังหวัด การเดินทางที่ยาวนานหลายชั่วโมงจากลาสเวกัสมาที่สนามบินในกรุงเทพฯ แล้วต่อเครื่องมายังเมืองนี้ ผู้คนเดินกันขวักไขว่ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ หญิงสาวกวาดสายตามองหาคนที่บอกว่าจะมารับ
ใบหน้านวลใสยิ้มกว้างออกมาทันทีเมื่อเห็นร่างสูงสวมเสื้อเชิ้ตลายสก็อตสีน้ำเงินเทาพับครึ่งแขน สอดชายเข้าไปในกางเกงยีนส์สีเข้ม รองเท้าผ้าใบสีดำ ใบหน้าคมเข้มมีไรเคราเขียวจางๆ มีคนลอบมองเขาเมื่อเดินผ่าน นั่นทำให้จัสมินตระหนักนึกขึ้นมาได้ว่าเขาเป็นที่รู้จักของคนท้องถิ่นเมืองนี้ คนแถบนี้เรียกเขาว่า พ่อเลี้ยงอัศณ์ ตามภาษาเหนือที่ใช้เรียกคนที่มีฐานะมั่งคั่งร่ำรวย ส่วนคนที่ไร่และชาวบ้านเรียกเขาว่า นายอัศณ์
"พี่อัศณ์!"
จัสมินร้องเรียกแล้วโบกมือหย็อยๆ ยิ้มดีใจส่งไปให้ ก่อนจะรีบเดินรี่เข้าไปหา เมื่อไปถึงก็ยกมือไหว้ตามธรรมเนียมไทย คิดว่าจะกอดและหอมแก้มเขาเหมือนเวลาทักทายกันที่อเมริกา แต่ก็เกรงว่าจะเป็นจุดสนใจของผู้คนแถวนั้นซึ่งอาจทำให้เขาเป็นข่าวอื้อฉาวได้ พี่อัศณ์หมั้นแล้วแบบนี้จัสมินเตือนตัวเองบ่อยๆ ว่าให้ระวังเรื่องการแสดงออก จัสมินจึงเพียงแค่ยิ้มดีใจให้เขา
อัศณวินมองดูคนร่างเพรียวระหงที่มายืนอยู่ตรงหน้า หกเดือนที่เขารู้สึกว่ามันนานมากหลังจากที่หล่อนกลับไปอเมริกา ใบหน้าสดใสไร้เครื่องประทินโฉมตามเคย ดวงตาสีน้ำตาลกลมโต จมูกโด่งเป็นสัน กับรอยยิ้มจริงใจที่เห็นฟันขาวเรียงสวย อัศณวินยิ้มบางออกมา
"ยินดีต้อนรับสู่เมืองไทย มะลิเอากระเป๋ามาแค่นี้หรือ"
ชายหนุ่มเอ่ยถามเมื่อเห็นกระเป๋าเดินทางขนาดกลางเพียงใบเดียว ไม่ยักกะเหมือนไอริส คราวที่เดินทางมาเที่ยวครั้งโน้น สองพี่น้องมีความน่ารักต่างสไตล์กันอย่างเห็นได้ชัด ไอริสเป็นนักร้องดัง การแต่งตัวเวลาออกงานนั้นเป็นไอดอลของแฟนคลับหลายคน ส่วนหญิงสาวตรงหน้าเน้นความเรียบง่าย สีขาวดูเหมือนจะเป็นสีโปรด สมกับชื่อดอกมะลิของเจ้าหล่อน
"น้องลิอยู่แค่สองอาทิตย์เอง แค่นี้ก็ถมเถค่ะ ถ้าไม่พอน้องลิก็หาซื้อตามตลาดนัดเอาก็ได้ไม่เห็นยากเลย"
เสียงแจ่มใสเอ่ย อัศณวินเอื้อมมือไปดึงกระเป๋ามาลากให้ นึกขบขันกับลูกสาวผู้มีอันจะกินที่ชอบซื้อเสื้อผ้าตามตลาดนัดใส่ กวินนาเป็นคนต้นแบบที่พาเด็กน้อยมะลิไปเดินตลาดนัดตอนที่มาอยู่ที่นี่ เจ้าหล่อนชอบมาก ทุกวันเสาร์ที่ตลาดตำบลปางอีก้อสองสาวพี่น้องไม่เคยพลาด แถมยังชวนคนงานที่ต้องการไปซื้อของขนกันไปจนเต็มหลังรถกระบะโฟร์วีลของไร่
"หิวหรือเปล่า เดี๋ยวพี่จะพามะลิแวะทานอะไรระหว่างทางกลับไร่"
เสียงทุ้มเอ่ยถาม พาจัสมินเดินออกจากสนามบินไปยังลานจอดรถ รถโฟร์วีลสีดำคันใหญ่จอดอยู่ อัศณวินกดรีโมตเปิดล็อก ยกกระเป๋าใส่ด้านหลัง จากนั้นก็เดินไปเปิดประตูด้านผู้โดยสารให้ จัสมินกระโดดขึ้นไปนั่งประจำตำแหน่งที่คุ้นเคย เวลาหนึ่งเดือนที่มาอยู่ หล่อนนั่งเป็นตุ๊กตาหน้ารถคันนี้อยู่บ่อยๆ ติดตามเขาไปไร่และไปไหนต่อไหนที่เขาชวน
หลังจากพบกันที่ลาสเวกัสในงานแต่งงานของลีย์กับดิรัสยา จัสมินก็ยังไม่ได้สนิทกับเขานัก แต่เวลาหนึ่งเดือนที่มาพักผ่อนที่ไร่ ทำให้จัสมินได้พี่อัศณ์พี่ชายคนเดิมที่เคยอุ้มจัสมินกลับคืนมา เขาซ่อนความน่ารักและใจดีเอาไว้ภายใต้ท่าทางนิ่งขรึม เวลาคุยกับคนงานและลูกน้องนั้นไม่ค่อยโสภานักเป็นไปตามอารมณ์และสถานการณ์ แต่กับจัสมินแล้วพี่อัศณ์พูดดีและอ่อนโยนเหมือนตอนที่จัสมินอายุหกขวบนั่นเลย
"หิวนิดหนึ่งค่ะ น้องลิตื่นเต้นเลยไม่ได้กินอะไรมากตอนอยู่บนเครื่อง แต่จะรอไปกินที่ไร่ก็ได้นะคะ น้องลิทนได้"
นั่งชั้นเฟิร์สคลาสมาถึงกรุงเทพฯ จากนั้นก็เป็นเครื่องบินลำเล็กต่อมายังเมืองเหนือแห่งนี้
"จะห้าโมงแล้ว แวะกินที่ร้านข้างทางดีกว่า ขับรถไปตั้งร้อยกว่ากิโล เดี๋ยวมะลิจะไส้ขาดเสียก่อน" เสียงทุ้มเอ่ยแล้วหันมายิ้มอบอุ่นให้ จัสมินมองเพลินก่อนจะยิ้มตอบ
"แล้วแต่พี่อัศณ์ค่ะ น้องลิกินรองท้องแล้วไปกินต่อที่ร้านในรีสอร์ทอีกก็ได้"
คนตัวบางเอ่ย คิดว่าน่าจะไปถึงที่ไร่ประมาณสองทุ่มซึ่งร้านอาหารยังคงเปิดอยู่ อัศณวินยิ้ม เจ้าหล่อนเป็นคนกินอร่อยแต่ไม่ยักอ้วน เห็นเข้ากันได้ดีกับกวินนาเรื่องกิน เรื่องสนุกและเรื่องอะไรก็ตามที่กวินนาเป็นหัวโจกพาไปทำ แม่ดอกมะลิเป็นคนที่มีความสุขง่ายมาก เพียงแค่เห็นดอกหญ้าข้างทางเจ้าหล่อนก็ยิ้มหวานแล้วก็วิ่งรี่ไปลูบไล้แผ่วเบา ทำท่าชื่นชมเสียนักหนา โลกสวยไปหมดในสายตาของจัสมิน จนมันพลอยทำให้โลกของอัศณวินสดใสไปด้วยเวลาได้อยู่ใกล้ๆ แม่ดอกมะลิน้อยดอกนี้
อัศณวินขับรถพาจัสมินแวะทานอาหารระหว่างทาง จากนั้นก็ขับรถไปยังไร่ ไปถึงตามเวลาที่คิดไว้คือสองทุ่มกว่า ชายหนุ่มพาสาวน้อยไปยังเรือนใหญ่ก่อนเพื่อกราบบิดามารดาของเขา
