บทที่ 4 จิตใจมนุษย์...ยากแท้หยั่งถึง
<strong>อัศณวิน</strong>รู้จักกับวิรังรองครั้งแรกเมื่อเขาอายุยี่สิบแปดปี เวลานั้นหล่อนอายุยี่สิบสี่ปี เจอกันในงานเลี้ยงของวังรังสิมันต์เมื่อสี่ปีก่อน เขาไม่ได้คิดอะไรกับหญิงสาวผู้นี้นอกจากเห็นว่าเป็นหลานสาวของเพื่อนสนิทคุณปู่ เขาเจอหล่อนทุกปีหลังจากนั้น บางครั้งวิรังรองก็ตามท่านปู่ของหล่อนมาเยี่ยมคุณปู่ของเขาที่มาพักที่ไร่ในช่วงฤดูหนาว นั่นทำให้วิรังรองเข้ามาป้วนเปี้ยนในชีวิตของเขามากขึ้นตามลำดับ อัศณวินก็ไม่ได้คิดอะไรมาก เขาเป็นคนทำงานหนักและไม่มีเวลาคิดเล็กคิดน้อยว่าการที่วิรังรองมาหาเขาบ่อยขึ้นนั้น พวกผู้ใหญ่จะแอบคิดอะไรกันอยู่
คืนงานเลี้ยงก่อนเกิดเรื่องนั้น วิรังรองให้ความสนใจเขาเป็นพิเศษตามที่หล่อนชอบแสดงออก ซึ่งอัศณวินก็วางตัวตามปกติ พูดคุยด้วยตามมารยาทที่ดีที่เขาปฏิบัติต่อหล่อนเสมอมา หล่อนชวนเขาเต้นรำ อัศณวินก็เต้นรำด้วยเพลงหนึ่ง เมื่องานเลิกแขกเหรื่อก็แยกย้ายกันกลับ ปรากฏว่าบิดามารดาและท่านปู่ของหล่อนต่างก็กลับไปก่อนแล้ว คุณปู่จึงขอให้อัศณวินไปส่งวิรังรองที่คอนโดส่วนตัว
เมื่อไปถึง ตอนเปิดประตูรถลง วิรังรองก็สะดุดเข้ากับฝาท่อระบายจนล้มข้อเท้าเจ็บ ทำให้อัศณวินต้องประคองหล่อนขึ้นลิฟต์ไปส่งที่ห้อง พาหล่อนไปนั่งที่โซฟา
"อูย เจ็บมากเลยค่ะพี่อัศณ์ขา" หล่อนเอ่ยแล้วก็ทำท่าเจ็บ อัศณวินจึงก้มไปดูที่ข้อเท้า
"ข้างไหนครับ" เขาถาม
"ข้างซ้ายค่ะ อูย..."
"คุณมีอุปกรณ์ปฐมพยาบาลหรือเปล่า เจลหรือน้ำแข็งผมจะช่วยประคบและพันผ้าก๊อซให้" เขาเอ่ยกับหล่อน
"โอย ของพวกนี้วิไม่เคยมีในห้องค่ะ ไม่คิดว่าจะได้ใช้ อูย...เจ็บแบบนี้วิใช้วิสกี้แก้อาการเจ็บได้ พี่อัศณ์ช่วยไปหยิบมาให้วิทีสิคะ" หล่อนพูดแล้วชี้ไปที่ตู้เย็น อัศณวินจึงเดินไปเปิดตู้เย็นหลังใหญ่ที่อยู่หลังเคาน์เตอร์ครัวหยิบขวดวิสกี้กับแก้วที่อยู่บนชั้นติดผนังมายื่นให้วิรังรอง
"พี่อัศณ์ดื่มเป็นเพื่อนวิหน่อยนะคะ" หล่อนชวน เทวิสกี้ใส่แก้ว
"ไม่ดีกว่า ผมต้องขับรถกลับ" เขาเอ่ย
"อุ๊ย...นิดหน่อยเองค่ะ ตำรวจไม่มีแล้วค่ะเวลานี้ เอ่อ พี่อัศณ์ช่วยเอาน้ำแข็งให้วิทีสิคะ ขอโทษที่รบกวนจริงๆ ค่ะ"
วิรังรองเอ่ย บอกถึงทัศนคติที่หล่อนมี ซึ่งเหมือนกับคนไทยส่วนใหญ่ที่กลัวตำรวจจับเป่าวัดระดับแอลกอฮอล์มากกว่ากลัวการเกิดอุบัติเหตุจากการเมาแล้วขับ อัศณวินเดินไปเปิดตู้เย็นอีกครั้ง จัดการเอาน้ำแข็งในช่องแช่แข็งออกมาแกะใส่ถังเล็กที่เห็นอยู่บนชั้น เดินกลับมาเห็นวิรังรองนั่งละเลียดวิสกี้ เขาคิดว่าข้อเท้าหล่อนคงไม่เป็นไรมาก คิดว่าจะขอตัวกลับ เขาเอาถังน้ำแข็งวางลงบนโต๊ะเตี้ยข้างกับขวดวิสกี้ วิรังรองดึงแขนของเขาให้นั่งลง
"พี่อัศณ์อย่าเพิ่งไปนะคะ อยู่เป็นเพื่อนวิอีกเดี๋ยว...นะคะ"
หล่อนเอ่ยเสียงอ่อนหวานส่งสายตาขอร้องมาให้ อัศณวินเห็นว่าหล่อนเป็นคนที่คุณปู่เอ็นดูและหล่อนก็มาเจ็บเสียแบบนี้จึงยอมนั่งลงข้างๆ วิรังรองนั้นเป็นสาวสมัยใหม่ อัศณวินจึงไม่แปลกใจที่หล่อนจะดื่มเก่งและขยับมานั่งชิดกับเขามากขึ้น หล่อนเอาวิสกี้มาจ่อปากจนอัศณวินจำต้องกลืนมันลงไปเพราะไม่อยากเรื่องมาก กับอีแค่วิสกี้ เขาดื่มเหล้าภูมิปัญญาชาวบ้านมาก็ไม่น้อย เหล้าที่ว่าร้อนแรง เขาลองมาหมดแล้วตามประสาลูกผู้ชายอกสามศอก ในบรรดาพี่น้องและผองเพื่อนนั้น อัศณวินถือว่าเขาเป็นคนที่คอแข็งและเมายากคนหนึ่ง
แต่ใครจะรู้ว่าวิสกี้แก้วนั้นจะเปลี่ยนชีวิตของเขาแบบนี้ เพราะความซื่อไม่ระแวงและระวังในมารยาหญิงซึ่งเป็นบทเรียนราคาแพงที่อัศณวินจะจดจำไปนานแสนนานตราบจนชีวิตจะหาไม่
วิรังรองยื่นหน้ามาหอมแก้มของเขา อัศณวินขยับตัวเล็กน้อยด้วยความอึดอัดแต่หล่อนก็เอาเหล้ามาป้อนเขาอีก เขาดื่มเข้าไปมากกว่าครั้งแรก ความร้อนแรงมันก็ไม่ได้มากมายอะไร จิบเข้าไปรอบที่สามเพียงไม่กี่นาทีก็รู้สึกถึงความผิดปกติ... ร่างกายของเขามันร้อนขึ้นและวิรังรองก็ขึ้นมานั่งตักและคลอเคลียกระแซะร่างไปกับร่างของเขา อัศณวินผลักไหล่หล่อนออก
"อย่าทำแบบนี้ มันไม่เหมาะวิรังรอง"
เขาจำได้ว่าได้พูดออกไปเช่นนั้นแต่วิรังรองเบียดร่างเข้าหาไม่หยุด อัศณวินพยายามควบคุมอาการตื่นของร่างกายที่ไม่ควรเกิดขึ้น เขาเป็นคนที่ควบคุมตัวเองได้ดีสำหรับเรื่องธรรมชาติของผู้ชาย และการจิบเหล้าเพียงแค่นั้นไม่น่าจะทำให้เขาเมาจนขาดสติ นั่นทำให้เขารู้ทันทีว่าถูกวางยา วิรังรองใส่ยาในวิสกี้แก้วนั้น หล่อนประกบปากจูบเขา อัศณวินผละหนีรีบจับร่างหล่อนยกลงจากตักแล้วก็ลุกขึ้นยืน แต่ก็รู้สึกวิงเวียนศีรษะมากจนต้องนั่งลงไปอีกครั้ง
"คุณเอาอะไรให้ผมดื่ม!" จำได้ว่านั่นเป็นประโยคสุดท้ายก่อนที่วิรังรองจะกระโจนเข้ามาจูบเขา
อัศณวินตื่นขึ้นมาอีกครั้งพบว่าเขานอนเปลือยเปล่าอยู่บนเตียงของวิรังรอง มีร่างหล่อนนอนเบียดชิดใต้ผ้าห่มผืนเดียวกัน เขาสะดุ้งผุดลุกขึ้นนั่ง สมองทบทวนอย่างรวดเร็วว่าเกิดอะไรขึ้น
"อรุณสวัสดิ์ค่ะพี่อัศณ์ขา เมื่อคืนพี่อัศณ์ทำเอาวิหมดแรงเลยค่ะ แต่วิก็ดีใจที่พี่อัศณ์เป็นผู้ชายคนแรกของวิ วิรักพี่อัศณ์จังค่ะ"
เสียงหวานที่อัศณวินได้ยินแล้วรู้สึกผะอืดผะอมมวนท้อง สติสัมปชัญญะกลับคืนมาเต็มที่ จำได้ว่าถูกหล่อนเล่นสกปรก หล่อนมอมยาเขา!
"ทำไมถึงทำแบบนี้วิรังรอง คุณต้องการอะไร"
เขาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่ควบคุมให้ราบเรียบ ลุกขึ้นหยิบเสื้อผ้าที่อยู่ข้างเตียงขึ้นมาใส่อย่างช้าๆ ไม่ทำท่าว่าเขากำลังตระหนกตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น เขาจำไม่ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นหลังจากที่หล่อนกระโจนเข้าใส่ อัศณวินพยายามระงับอารมณ์โมโหเอาไว้อย่างเต็มที่ หล่อนร้ายกาจอย่างที่เขาคาดไม่ถึง ไม่คิดว่าหญิงสาวที่มาจากตระกูลผู้ดีจะทำอะไรต่ำได้ขนาดนี้ วางยาผู้ชายเพื่อเซ็กส์เนี่ยน่ะหรือ? อัศณวินรู้สึกคลื่นไส้ด้วยความสะอิดสะเอียนรังเกียจ
วิรังรองลุกขึ้นจากเตียงคว้าผ้าเช็ดตัวมาพันตัวแล้วเดินมากอดเอวเขา อัศณวินรีบแกะมือหล่อนออกอย่างรังเกียจ
"วิเป็นเมียพี่อัศณ์แล้วนะตอนนี้ เมื่อคืนพี่อัศณ์ร้อนมาก วิมีเลือดออกด้วย พี่อัศณ์ต้องรับผิดชอบวินะคะ ไม่งั้นวิไม่ยอมจริงๆ ด้วย"
วิรังรองเอ่ยชี้ไปที่ผ้าปูที่เห็นรอยสีแดงเป็นดวงอยู่ ยังไม่ทันที่อัศณวินจะโต้ตอบอะไรก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น วิรังรองคว้าเสื้อคลุมขึ้นมาสวมแล้วเดินไปเปิด ตรงหน้าประตูนั้นทำให้อัศณวินต้องนิ่งอึ้งไปทันที... หม่อมหลวงปภาดา มารดาของวิรังรองยืนอยู่
"ต๊าย! ตายแล้ว นี่อะไรกันลูกวิ อะไรกันพ่ออัศณ์"
เธอทำเสียงตกใจ จากนั้นก็ไม่ต้องรอนาน ผู้ใหญ่ทุกคนได้รับโทรศัพท์แจ้งข่าว ท่านปู่ของหล่อนกับคุณปู่ของเขาจึงเห็นดีเห็นงามว่าเขาควรหมั้นกับวิรังรอง อัศณวินพูดอะไรไม่ออกเพราะวิรังรองมีรูปถ่ายที่หล่อนซบเขาอยู่บนเตียงเอาให้มารดาหล่อนดูด้วย ทำให้อัศณวินจนคำพูดที่จะปฏิเสธ เพราะเขาพูดออกมาอย่างเต็มปากไม่ได้ว่ามันไม่ได้เกิดอะไรขึ้น เขาจำไม่ได้เลยจริงๆ
อัศณวินจึงยอมหมั้นเพื่อเห็นแก่ความสัมพันธ์ของผู้ใหญ่ คุณปู่จะต้องบาดหมางกับเพื่อนรักแน่ถ้าหากเขาปฏิเสธ และจากสถานการณ์ หลักฐานทุกอย่างมันชี้ชัดมาที่ตัวเขา ว่าเขาได้ล่วงเกินวิรังรองจริงๆ ซึ่งอัศณวินไม่อาจพูดอะไรได้เพราะเขาจำไม่ได้ เขาโมโหตัวเองที่ซื่อและประมาทเกินไปกับผู้หญิงคนนี้ เวลานี้จึงต้องรับผลของความประมาทนั้น
แต่อย่างไรก็ตาม สำหรับเรื่องแต่งงานนั้นอัศณวินปฏิเสธและพยายามประวิงเวลามาโดยตลอด แต่เวลานี้คุณปู่ก็มาล้มป่วยและพูดเปรยว่าต้องการเห็นเขาแต่งงานก่อนตาย เขาไม่พูดกับวิรังรองถ้าหากไม่จำเป็นเพราะรังเกียจขยะแขยง ไม่เข้าใจว่าทำไมหล่อนต้องลงทุนทำอะไรให้เสื่อมเสียเกียรติและศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ขนาดนี้ด้วย แล้วหล่อนจะอยากแต่งงานกับผู้ชายที่ตั้งท่ารังเกียจเดียดฉันท์แม้หน้าก็ไม่อยากจะมองแบบนี้ไปทำไมกัน!
