บทที่ 5 ลูกชายแม่มะลิ
<strong>อัศณวิน</strong>หยุดคิดเรื่องที่เป็นปัญหาคาใจชั่วคราว ดึงสติกลับมาอยู่กับปัจจุบัน เขาเริ่มเคลื่อนรถไถพลิกดินไม่หยุด ดินแถบนี้มีลักษณะเป็นดินร่วนปนทราย เหมาะแก่การปลูกส้ม ถือว่าโชคดีที่พื้นที่เป็นที่ดอน ปัญหาเรื่องน้ำท่วมขังทำให้รากเน่าจึงยากที่จะเกิดขึ้นได้
เขาจะต้องไถกลบดินให้ลึกสักสองครั้งเพื่อให้ดินร่วนซุย เป็นการปรับสภาพดินให้เหมาะแก่การปลูก เมื่อไถ่เสร็จก็จะยกแนวขึ้นแปลงให้เป็นรูปลอนลูกฟูก ปรับปรุงดินด้วยการใส่ปุ๋ยอินทรีย์เพื่อให้ดินมีความอุดมสมบูรณ์สูง จากนั้นระดมคนงานขุดหลุม เตรียมหลุมให้พร้อมโดยการผสมดิน ปุ๋ยคอก และปุ๋ยร็อคฟอสเฟตเข้าด้วยกันในหลุมนั้น
พันธุ์ต้นส้มนั้นเขาได้เตรีียมไว้เรียบร้อยแล้ว พื้นที่หนึ่งไร่สามารถปลูกได้ประมาณ 45-50 ต้น และบริเวณที่อัศณวินกำลังบุกเบิกอยู่นี้ก็ประมาณสิบไร่เห็นจะได้ อีกสองวันคนงานที่ไถฟื้นดินตรงพื้นที่ด้านในก็น่าจะไถออกมาบรรจบกับเขาพอดี สำหรับเรื่องน้ำนั้นไม่มีปัญหาอยู่แล้ว เขาได้วางผังในการเจาะน้ำบาดาลและติดตั้งระบบสปริงเกอร์เรียบร้อยแล้ว
เสียงรถซาเล้งของเจ้าสาหัสก็ดังแว่วอยู่ที่ตีนเนิน ตรงนั้นเป็นที่ราบมีต้นไม้ใหญ่แผ่กิ่งก้านสาขาให้ร่มเงา แคร่ไม้ไผ่วางอยู่สองหลัง รถซาเล้งเจ้าสาหัสมีความสามารถคลานขึ้นมาถึงแค่ตีนเนินก็ต้องจอดเอาไว้ที่นั่น
"นายอัศณ์ แย่แล้วครับ!"
เสียงตะโกนดังมาก่อนจะเห็นหัวของมัน อัศณวินส่ายหน้า ขับรถไถไปจอดที่ใต้ต้นจามจุรีข้างโรงเก็บ ดับเครื่องแล้วกระโดดส่งมา ชายหนุ่มดึงผ้าขาวม้าที่คาดเอวมาซับเหงื่อเดินไปหยิบขวดน้ำขึ้นยกจรดปากดื่มอึกๆ ด้วยความกระหาย
"มึงจะขยันส่งข่าวร้ายให้กูไปถึงไหนไอ้เวรหัส"
เสียงเจ้านายเอ่ยทักทายให้พรทันทีที่สาหัสวิ่งขึ้นเนินไปถึง
"โธ่ นายก็... นายอัศณ์เล่นไม่รับโทรศัพท์นี่ครับ คราวหลังก็กรุณาเอาเหน็บเอวไปด้วยสิขอรับ ไม่ใช่เอาวางทิ้งวางขว้างไปทั่วแบบนี้"
สาหัสเอ่ยกับเจ้านาย เห็นสายตาเข้มดุจ้องมองจึงรีบยิ้มแหยและขยับตัวออกไปยืนห่างเท้าท่านอีกสองเมตร
"ข่าวอะไรของมึงอีกล่ะคราวนี้"
อัศณวินเอ่ยถามอย่างไม่ใส่ใจนัก เขาคิดว่ามันลีลาแกล้งทำท่าว่าเป็นเรื่องใหญ่เพื่อที่จะขายข่าวมากกว่า ความจริงเขาคิดว่ามันน่าจะไปทำงานโฆษณามากกว่ามาทำงานไร่แห่งนี้ เห็นมันมีพรสวรรค์ทางด้านการเรียกร้องความสนใจเหลือเกิน
"ไอ้ด่างพร้อยมันกัดหม่อมวิรังรองครับ!" รีบเอ่ยรายงานข่าว เจ้านายฟังแล้วก็พยักหน้า
"ดี..." เอ่ยรับทราบเพียงสั้นๆ ทำเอาสาหัสอ้าปากหวอ...
"ดีเรอะครับ?"
"เออ! แล้วมึงเอามันไปฉีดยากันเชื้อบ้าด้วยล่ะ"
เจ้านายเอ่ยเสียงเรียบ เป็นห่วงหมามากกว่าเป็นห่วงคู่หมั้น สาหัสยกมือขึ้นเกาหัวแกร็กๆ ด้วยความไม่เก็ตและไม่เข้าใจ
ถึงแม้สาหัสจะไม่ทราบสาเหตุของการหมั้นนัก แต่ก็คิดว่านายก็คงจะต้องมีใจอยู่บ้างไม่มากก็น้อย ไม่อย่างนั้นจะหมั้นผู้หญิงไปทำไมกัน เรื่องของเจ้านายไม่มีใครล่วงรู้ รู้แต่ว่านายอัศณ์หมั้นกับหม่อมวิรังรองก็เท่านั้นเอง นี่ก็เป็นปีแล้ว ยังไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะมีข่าวดีเรื่องงานแต่ง
แต่ตลอดระยะเวลาหนึ่งปีนี้ สาหัสเห็นแต่นายทำท่าหมางเมินใส่คู่หมั้นและแทบไม่ยอมให้เข้าพบ เวลามาที่นี่ สาหัสนั้นถึงแม้ไม่ค่อยได้เรื่องนักเวลาท่องสูตรคูณและเอบีซีดี แต่ก็มีเชื้อจุลินทรีย์ชีวภาพเพียงพอในการที่จะปลูกเผือกในพื้นที่สมองได้ นั่นทำให้สาหัสคิดว่ามันไม่ใช่เรื่องสามัญธรรมดาแน่แล้ว มันต้องมีอะไรอยู่ในกอไผ่ กอเผือก และกอสวะทุกกอในไร่รังสิมันต์เลยทีเดียว อย่างนี้เห็นจะต้องสวมบทเจมส์ สาหัส บอนด์เพื่อสืบหาข้อมูลในด้านลึกต่อไป
"เธอร้องไห้โวยวายใหญ่เลยครับ ไอ้เจ้าพร้อยนี่มันเจ้าคิดเจ้าแค้นไม่น้อยเลยจริงๆ พอนายอิงอุ้มลงจากรถ พาขึ้นไปที่ระเบียงเรือนใหญ่ คุณหม่อมกำลังเดินออกประตูเรือนมาพอดี เท่านั้นแหละครับ มันกระโจนใส่ทั้งที่ขาเดี้ยง คุณหม่อมเธอรีบเอามือบังหน้า มันเลยงับเข้าที่มือซ้าย คุณหม่อมถึงกับช็อกร้องกรี๊ดลั่นบ้านเลยครับ"
สาหัสเอ่ยเล่าถึงรายละเอียดที่รอให้นายถามก็ไม่ยอมถามเสียที ไม่เคยเลยสักครั้งที่นายอัศณ์จะตกหลุมพรางหลงกลอยากรู้เรื่องที่สาหัสกระหืดกระหอบมาบอกเล่า คนอะไรจะเส้นลึกขนาดนี้ สู้นายอธิศก็ไม่ได้ คนนั้นเป็นหัวโจกแห่งความมันส์ยกร่องเลยทีเดียว เสียดายไม่ค่อยได้มาเที่ยวบ่อยนัก
"ดี"
อีกละ! จะขี้เหนียวคำพูดไปไหน!
"นายอิงส่งหมาไปหาหมอเสร็จ ก็ส่งหม่อมไปหาหมอมั่งคราวนี้"
"โอเค มึงเล่าจบยัง?... กูหิว"
น้ำเสียงเอ่ยออกมาไม่ได้สนใจว่าอยากจะฟังต่อ ทำให้คนที่คิดว่ามีเรื่องเด็ดมาเล่าถึงกับทำหน้าผิดหวังอย่างแรง
"เฮ้อ! ไม่คุ้มกับที่ไอ้หัสดินทร์อุตส่าห์ห้อรถเข้ามาถึงนี่เล้ย สองรอบในเวลาสองชั่วโมง มันโคตรเหนื่อยนะนาย อ้อ พี่สากลเข้าเมืองแล้วนะ ตามที่นายสั่ง ผมขนอาหารและน้ำดื่มมาเต็มรถบิ๊กไบค์ นายน้ำตาลเอาของกลางวันใส่ปิ่นโตฝากมาให้ด้วย แต่ผมทิ้งไว้ข้างล่างเนินนู่น ขึ้นไม่ได้"
