บทที่ 8 อยากปลูกส้มกับพี่อัศณ์...
จัสมินอาบน้ำแต่งตัวเสร็จก็ลงมาทานข้าวที่ออฟฟิศ
ตรื๊ดดด.... เสียงข้อความเข้าโทรศัพท์ดังขึ้น หญิงสาวคว้าโทรศัพท์มาดู เมื่อเห็นว่าเป็นข้อความจากใครก็รีบเปิดอ่าน
ในเฟซบุ๊กส่วนตัว เห็นรูปของเจ้าด่างพร้อยนอนบนที่นอนของมันที่จัสมินซื้อให้ ขาของมันมีผ้าพันอยู่ มีข้อความบรรยายว่า...
ลูกชายมะลิโดนรถเฉี่ยว หมอเชย์ทำแผลให้แล้ว แค่กะเผลก ขาไม่หัก ไม่ต้องห่วง
จัสมินอ่านและดูภาพแล้วก็ตกใจ รีบกดวิดีโอคอลล์ไปหาทันที ขณะนี้ที่ลาสเวกัสเป็นเวลาหนึ่งทุ่ม ที่เมืองไทยก็ล่วงหน้าไปแล้วประมาณสิบสี่ชั่วโมง นั่นก็แสดงว่าที่บ้านปางผาหมอกเป็นเวลาเก้าโมงเช้า จัสมินกดไปสักครู่ก็มีคนรับสาย เสียงเครื่องยนต์ดังสนั่นเข้ามาพร้อมกับภาพใบหน้าคมสัน
"หวัดดีค่ะพี่อัศณ์ ขอโทษที่น้องลิโทรมากวน" จัสมินรีบเอ่ยเมื่อเห็นภาพในจอโทรศัพท์ว่าเขากำลังนั่งอยู่บนรถไถ
"ไม่เป็นไร เดี๋ยวพี่ดับเครื่องรถไถก่อน"
เขาเอ่ยพร้อมกับบิดกุญแจปิดเครื่องยนต์ ใบหน้าหล่อเหลาที่จัสมินจำได้ขึ้นใจนั้นมีเหงื่อซึมตรงหน้าผากและจมูก
"เป็นห่วงเจ้าพร้อยเหรอ พี่บอกแล้วไงว่ามันไม่เป็นไร ไม่ต้องห่วง"
เสียงทุ้มเอ่ย จับผ้าขาวม้าขึ้นมาเช็ดหน้า จัสมินเห็นภาพสั่นๆ เพราะเขาให้มือจับโน่นจับนี่บนรถ คนที่ไม่ชอบใช้โซเชียลเพิ่งสมัครใช้เฟซบุ๊กเป็นครั้งแรกเมื่อหกเดือนก่อน ตอนที่จัสมินกำลังจะกลับลาสเวกัส หญิงสาวบอกว่าเอาไว้ให้เขาส่งรูปเจ้าด่างพร้อยให้ดู เขาจึงยอมสมัครตามคำขอของจัสมิน
"ทำไมมันถึงโดนรถเฉี่ยวได้ละคะพี่อัศณ์ มันซนหรือยังไง น้องลิขอโทษที่ทำให้พี่อัศณ์มีภาระเพิ่มขึ้น"
เสียงหวานเอ่ยทำให้อัศณวินยิ้มเอ็นดูออกมา
"ไม่ได้เพิ่มภาระอะไรหรอก มันไม่ซนแต่แสนรู้มาก ตอนนี้มันตัวสูงกว่าเดิมเยอะเลย หกเดือนที่มะลิกลับไปมันกินจุจนพี่คิดว่ามันกินประชดเพราะคิดถึงมะลิหรือเปล่า มันอาจจะคิดว่ามะลิทิ้งมันมั้ง เลยกินประชดชีวิตเสียเลย"
เสียงทุ้มเอ่ยหยอกล้อทำให้จัสมินต้องหัวเราะคิกออกมา นานๆ จะเห็นพี่อัศณ์มีอารมณ์ขันเช่นนี้เสียทีหนึ่ง เวลาเขาทำก็ดูน่ารักน่าเอ็นดูไม่น้อยเลย
"ช่วงนี้น้องลิยุ่งทุกวันเลยค่ะ เพราะพี่โรมมีธุระประจำ น้องลิอยากเห็นพี่อัศณ์ปลูกส้มจัง อยากไปช่วยปลูกแล้วเขียนชื่อติดไว้ด้วยว่าต้นไหนที่น้องลิปลูก อยากคอยดูมันเติบโตจนออกลูกเลย"
"ก็มาสิ อีกสองอาทิตย์พี่คิดว่าพื้นที่มันพร้อมจะปลูกแล้วล่ะ มะลิมาสิ...นะ"
อัศณวินเอ่ยชวน เห็นใบหน้าเล็กดวงตาเปล่งประกายแจ่มใสของเจ้าหล่อนแล้วก็อยากจะให้เจ้าด่างพร้อยมันได้เห็นด้วยจริงๆ มันคงจะดีใจไม่น้อยเลย เขาเองก็ยังไม่ได้เห็นเจ้าด่างพร้อยหลังมันถูกเฉี่ยวเลย รูปนั่นกวินนาส่งมาให้ดูตั้งแต่เมื่อคืน เขาเลยส่งต่อไปให้จัสมินดู เมื่อคืนนอนที่กระท่อมน้อยเหมือนที่ได้ตั้งใจเอาไว้ กวินนาส่งข่าวมาบอกว่าวิรังรองยังคงไม่กลับ กวินนาจัดให้พักที่เรือนรับรองแขก เห็นว่าเมื่อเช้านี้วิรังรองขับรถออกไปตัวจังหวัด เพื่อนของหล่อนที่เป็นลูกสาวคหบดีในจังหวัดนี้เพิ่งกลับมาจากเมืองนอก
"น้องลิจะพยายามเคลียร์งาน อาจจะไปได้สักสิบวันประมาณนี้นะคะ อยากไปช่วยพี่อัศณ์ปลูกส้มเพื่อเป็นประสบการณ์ชีวิต"
จัสมินกล่าวเสียงสดใส หกเดือนที่จากมาทำให้คิดถึงบรรยากาศที่แสนสวยงามของไร่รังสิมันต์ไม่น้อย ไปอยู่เดือนหนึ่งก็เกิดความรักและผูกพันกับผู้คนที่แสนเป็นมิตรที่นั่น ความจริงก็คุ้นเคยกับทุกสิ่งทุกอย่างที่ไร่แห่งนี้ตั้งแต่เล็ก เพียงแต่ไม่ได้กลับไปเลยตอนที่โตขึ้นเท่านั้นเอง
หกเดือนที่แล้ว หลังจากลีย์กับดิรัสยาแต่งงานกัน จัสมินก็ถือโอกาสมาเที่ยวด้วย แต่สองคนนั้นแยกตัวไปฮันนีมูนที่ภาคใต้ ส่วนจัสมินขึ้นเหนือมาพักที่ไร่รังสิมันต์ นั่นทำให้รู้ว่าพี่อัศณ์มีบ้านชื่อ เรือนมะลิวัลย์ เหมือนที่พี่อัศณ์เคยคุยเล่นกับจัสมินเอาไว้ตอนที่จัสมินอายุหกขวบโน่น ลำธารที่พี่อัศณ์เคยพามาเล่น บัดนี้มีเรือนมะลิวัลย์ เรือนไม้สักใต้ถุนสูงที่มีระเบียงทั้งด้านหน้าบ้านเพื่อชมพระอาทิตย์ขึ้น และมีระเบียงหลังบ้านที่มองเห็นลำธารใสไหลรินเอาไว้ชมพระอาทิตย์ตก พี่อัศณ์ปลูกดอกมะลิหลายพันธุ์เอาไว้โดยรอบส่งกลิ่นหอมกรุ่นตลบไปทั่วบริเวณนั้น จัสมินได้พักบ้านหลังที่พี่ไอริสเคยพัก ซึ่งอยู่ใกล้กับบ้านของพี่อัศณ์
"มาวันไหนพี่จะไปรับ พี่จะรอมะลิ ให้มะลิมาเป็นคนลงต้นส้มต้นแรก ดีไหม"
เสียงทุ้มเอ่ยแล้วยิ้มผ่านหน้าจอมา จัสมินยิ้มกว้างดีใจ
"ดีสิคะ น้องลิฝันอยากจะปลูกส้มในไร่รังสิมันต์ตั้งนานแล้ว ฝันจะเป็นจริงเสียที เย่ๆ"
เสียงเล็กเอ่ยแล้วทำท่าดีใจ อัศณวินหัวเราะหึในลำคอด้วยความขบขันแกมเอ็นดู
"มีตั้งสิบไร่ มะลิจะลงเองทั้งหมดก็ได้นะ แค่ 400-500 ต้นเท่านั้นเอง"
อัศณวินเอ่ยล้อคนอยากปลูกส้ม ชายหนุ่มหัวเราะออกมาเบาๆ กับท่าทำตาโตของเจ้าหล่อน
"ว้าว...เยอะจังค่ะ แล้วพี่อัศณ์จะดูแลยังไงไหวคะนี่"
"ก็ใครปลูกคนนั้นก็ต้องมาดูแลไง" เขาเอ่ยตอบยิ้มๆ
"ว้า...พูดงี้น้องลิก็คิดหนักเลยสิคะ จะดูแลได้ยังไง อยู่คนละฟากฟ้าแบบนี้ น้องลิขอปลูกสักสิบต้นก็พอ จะจ้างให้หัสดินทร์ช่วยดูแลแทนให้" จัสมินกล่าว
"ไม่ได้...ผิดกติกา มะลิต้องมาดูแลเอง"
เขาแกล้งเอ่ย เจ้าหล่อนทำท่ายิ้มรู้ทัน
"น้องลิรู้น่าว่าพี่อัศณ์แกล้งอำน่ะ สรุปว่าน้องลิจะขออนุญาตคุณพ่อพักร้อนสักสิบวันก็แล้วกัน อีกสองอาทิตย์เจอกันนะคะพี่อัศณ์ น้องลิจะคอนเฟิร์มเรื่องเที่ยวบินอีกที พี่อัศณ์อย่าเพิ่งลงมือปลูกนะคะ น้องลิจะเป็นคนไปเจิมเอาฤกษ์เอาชัยให้"
คนตัวเล็กเอ่ยแล้วยิ้มตื่นเต้นกับการจะได้มาปลูกส้มให้เขา อัศณวินพยักหน้ายิ้มตอบ
"พี่จะรอนะ..." เสียงทุ้มเอื้อนเอ่ย
"แล้วเจอกันค่ะพี่อัศณ์ บ๊าย บาย"
จัสมินเอ่ยแล้วทำท่าโบกไม้โบกมือลา เขายกมือขึ้นโบกให้นิดหนึ่งแล้วกดปิดสาย จัสมินถอนหายใจแล้วยิ้มออกมาอย่างตื่นเต้นกับการที่จะได้กลับไปที่บ้านปางผาหมอก คุณพ่อต้องอนุญาตอยู่แล้วล่ะ จัสมินคิดอย่างเชื่อมั่น จากนั้นก็ไม่รีรอรีบยกหูโทรศัพท์โทรหาบิดาทันที
<strong>"แหม...ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่เชียวนะ"</strong>
สาหัสพึมพำกับตัวเอง เขายืนมองดูนายอัศณ์ดับเครื่องรถไถแล้วนั่งยิ้มกริ่มคุยโทรศัพท์ ไม่แน่ใจว่าคุยกับใคร ด้วยระยะที่ยืนอยู่ทำให้เผือกได้ไม่ค่อยถนัดนัก แต่ที่แน่ๆ ไม่ใช่คู่หมั้นอย่างแน่นอน นายอัศณ์ผู้ไม่ใส่ใจจะใช้โซเชียลในการติดต่อกับใคร แต่ตอนนี้นั่งพูดแล้วยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ ได้ยินเสียงทุ้มหัวเราะเบาๆ อย่างอารมณ์ดี นานๆ จะเห็นนายอัศณ์หัวเราะแบบเอ็นดูคน เอ๊ะ...ใครกันนะที่ทำให้นายอัศณ์หัวเราะเสียงแบบนี้ได้... เท่าที่จำได้เคยเห็นนายอัศณ์ทำท่าแบบนี้ตอนที่นายอัศณ์นั่งมองคุณจัสมินวิ่งเล่นกับเจ้าด่างพร้อย มองแล้วยิ้มด้วยสายตาหวานละมุนแบบนี้... สาหัสดีดนิ้วดังเปาะเมื่อนึกออก ยิ้มภูมิใจกับความฉลาดและปัญญาไวของตัวเองก่อนจะป้องปากตะโกนบอกข่าวแก่นาย
"นาย...แย่แล้วครับ!"
เสียงตะโกนดังทำให้อัศณวินหุบยิ้มแล้วหันไปมองส่งสายตารำคาญไปให้ลูกน้อง
"ไอ้เวรหัส อะไรของมึงอีก"
เขาด่าอย่างเหลืออด อารมณ์กำลังดีๆ อยู่มันขยันตะโกนบอกข่าวร้ายเสียจริง
"ไอ้ทุมมันขับรถติดหล่มที่ไร่ในโน้นครับ"
สาหัสตะโกนรายงาน เพราะเพิ่งได้รับโทรศัพท์จากเพื่อนที่ขับรถไถเพื่อไถพื้นที่ด้านใน เมื่อคืนฝนตกหนักตอนใกล้รุ่งสางทำให้ดินเละและเป็นโคลนไปทั่ว อัศณวินขมวดคิ้ว
"อ้าว แล้วไอ้ทศล่ะ มันไปสองคัน"
"ก็นั่นแหละครับติดทั้งสองคันเลย"
สาหัสขยายความ อัศณวินพยักหน้า
"งั้นมึงโทรไปบอกพวกมันว่าเรากำลังจะเข้าไปช่วยดึง โทรไปบอกไอ้ยมให้เอาโซ่ไปด้วย"
อัศณวินตะโกนบอกลูกน้องคนสนิทจากนั้นก็สตาร์ทรถไถเพื่อขับไปยังไร่ที่อยู่ด้านลึกเข้าไป ในใจไม่ได้รู้สึกทุกข์ร้อนอะไร เพราะเป็นเรื่องปกติอยู่แล้วสำหรับฤดูฝนเช่นนี้ แม้จะเป็นช่วงปลายฝนแล้วก็ตาม แต่ฝนก็ยังเยอะอยู่ ตกแทบทุกวัน ส่วนใหญ่จะมาตอนกลางคืน ซึ่งคนทำการเกษตรชอบนัก อีกสองอาทิตย์เขาจะลงมือปลูกต้นส้มตามที่ได้บอกจัสมินไป อัศณวินยิ้มน้อยๆ ออกมาเมื่อนึกถึงภาพเด็กหญิงตัวเล็กที่ชอบดึงเสื้อของเขาเพื่อเรียกร้องให้เขาอุ้มเจ้าหล่อนเมื่อตอนเด็ก
"เฮ้ย น้าย...เบรก! เฮ้ย...หยุ๊ด หยุดๆ"
เสียงสาหัสร้องตะโกนลั่นทำให้อัศณวินสะดุ้งตกใจ รีบหมุนพวงมาลัยหักหลบตอไม้ที่อยู่ตรงหน้าได้อย่างหวุดหวิด
"ใจลอยอะไรน้อนาย ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่จนจะชนตอไม้เข้าให้แบบนั้นน่ะนายอัศณ์"
สาหัสตะโกนแซว กระโดดขึ้นรถไถของนายอย่างคล่องแคล่วพร้อมกับยักคิ้วทำหน้าทะเล้น อัศณวินส่งสายตาเข้มให้ลูกน้องจอมทะเล้น แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา ขี้เกียจต่อปากต่อคำกับมันไม่รู้จบ...
หวังว่าจัสมินจะบอกเขาเร็วๆ นี้นะว่าเจ้าหล่อนจะบินมาวันไหน อัศณวินคิดแล้วก็ยิ้มบางออกมา
"เฮ้ยๆๆ...ตอๆๆ น้าย...เฮ้ย"
สาหัสตะโกนอีกครั้ง เมื่อนายอัศณ์ทำท่าขับรถใจลอยมองไม่เห็นตอไม้สักตอเบ้อเริ่มตรงหน้า...
