บทที่ 9 บ้านของมะลิ...

<strong>​จัสมิน</strong>ได้รับอนุญาตจากบิดาให้ไปพักร้อนได้ เพราะถือว่าทำงานมาครึ่งปีแล้วก็สามารถหยุดไปฮอลิเดย์ได้สองสัปดาห์ตามกฎที่ท่านตั้งขึ้น ความจริงคุณพ่อนั้นตามใจจัสมินอยู่แล้ว ด้วยจัสมินเป็นเด็กดีและสามารถดูแลตัวเองได้ดีมาโดยตลอด เรียนจบปุ๊บก็ช่วยงานคุณพ่อทันทีอย่างขยันขันแข็งและมีความตั้งใจเรียนรู้ทุกอย่างที่เข้ามาให้แก้ปัญหาในชีวิตประจำวัน คอยเก็บเกี่ยวสั่งสมประสบการณ์ชีวิตไปเรื่อยๆ

ผู้คนอาจจะมองว่าความเป็นลูกสาวคนเล็กของเบอร์นาโด คอสต้า เจ้าพ่อแกรนด์คอนต้า ธุรกิจกาสิโนโรงแรมและอสังหาริมทรัพย์ที่ร่ำรวยมหาศาลนั้น ไม่จำเป็นต้องทำงานอะไรก็ได้ มีกินมีใช้สบายไปทั้งชาติ หากจัสมินรักสบาย ทำตัวงอมืองอเท้า ปาร์ตี้สังสรรค์ไปวันๆ เหมือนลูกสาวของพวกไฮโซมีอันจะกินทั้งหลายก็ไม่เห็นผิดอะไร

แต่จัสมินโชคดีที่ได้รับการปลูกฝังเลี้ยงดูให้รู้ว่าชีวิตคนคนหนึ่งนั้นเกิดมาทำไม เพื่ออะไร มารดาสอนเสมอว่าคนเราเกิดมาทั้งที ควรสร้างคุณค่าบางสิ่งบางอย่างให้เกิดขึ้น ไม่ว่าจะประโยชน์แก่ตนเองหรือผู้อื่นก็ตาม คนที่เกิดมาแล้วไม่ทำอะไรให้เป็นประโยชน์เลยนั้นถือเป็นคนรกโลก เกิดมาเสียเวลาชีวิตเป็นสิ่งที่น่าเสียดายยิ่ง

จัสมินเองนั้นไม่ได้คิดว่าตัวเองเป็นคนร่ำรวยอะไร สมบัติทุกอย่างเป็นของบรรพบุรุษทั้งนั้น สมบัติของใครก็เป็นเครื่องพิสูจน์คนคนนั้นว่าเก่งมีความสามารถในการหาเลี้ยงตน ซึ่งทรัพย์สินสมบัตินั้นเป็นผลงานรูปธรรมที่เห็นได้ง่ายว่าใครมีความสามารถในการทำงานหาเลี้ยงชีพมากแค่ไหนและมีมันสมองในการสร้างสมฐานะเพียงใด

แต่ที่เจ๋งและยอดเยี่ยมไปกว่านั้นก็คือ เมื่อมีทรัพย์เงินทองและฐานะเป็นปึกแผ่นมั่นคงแล้ว เขาเหล่านั้นมีความสามารถใน การให้ หรือไม่ หัวใจของคนร่ำรวยหรือหัวใจเศรษฐีที่แท้จริงนั้นคือ การยิ่งรวยก็ควรยิ่งให้ ยิ่งได้ก็ควรยิ่งแบ่งปัน

คนรวยแล้วตระหนี่ถี่เหนียวยิ่งมียิ่งอยากได้มากขึ้น ยิ่งมียิ่งงกและโลภมาก กอดสมบัติเอาไว้แน่น ไม่ยอมให้กระดิกไปไหนนั้น เรียกว่าเป็นคนโลภโมโทสันเต็มไปด้วยกิเลส ทรัพย์สินที่เขามีจะไม่ได้นำความสุขที่แท้จริงมาให้ แต่ยิ่งทำให้ร้อนรนและร้อนใจดุจกอดกองไฟเอาไว้

อย่างไรก็ตามจัสมินถือว่าตัวเองยังไม่มีอะไรเลย เพิ่งเรียนจบและหากจะมีก็เพียงเงินเดือนที่คุณพ่อตั้งให้ในฐานะผู้จัดการของแกรนด์คอสต้าเท่านั้น ต่อไปนี้จัสมินจะต้องพิสูจน์ตัวเองว่าหล่อนจะสามารถช่วยเหลือพึ่งพาตัวเองได้ในทุกด้าน สามารถหาทรัพย์เลี้ยงตนได้โดยไม่พึ่งสมบัติของพ่อแม่ สามารถดูแลตัวเองได้ทั้งด้านสุขภาพร่างกายและจิตใจ มีความเข้มแข็ง ให้คุณพ่อคุณแม่เห็นว่าต่อไปภายภาคหน้าจัสมินจะสามารถมีชีวิตอยู่ได้อย่างมีความสุข ดูแลสมบัติที่ท่านหามาได้ด้วยความยากลำบากสืบต่อไปให้ลูกหลานได้

หลังจากที่โทรหาบิดาเรียบร้อยแล้ว จัสมินก็โทรหากวินนา จัสมินสนิทกับพี่อิงมาก รักเธอเหมือนพี่สาวแท้ๆ อีกคนหนึ่งนอกจากพี่ไอริส

"หวัดดีค่ะพี่อิง จัสเองนะคะ"

หญิงสาวเอ่ยทักทายเมื่อกวินนารับสาย จัสมินแทนตัวเองด้วยชื่อสั้นกับทุกคน แต่กับอัศณวินนั้น หล่อนแทนตัวเองว่า น้องลิ เพราะเขาเคยเรียกจัสมินเช่นนั้นตอนเล็ก น้องลิของพี่อัศณ์...

"หวัดดีจ้ามะลิ ดีใจจัง พี่กำลังคิดถึงอยู่พอดี เจ้าพร้อยมันโดนรถเฉี่ยว เดี๋ยวเปิดเป็นวิดีโอคอลล์ดีกว่ามะลิจะได้เห็นลูกชายด้วย"

เสียงกวินนาดังมาตามสาย จัสมินได้ยินเสียงอิ๋งๆ ของเจ้าด่างพร้อยด้วย จัสมินกดรับเมื่อกวินนาเปลี่ยนเป็นวิดีโอคอลล์ เห็นพี่สาวนั่งอยู่ที่ออฟฟิศในไร่รังสิมันต์ กวินนาเบนกล้องไปยังเจ้าด่างพร้อย มันนอนอยู่กับพื้นไม้สักขัดมันของออฟฟิศ

"เฮ้! เจ้าพร้อยดูซิ นั่นใคร"

กวินนาพูดกับเจ้าหมาน้อยวัยหนึ่งขวบ มันทำท่าเงยหน้ามามองหน้ากวินนา

"มองหน้าจอนี่เร้ว เห็นเปล่า แม่นายอยู่ในนั้นน่ะ"

กวินนาเอ่ยกับมันราวกับมันเป็นคน เจ้าด่างพร้อยมองตามนิ้วมือของกวินนาแล้วก็เห็นจัสมินอยู่ในจอโทรศัพท์ มันครางหงิงๆ เสียงดังพร้อมกับเห่าเสียงดังขึ้นมาทันที

"โฮ่งๆ" มันเห่าแล้วทำยืดคอขึ้นแลบลิ้นจะเลียหน้าจอโทรศัพท์ จัสมินหัวเราะ

"หวัดดีครับคุณพร้อย เป็นไง คิดถึงแม่ลิเหรอ"

จัสมินส่งเสียงดังไปในโทรศัพท์ เจ้าด่างพร้อยก็ยิ่งเห่าเสียงดังมากขึ้น

"เฮ้ย พอๆ อย่าทำเสียงดังไป รู้แล้วน่าว่าแกดีใจน่ะ มะลิดูสิมันดีใจจริงๆ นะที่เห็นหน้ามะลิ"

กวินนาเอ่ยด้วยน้ำเสียงอารมณ์ดี จัสมินยิ้มแก้มปริ ดีใจที่เจ้าด่างพร้อยไม่เป็นอะไรมากและมันยังจำจัสมินได้

"ทำไมมันถึงโดนชนละคะพี่อิง"

จัสมินเอ่ยถาม ได้ถามอัศณวินไปแล้วครั้งหนึ่งแต่ดูเหมือนเขาจะลืมตอบคำถามนั้น

"โอย...จะมีอะไรเสียอีกละ หม่อมวิรังรองขับรถพุ่งเข้ามาที่เรือนใหญ่ไม่ดูตาม้าตาเรือตามเคย เจ้าพร้อยมันวิ่งเล่นอยู่ก็เลยโดนเฉี่ยวเข้าให้"

กวินนาเอ่ยน้ำเสียงติดระอานิดหนึ่ง จัสมินนิ่งอึ้งไป คู่หมั้นของพี่อัศณ์ไปที่ไร่อย่างนั้นเหรอ

"เหรอคะ แล้วคู่หมั้นพี่อัศณ์เขาเป็นอะไรหรือเปล่า"

หญิงสาวเอ่ยถามทำให้กวินนาค้อนให้น้องสาวเล็กน้อย จัสมินเป็นคนจิตใจดีงามและเต็มเปี่ยมไปด้วยความน่ารัก อายุเพียงยี่สิบสองปีแต่มีความคิดความอ่านเกินกว่าอายุมาก กวินนาหัวเราะสะใจ

บทก่อนหน้า
บทถัดไป