บทที่ 11 กำเนิดของโลก

การเกิดในโลกมนุษย์ที่เต็มไปด้วย รัก โลภ โกรธ หลง นี้ ทำให้จิตที่เคยบริสุทธิ์ผ่องใส ที่เรียกว่า จิตประภัสสร ของมนุษย์ถูกคลุมด้วยกลุ่มควันสีมืดดำ ทำให้คิดอะไรไม่ออก ถูกกระแสพลังด้านมืดของโลกดึงดูดฉุดให้จิตตกต่ำและอำนาจแห่งพลังมืดครอบงำจนต้องเวียนว่ายตายเกิดภพแล้วภพเล่าอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

การเกิดแต่ละภพแต่ละชาติของจิตวิญญาณนั้นก็เป็นการขาดทุนมากกว่าได้กำไร นั่นถือเป็นการผิดวัตถุประสงค์ของพระเจ้า เพราะเทวะผู้สร้างนั้นทรงมีเจตจำนงค์ให้โลกเป็นดุจมหาวิทยาลัยที่จะทำให้จิตวิญญาณของมนุษย์ได้เรียนรู้และเกิดวิวัฒนาการในทางที่ดีขึ้น ถึงขั้นสูงสุดคือการกลับคืนสู่จิตประภัสสรดั้งเดิมที่ไม่ต้องจุติอีกต่อไป

"คุณรู้ไหมคะว่าจักรวาลและโลกเกิดขึ้นได้ยังไง"

ซารีน่าเอ่ยถาม เพราะอยากจะรู้จริงๆ ว่าคนที่มีความสามารถพิเศษอย่างเขาจะรู้มากแค่ไหน ความสงสัยมีมากมายจนเลือกคำถามไม่ถูก เวลานี้รู้สึกคุ้นเคยกับเขาขึ้นมานิดหนึ่ง แม้ว่าอาการหัวใจเต้นแรงและความรู้สึกปั่นป่วนจะยังคงมีอยู่ แต่พอไม่คิดถึงมันก็ทำให้ลืมๆ ไปได้พอสมควร

เชนทร์เลิกคิ้วกับคำถาม เจ้าหล่อนมาแปลกกว่าคนอื่น ผู้คนส่วนใหญ่นั้นมักจะสนใจถามแต่เฉพาะเรื่องของตนเองและเรื่องใกล้ตัวที่สุด แต่เจ้าหล่อนกลับถามถึงเรื่องที่อยู่ไกลตัวอย่างที่สุดไปถึงขอบจักรวาล เชนทร์พยายามมอง อดีต ของหล่อน อย่างน้อยถ้าได้เห็นสักชาติภพก็คงจะดี... ใครกันที่มาขวางกั้นพลังอำนาจแห่งเชนทิราชเจ้า... อดีตชาติของเขาเป็นถึงเทพชั้นสูง เขามองเห็นอดีตได้ รู้ที่มาและยศศักดิ์แห่งตน แต่ได้มีส่วนหนึ่งที่ถูกปิดกั้น ตามที่วสันต์อธิบายว่า... คำอธิษฐานของเขาเองที่ทำให้เป็นเช่นนั้น

"อยากเห็นหรือไม่ล่ะ"

เสียงกังวานเอ่ยถามแทนที่จะตอบ ริมฝีปากแย้มออกเป็นรอยยิ้มคล้าย กรุ้มกริ่ม ที่ซารีน่าต้องกะพริบตา... หญิงสาวพยักหน้ารัวๆ

"อยากเห็นสิคะ" น้ำเสียงใสตอบอย่างตื่นเต้น

"ปกติมนุษย์ธรรมดาย่อมไม่อาจเห็นได้ แต่ด้วยอำนาจแห่งเรา เจ้าจักได้เห็น"

น้ำเสียงก้องกังวานและการพูดจาเปลี่ยนไปโดยที่ซารีน่าไม่ได้รู้สึกแปลกหูเลย กลับรู้สึกคุ้นเคยไปเสียอีก ส่วนเชนทร์เองนั้นรู้ว่ายามเขาเรียกใช้พลังแห่งเทพอย่างเต็มกำลัง ตัวตนหรือจิตดั้งเดิมจะปรากฏตัวเต็มอานุภาพเช่นนี้เอง

"ส่งมือมา"

เขาเอ่ย มือใหญ่แบไปบนโต๊ะตรงหน้า ซารีน่าก็รีบวางมือลงไปบนอุ้งมือใหญ่ รู้สึกอบอุ่นและปลอดภัยอย่างอธิบายไม่ได้

"แต่จะชั่วอึดใจเท่านั้นนะ หลับตาเสีย"

เสียงทรงอำนาจสั่ง ซารีน่าทำตามทันที จากนั้นก็รู้สึกเหมือนตัวเองหมุน หลับตาเนื้อแต่ ตาภายใน เปิดเห็นชัดทุกอย่าง เห็นแสงสีมากมาย รู้สึกเหมือนตัวเองลอยขึ้นสูงไปในอากาศ ผ่านวิมานสวยงามคล้ายที่เคยฟังนิทานเรื่องสวรรค์อะไรพวกนั้น สวรรค์ที่ว่ามีกันหลายชั้นนั้นเป็นความจริง ซารีน่าลอยสูงขึ้นไปเรื่อยๆ เห็นเหล่านางฟ้าและเทวดาแต่งกายสวยงาม ยิ่งสูงวิมานต่างๆ ก็ยิ่งสวยงามละเอียดกว่าชั้นที่ผ่านมา จนกระทั่งเมื่อลอยสูงขึ้นจนเหมือนหลุดมาอยู่ในห้วงอวกาศ เห็นหมู่ดาวมากมาย จิตบอกว่าที่นี่คือจักรวาลน้อยใหญ่ จนมองเห็นว่าโลกสีน้ำเงินนั้นมีขนาดเล็กนิดเดียวเมื่ออยู่ท่ามกลางจักรวาลอันกว้างใหญ่นี้

ชั่ววินาทีก็ปรากฏอยู่ ณ สถานที่หนึ่ง คล้ายห้องประชุม ลักษณะของห้องสว่างด้วยรัศมีของบุคคลที่ยืนอยู่ในนั้น

"ที่นี่คือสภาแห่งเทวะ" เสียงอธิบายดังอยู่ข้างๆ

เหล่าเทพยืนเรียงกันเป็นแถวเรียงหน้ากระดานหันหน้าเข้าหากัน พื้นที่ตรงกลางโล่ง ตรงด้านในเป็นแท่นสูงขึ้นไป เป็นตำแหน่งประทับสามที่ มีองค์มหาเทพทรงประทับอยู่แล้วสองพระองค์ แต่ตรงกลางยังว่างเปล่า แต่เพียงชั่วอึดใจเดียวก็มีแสงคล้ายลูกไฟสว่างจ้าลอยเข้ามา และลอยไปยังแท่นประทับตรงกลาง ค่อยลดความสว่างลงจนกลายร่างเป็นอัครเทพทรงรัศมีเปล่งประกายงดงาม มหาเทพผู้สร้าง ทรงมีสี่พักตร์ ผู้ทรงเป็นประธานในสภาเทพ เสียงพูดคุยที่เป็นภาษาแปลกประหลาดที่ซารีน่าไม่รู้ว่าเป็นภาษาอะไร แต่จิตสามารถเข้าใจได้ว่ากำลังกล่าวอะไรกันอยู่

"เอาล่ะ วันนี้เราจักมาประชุมกันเรื่องการสร้างดวงดาวหนึ่ง เพื่อให้สิ่งมีชีวิตอาศัย สิ่งมีชีวิตนี้จะเรียกว่ามนุษย์ ดวงดาวจะเรียกว่าเอิร์ธ"

สุรเสียงประกาศก้องทันที เหล่าเทพทั้งหลายนิ่งฟัง

"จักรวาลนี้ไม่ใช่เพียงจักรวาลเดียว แต่มีมากมายเป็นแสนล้านจักรวาล"

เสียงของคนข้างๆ ช่วยอธิบาย ซารีน่ารู้สึกเหมือนว่าตัวเองกำลังมองดูหนังจากจอโทรทัศน์อยู่

"เราจักขอเชิญท่านผู้รู้และเชี่ยวชาญในการสร้างมาจากจักรวาลหนึ่ง ขอเชิญท่านเลย"

สุรเสียงเชิญจบลง เสียงสายฟ้าก็แลบแปร๊บขึ้นจนซารีน่าสะดุ้งโผเข้าไปกอดร่างสูงใหญ่เอาไว้แน่น ได้ยินเสียงหัวเราะหึในลำคอคล้ายขบขัน

ปรากฏร่างเทพองค์หนึ่งเต็มไปด้วยรัศมีสีทองอร่ามงดงามยิ่งก้าวเข้ามายืนอยู่เบื้องหน้าคณะเทพทั้งหลาย

"หากท่านต้องการสร้างเอิร์ธเช่นที่มีอยู่ในอีกหลายจักรวาลที่ประสบความสำเร็จด้วยดีนั้น"

องค์เทพผู้มาจากอีกจักรวาล รัศมีสีทองบ่งบอกว่าเป็นมหาเทพจาก "มหาจิตแห่งจักรวาล"

"การสร้างโลกขึ้นเพื่อเป็นแหล่งแสวงบุญและกุศลของเหล่าเทพ ถือเป็นความคิดที่ดียิ่ง ด้วยว่าสิ่งมีชีวิตที่ชื่อว่ามนุษย์นี้มีวิวัฒนาการที่แตกต่างจากสัตว์ประเภทอื่น เขาจะเป็นสัตว์โลกในมิติที่สาม และสามารถวิวัฒนาการไปยังมิติอื่นๆ ได้ แม้แต่มิติแห่งมหาจิตจักรวาล ซึ่งพวกเราจักมีความยินดียิ่ง ถ้าหากจักมีการยกระดับจิตขึ้นถึงแดนสูงสุดได้มาก จักรวาลนี้ต้องการแสงสว่างแห่งจิตมหาปัญญาเพื่อให้ทุกอย่างดำเนินไปโดยสงบสันติดังที่เราทราบกันดี"

เทพรัศมีสีทองทรงกล่าว ด้วยมนุษย์สามารถพัฒนาจิตให้บรรลุธรรมขั้นสูงสุดได้ ถ้าหากมนุษย์สามารถฝ่าฟันอุปสรรคอันได้ชื่อว่า กิเลสให้หมดไปจากจิตได้

"ใช่แล้ว วันนี้เราจงมาปรึกษากันว่าจักต้องสร้างสิ่งใดบ้าง"

"เราจักสร้างรูปธาตุขึ้นเสียก่อน จากนั้นจักต้องให้เวลาจนรูปธาตุคงตัว มีสภาวะที่สิ่งมีชีวิตนี้จักดำรงอยู่ได้ ซึ่งจะใช้เวลานานพอสมควร พวกสัตว์โลกในสามมิติจักต้องหายใจด้วยออกซิเจน จักต้องสร้างแหล่งกำเนิดอากาศคือใช้ต้นไม้ ต้องอาศัยธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ ทุกสิ่งทุกอย่างในมิตินี้จักดำเนินอยู่ได้ด้วยธาตุทั้งสี่"

"เราเห็นงานของท่านจากจักรวาลคู่ขนานต่างๆ มาแล้ว จึงวางใจว่าท่านทรงเป็นผู้รู้จริง" มหาเทพผู้สร้างทรงกล่าวแก่องค์เทพรัศมีสีทองปลั่ง

"สัตว์โลกที่ได้ชื่อว่ามนุษย์ที่จักก่อเกิดนั้น จักมีสมองที่พัฒนาการได้ แต่เราจักต้องบรรจุคุณสมบัติต่างๆ เข้าไป เป็นต้นว่า ความรัก ความโลภ ความโกรธ ความหลง จักต้องใส่ความกลัวคู่กับความกล้าให้มนุษย์ใช้เป็นแบบฝึกฝน อัตราส่วนของความดีและความชั่วจักต้องท้าทาย เพื่อให้ดวงจิตเกิดการพัฒนายกระดับ สถานที่นี้จักเป็นประดุจสนามฝึกเพื่อพัฒนาและยกระดับจิตวิญญาณเพื่อเข้าสู่เอกภพอันเป็นแหล่งรวมพลังงานบริสุทธิ์ดั้งเดิมของมหาจิตซึ่งเป็นต้นกำเนิดแห่งเราท่านทั้งหลาย"

บทก่อนหน้า
บทถัดไป