บทที่ 12 กำเนิดของโลก
องค์เทพผู้รู้ซึ่งมีรัศมีสีทองอร่ามกล่าว
"เราเห็นด้วย... ท่านทั้งหลายล่ะ มีผู้ใดเห็นอย่างไรกับที่กล่าวมา"
องค์มหาเทพตรัสถามสภาแห่งเทพ ต่างก็เห็นพ้องต้องกัน
"ถ้ามติเป็นเอกฉันท์เช่นนี้ เราก็จักเริ่มโปรเจ็กต์กันเลย"
เมื่อสิ้นสุรเสียงแห่งมหาเทพผู้สร้าง ก็ปรากฏภาพแห่งโลกถูกปล่อยสู่วงโคจรทันที ซารีน่ามองด้วยความรู้สึกตื่นเต้น แต่ไม่กลัวเพราะกอดร่างสูงไว้อยู่ รู้สึกถึงมืออุ่นที่ประคองช่วยหล่อนไว้
"แล้วท่านใดจักเป็นผู้ลงไปดูแลปกป้องรักษาในช่วงแรกที่ยังโลกยังไม่คงที่นี้"
มหาเทพอีกองค์ตรัสถาม ทรงมีสี่กร ต่อมาท่านก็ทรงชี้ไปที่เทพผู้ยืนอยู่ในแถวเบื้องซ้ายและขวา
"ช่วงแรกนี้จักต้องเป็นท่านพญาครุฑกับท่านพญานาค ด้วยฤทธาของท่านจักสามารถอาศัยล่องลอยอยู่ได้ในอากาศและท่านพญานาค เทพแห่งน้ำจักต้องช่วยในเรื่องของการสร้างธาตุต่างๆ ช่วงต้นที่ยังไม่มีแผ่นดินนี้ ท่านทั้งสองจักต้องอยู่ช่วยทำหน้าที่ปกปักรักษาโลกไว้ก่อน"
ท่านมหาเทพทรงกล่าว ซึ่งท่านพญาครุฑกับท่าานพญานาคก็ลงไปทันที ช่วงแรกของการกำเนิดโลกนั้น ซารีน่าเห็นและเข้าใจตามภาพที่เห็น โลกยังไม่มีแผ่นดิน มีเพียงน้ำกับฟ้า ท่านพญาครุฑก็บินอยู่ในอากาศ คอยปกป้องโลกตามคำสั่งของสภาแห่งเทพ
ส่วนท่านพญานาคนั้นก็ลงไปในน้ำ ใช้อำนาจกวนน้ำจนเกิดปฏิกิริยาเคมี เกิดเป็นแผ่นดิน ต่อมาก็มีองค์เทพผู้สร้างทั้งหลายช่วยกันคนละไม้ละมืออย่างสามัคคีจนกลายเป็นโลก จากนั้นภาพก็วิ่งเร็วว่าโลกนี้ต้องใช้เวลานานหลายหมื่นหลายแสนปีกว่าจะคงตัวและเย็นตัวเพื่อให้สิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ได้
เหล่าเทพที่ต้องการสร้างบารมีก็ผุดขึ้น ครั้งแรกนั้นมนุษย์ยังไม่ได้เกิดจากครรภ์ แต่เรียกว่าเกิดแบบ โอปปาติกะหรือการผุดขึ้นมา ช่วงแรกจะมีลักษณะรัศมีสว่างใสเหมือนเหล่าเทพ แต่พอนานๆ ไปด้วยจิตที่ถูกมายาแห่งโลก คือ รัก โลภ โกรธ หลงและกิเลสอีกมากมายเข้าสิงสู่ในจิต รัศมีของมนุษย์จึงค่อยลดลง จนกลายเป็นมนุษย์ธรรมดา
จากนั้นโลกธาตุก็เกิดวิวัฒนาการและเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างแปรปรวนด้วยจิตของมนุษย์ที่ตกต่ำกว่าที่คาดคิด เวลานับหลายล้านปีของมนุษย์ เหล่าเทพผู้สร้างและคอยปกป้องโลกนี้ จึงผลัดเปลี่ยนส่งจิตวิญญาณอันสูงส่งมาช่วยมิได้ขาด... เกิดศาสนา ศาสดา สาวกผู้ชี้แนะทางแห่งกุศลธรรมให้มากมาย
ความลับของเหล่าทวยเทพที่ว่าเหตุใดจึงต้องช่วยมนุษย์และโลกนั้น นั่นก็เป็นเพราะว่า...พลังอันยิ่งใหญ่และวิเศษสุดที่เหล่าทวยเทพต้องใช้เพื่อเพิ่มรัศมีกายและให้เกิดสันติสุขนั้น คือพลังงานแห่งความรักที่ไม่มีเงื่อนไข... พลังงานนี้ที่จะต้องพยายามสร้างให้ก่อเกิดให้มากที่สุด เพื่อสันติสุขแห่งจิตจักรวาล
ซารีน่าดูจบ ราวกับดูสารคดีที่มีบทสรุปอย่างน่าให้ถ้วยรางวัลมากๆ สวยงามและจบได้เคลียร์ใจสุดๆ นาทีต่อมาก็รู้สึกเหนื่อย จิตหมุนติ้วๆ เหมือนลูกข่าง รู้สึกกลัวขึ้นมาทันใดว่าตัวเองกำลังจะตกจากชั้นบรรยากาศ แล้วสติก็ดับวูบไปทันที
"ตื่นได้แล้ว"
เสียงห้าวทุ้มกังวานเรียกเบาๆ ซารีน่าสะดุ้งลืมตาตื่นขึ้นทันที ความรู้สึกกลัวมากจนตัวสั่น แล้วก็ยิ่งตกใจมากกว่าเดิมเมื่อเงยหน้าขึ้นแล้วก็พบว่า ใบหน้าของเขาก้มลงมามองอยู่แทบปลายจมูกจะชนกัน ซารีน่ารีบกะพริบตารัวๆ เพื่อเรียกสติสัมปชัญญะ หญิงสาวสะดุ้งอีกหนเมื่อพบว่าตัวเองกำลังนั่งอยู่บนตักของเขา ใช้แขนโหนรอบคอของเขาเอาไว้มั่น
ดวงตาสีเขียวเข้มเกือบดำของเขาเปล่งประกายสีทองล้อมรอบ จากนั้นค่อยแปรเปลี่ยนเป็นสีเขียวมรกตในนาทีต่อมา ใบหน้าหล่อสุดโต่งก้มมองด้วยสีหน้าคล้ายขบขัน ซารีน่ารีบปล่อยแขนจากต้นคอของเขา ไม่รู้ว่าหล่อนไปนั่งบนตักของเขาได้อย่างไรกัน หญิงสาวรีบขยับตัวลุกขึ้นยืน แต่อารามรีบร้อนก็โงนเงนจนเขารีบลุกขึ้นแล้วช่วยประคองไว้ในอ้อมแขนอีกครั้ง
"ไปสวรรค์มาเลยลงมาพื้นโลกไม่ค่อยถูกเลยหรือ"
เสียงห้าวเอ่ยแล้วหัวเราะในลำคอ ซารีน่าหน้าแดงก่ำ เมื่อตั้งลำได้ก็รีบขยับตัวออกจากอ้อมแขนของเขา ยกมือขึ้นปัดผมและลูบท้ายทอยด้วยความเขินกับความซุ่มซ่ามของตัวเอง
"ได้เวลาเริ่มภาคบ่ายแล้วล่ะ...คุณพักอยู่ในห้องนี้ดีกว่า เพราะใช้พลังมาก อาจจะวิงเวียน จะให้ภมันตีคอยดูแล"
เขาเอ่ยจากนั้นประตูห้องก็ถูกเคาะและเปิดออกราวกับคนข้างนอกจะรู้ว่าถูกเรียกใช้
"ช่วยดูแลหน่อย"
เขาเอ่ยบอกภมันตี โดยไม่จำเป็นต้องบอกว่าให้ช่วยดูแลใคร ซารีน่าเองก็เริ่มรู้สึกตัวว่าเกิดอาการโหวงเหวงวิงเวียนจริงๆ ด้วย ร่างสูงช่วยประคองให้นั่งลงที่โซฟาตัวยาวที่เขานั่งเมื่อครู่
"ไม่ต้องห่วงค่ะ จะดูแลให้อย่างดีค่ะ"
ภมันตีกล่าวทำหน้าซื่อ แต่น้ำเสียงมีเลศนัย หันไปส่งสายตากับวสันต์ เชนทร์จ้องมอง ภมันตีกับวสันต์ต้องรู้มากกว่าที่เขารู้แน่...
"เจ้ากับวสันต์เตรียมตัวตอบคำถามเราเอาไว้ หาไม่เราจะขึ้นไปหาคำตอบเองจากบนนั้น"
เสียงแห่งอำนาจกล่าวจากนั้นก็ปรายตาไปมองร่างเพรียวระหงที่ล้มนอนเหยียดยาวหน้าซีด แสดงถึงสภาวะจิตที่อ่อนกำลัง
"อย่าหาเรื่องให้หม่อมฉันเดือดร้อนเลยเจ้าค่ะท่าน"
ภมันตีทำเสียงอ้อนวอนทันที พูดภาษากึ่งมนุษย์กึ่งเทพแล้วแต่ว่าภาษาไหนจะพลิกลิ้นออกมาได้ก่อน
"ดูแลให้ดี คืนนี้เราจะพักที่นี่" เชนทร์เอ่ย ก้าวเท้าออกไปแล้วประตูก็ปิดตามหลังโดยไม่มีใครผลัก พลันเท้าก็ชะงัก พยัพแสงเรืองๆ เห็นเงาร่างโปร่งของชายชรานุ่งขาวห่มขาว
"ท่านพระภูมิ..."
เสียงห้าวพึมพำ ค้อมศีรษะให้ ผู้คนเมื่อมองมาก็ไม่ได้แปลกใจที่เห็นเชนทร์ สตีเวนสันยืนนิ่งมองอากาศเหมือนกำลังมองบรรยากาศในห้องประชุมอยู่
"หมู่บ้านในซอยหลังโรงแรม ท่านช่วยตรวจสอบดูที" ท่านพระภูมิเอ่ยเพียงเท่านี้
"ครับ...ผมจะจัดการให้" เขาเอ่ยรับปากแล้วคำนับเล็กน้อย ก่อนจะก้าวเดินตรงขึ้นไปยังเวที
"เอาละครับทุกท่าน...ยินดีต้อนรับสู่ภาคปฏิบัติ...ใครกลัวผี ยกมือขึ้นครับ"
เสียงห้าวทุ้มกังวานเอ่ยขึ้นทันที ก่อให้เสียงคุยอื้ออึงในห้องประชุมเงียบกริบลงทันใด และคำถามต้อนรับเข้าสู่การบรรยายภาคบ่ายก็ชวนให้ขนลุกซู่กันถ้วนหน้า...
