บทที่ 13 จิ๊กซอที่ต่อไม่ติด

ซารีน่านอนหลับไปอย่างไม่น่าเชื่อ แต่ในขณะที่ร่างกายกำลังหลับพักผ่อนอยู่นั้น พลันจิตก็หลุดออกจากร่าง คราวนี้ไม่ได้รู้สึกว่าฝัน เพราะตัวเองกำลังยืนดูร่างของตัวเองที่กำลังนอนเหยียดยาวอยู่บนโซฟา ซารีน่ารู้สึกตกใจ แว้บแรกคิดว่าตัวเองตายแล้วหรืออย่างไร รีบก้มมองดูตัวเอง ปรากฏเห็นเป็นลักษณะโปร่งบางใสดุจแก้ว พลันก็รีบรวบรวมสติเพราะอ่านหนังสือมามากมายในเวลาสามปีนี้ ว่าจิตกับกายสามารถแยกออกจากกันได้ แต่ประสบการณ์ที่เรียกว่า ถอดจิต นั้นยังไม่เคยชัดเจนเท่าครั้งนี้มาก่อน ปกติจะฝันและไปปรากฏตัว ณ ที่ใดที่หนึ่งเพื่อพบท่านอาจารย์เลย ครั้งนี้เห็นร่างกายเนื้อของตัวเองนอนอยู่ตัวเป็นๆ อย่างนี้หรือเปล่าที่เขาเรียกว่า...วิญญาณออกจากร่าง คนที่ตายคงจะมีลักษณะอาการเป็นแบบนี้

หญิงสาวหันรีหันขวางอยู่ในห้อง เห็นวสันต์กับภมันตีสะดุ้งแล้วก็มองหน้ากันทำตาตื่นๆ แต่ไม่ได้หันมามองซารีน่า เมื่อรวมสติได้พอสงบก็นึกถึงเชนทร์ทันที พลันร่างโปร่งบางก็แว้บมาปรากฏตรงห้องโถงใหญ่ ยืนตรงข้างเวทีที่เขากำลังพูดอยู่บนเวที

ภมันตีกับวสันต์รีบถอนหายใจโล่งอกที่ซารีน่าแว้บออกไปจากห้องแล้ว ทั้้งสองต้องแสร้งทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น เพราะยังไม่มี คำสั่งจากเบื้องบนเรื่องเกี่ยวกับซารีน่า การรู้มากไม่เป็นการดีในตอนนี้ ด้วยทั้งสองยังไม่ทราบพระประสงค์ที่แท้จริงของพระมหาเทวีผู้เป็นพระมารดาแห่งองค์เชนทิราช ที่ก่อให้เกิด ซารีน่า ลงมาในโลกมนุษย์นี้

ในเมื่อวสันต์และภมันตีนั้นได้รับหน้าที่ตามลงมาเพื่อดูแลเชนทิราชเจ้าตามพระราชเทวโองการขององค์ประชาบดีมหาเทพผู้สร้าง ซึ่งทรงมีฐานะเป็นลุงขององค์เชนทิราชเทพบุตร สรุปภาพรวมแล้วได้ความว่า ท่านลุงขององค์เชนทิราชมอบหมายให้หลานชายซึ่งเป็นลูกของน้องสาวลงมาทำหน้าที่สำคัญอย่างหนึ่งบนโลกมนุษย์ ท่านแม่ขององค์เชนทิราชก็ได้ส่งลูกสะใภ้ตามลงมา โดยที่ท่านลุงและองค์เชนทิราชไม่รู้... เวลานี้วสันต์และภมันตีสรุปได้เท่านี้...

เชนทร์ชะงักนิดหนึ่ง มีพลังงานก่อกวน เขาจึงหันไปมอง ร่างโปร่งใสยืนนิ่งอยู่หน้าห้องเล็กเหมือนงงๆ เขาเห็นหล่อนยามถอดจิตได้... แสดงว่ายามอยู่ในกายเนื้อ มีบางอย่างบล็อกพลังงานของเขาอยู่ ยามนี้เจ้าหล่อนถอดจิตมาได้อย่างไร...เขาจะต้องให้ความสนใจกับเรื่องนี้อย่างแน่นอน ขอให้เคลียร์ตารางงานได้ว่างเสียก่อน เพราะทุกอย่างไม่มีเหตุบังเอิญแน่

วสันต์และภมันตีเองก็ไม่ได้มีทีท่าแปลกใจเท่าที่ควรกับการที่เชนทร์ไม่สามารถเข้าถึงจิตของซารีน่าได้ และไม่สามารถอ่านทุกอย่างเกี่ยวกับหล่อนได้เลย ไม่ว่าจะเป็น อดีต ปัจจุบัน หรืออนาคต มันถือเป็นสิ่งผิดปกติอย่างแรงถ้าเป็นเช่นนี้...

ใครกำลังเล่นเกมกับเขาอยู่! แต่อย่างน้อยเวลานี้เขารู้เทคนิควิธีการแล้ว! เชนทร์ยิ้มกับตัวเอง ไม่รู้ว่าทำไมต้องยิ้ม ปกติเขาไม่ใช่คนเหลวใหลยิ้มกับลมกับแล้งเช่นนี้...

"วิชาถอดจิตนี้มีมาเนิ่นนาน มนุษย์ผู้มีปัญญาได้ถ่ายทอดส่งต่อวิชานี้จากรุ่นสู่รุ่น แล้วแต่ว่าใครจะสั่งสมบุญวาสนาบารมีมาทางด้านนี้มากน้อยกว่ากัน ถ้าหากสั่งสมมามาก ฝึกเพียงแค่นิดเดียวก็จะใช้ได้ แต่ถ้าหากสั่งสมบารมีมาน้อยก็ต้องอาศัยเวลาฝึกนานหน่อย ส่วนท่านที่ไม่เคยมีความเชื่อและศรัทธาในเรื่องเหล่านี้ คิดว่าเป็นเรื่องโบราณไร้สาระ เชื่อแต่สิ่งที่เห็นและจับต้องได้อย่างที่ท่านเรียกว่า วิทยาศาสตร์นั้น ท่านเหล่านี้ได้ปิดประตูบานแห่งปัญญาระดับสูงไปเสียแล้ว จึงยากที่จะฝึกและหากฟังเรื่องเหล่านี้จะปวดหัวและจะไม่เข้าใจเอาเสียเลย เพราะไร้เชื้อเพลิงที่จะจุดติด เมื่อจิตปฏิเสธมันก็จบตรงนั้น อย่างนี้เองที่ผมพยายามจะบอกว่า...จิตเป็นใหญ่ ใจเป็นประธาน และเป็นประตูสู่ทุกอย่าง ก็ถ้าประธานสั่งปิดประตู คุณก็ถูกขังอยู่ในกายเนื้อ ไปไหนต่อไม่ได้"

เสียงห้าวทุ้มกังวานกล่าว ผู้อยู่ในห้องโถงนั่งนิ่งฟังดุจถูกสะกดจิตด้วยคำพูดศักดิ์สิทธิ์

"คุณเชื่อหรือไม่ว่า มนุษย์ในยุคเริ่มสร้างโลกนั้น เกิดจากชั้นพรหมที่ต้องการลงมาสร้างบารมี หรือไม่ก็เป็นพระพรหมที่กำลังจะหมดอายุ ท่านจึงจุติเกิดเป็นสัตว์โลกเพื่อสร้างบารมีต่อ มนุษย์ยุคแรกนั้นมีอายุยืนถึง 1 อสงไขยปี เพราะมีศีลธรรมดุจพระพรหม สามารถลอยไปลอยมาในอากาศได้ มีอาหารเป็นทิพย์ อายุจึงยืนยาวถึงอสงไขยหนึ่ง"

"แล้ว 1 อสงไขยปี มันกี่ปีละคะคุณเชนทร์"

ผู้ฟังคนหนึ่งยกมือขึ้นถามทันที ด้วยไม่เข้าใจ ซึ่งก็คงจะเหมือนกันทั้งห้องนั่นแหละแต่ไม่มีใครกล้าถาม

"1 อสงไขยปีนั้นก็เท่ากับ เลข 1 ตามด้วยเลข 0 จำนวน 140 ตัว นับถูกไหมครับ ขนาดท่านพระพรหมยังทรงส่ายหน้า คร้านที่จะนับเลยครับ"

เสียงกังวานกล่าว มีร่องรอยความขบขันปนอยู่ เสียงผู้ฟังร้องโอโหกันเป็นแถว เพราะไม่มีเครื่องคิดเลขจะจิ้มจำนวนได้ขนาดนั้น

"ว้าว...มนุษย์ยุคแรกอายุยืนขนาดนั้นเชียว แล้วทำไมมนุษย์เราทุกวันนี้ถึงเหลืออายุขัยไม่ถึง 100 ปีละคะ"

ผู้ฟังอีกคนยกมือถาม

"เพราะพลังงานในจักรวาลนี้มีทั้งบวกและลบ หมายถึงมีทั้งสว่างและมืด เราขอเปรียบพลังงานสว่างว่าเป็น...พลังเทพ และพลังงานมืดว่าเป็น...พลังมาร... ต่อมาก็เริ่มมีมารเข้ามาแทรกซึมในจิต มนุษย์เริ่มไปกินง้วนดินเป็นอาหาร จิตก็เริ่มหยาบ กายก็เริ่มหยาบ จากกายที่สว่างเต็มไปด้วยออร่าคล้ายเทพก็เริ่มมืดมัวและหม่นทึบ เมื่อกิเลสพอกหนาไปเรื่อยๆ ก็เริ่มเหาะไม่ได้ กลายเป็นมนุษย์เดินดิน อายุก็ค่อยๆ ลดลง ทุก ๑๐๐ ปี จะลดลง ๑ ปี จนในที่สุดก็เหลือแค่ ๑๐ ปี ยุคนั้นก็เป็นยุคมิคสัญญี มนุษย์ฆ่าฟันกันเหมือนผักปลา ศีลธรรมก็ไม่มี พอฆ่ากันตายเกือบหมดโลก พวกที่เหลือสังเวชใจ เริ่มรักษาศีลกันอีกครั้ง อายุก็ค่อยๆ เพิ่มขึ้น ทุก ๑๐๐ ปี ก็เพิ่มขึ้น ๑ ปี จนกลับไปยืนยาวถึงอสงไขยปีอีกครั้ง"

บทก่อนหน้า
บทถัดไป