บทที่ 15 จิ๊กซอที่ต่อไม่ติด
พอคิดเรื่องตายก็ทำให้รู้สึกกลัวขึ้นมาจริงๆ ทำให้จิตดิ่งวูบไปทันที กลับเข้าร่างแล้วสะดุ้งตื่นผุดลุกขึ้นนั่งเหงื่อโชกร่าง
"คุณเชนทร์เคยเห็นนรกเหรอคะ" เสียงถามดังขึ้น ดูเหมือนผู้ฟังจะไม่ได้เบื่อตามที่เขาว่า แต่สนใจเป็นอย่างมาก
"เป็นคำถามที่ดีมากครับ ทำให้เราสามารถวกกลับมาเรื่อง...การถอดจิตได้ทันก่อนจะพักเบรกพอดี"
เสียงห้าวเอ่ยทำให้ทุกคนพากันหัวเราะ ไม่มีใครถามถึงเรื่องการขอพักเบรกเลยสักคน เชนทร์ส่งจิตไปยังวสันต์กับภมันตี ทั้งสองรู้หน้าที่ดีว่าต่อไปเชนทร์จะทำการนำจิตของคนกลุ่มนี้ให้เห็นในสิ่งที่คนปกติธรรมดาไม่สามารถเห็นได้
"ผมจะขอบอกเอาไว้ก่อนว่า จุดประสงค์ของการทำให้พวกท่านได้เห็นสิ่งต่อไปนี้นั้น ก็เพื่อให้พวกท่านจะได้ตระหนักว่า นรกและสวรรค์นั้นมีจริง...จะได้เร่งทำดีกันให้มากๆ...จุดประสงค์มีแค่นี้เองครับ"
เมื่อกล่าวเสร็จ ไฟในห้องก็ดับพรึ่บลงทันใด จนทุกคนสะดุ้งตกใจและส่งเสียง ตรงเวทีเวลานี้ไม่ปรากฏร่างของเชนทร์ นาทีต่อมาไฟลุกโชติช่วง ตรงหน้าของทุกคน เต็มไปด้วยสัตว์โลกที่เลือดท่วมร่างกำลังถูกลงโทษด้วยวิธีการใช้หอกดาษทิ่มแทง บ้างก็กำลังถูกคนใส่เพียงผ้ายักรั้งสีแดงเปลือยท่อนบนกรอกปากด้วยน้ำจากกระทะทองแดงร้อน...
"ท่านกำลังรู้สึกร้อนราวกับอยู่ในสถานที่นั้นด้วย แสดงว่าจิตของท่านกำลังเป็นอกุศล ท่านได้กระทำกรรมอันชั่วจิตย่อมรู้ที่ไป หากตาย ณ เวลานี้ ท่านจะไปจุติยังสถานที่นี้แน่นอน ดังนั้นจงละบาปละชั่ว เร่งสร้างความดีเสีย"
เสียงกังวานทรงอำนาจเอ่ย คนที่ร้อนร่างกายสั่นงันงกจนต้องฟุบหน้าไปกับโต๊ะ ต่อมาภาพก็ดับวูบไปราวกับมีคนปิดเครื่องฉาย ภาพต่อมาก็เป็นสวนดอกไม้สวยงามค่อยๆ เห็นวิมานของเหล่าเทพเทวดา
"หากทำดีอยู่เป็นนิจ เมื่อตาย จิตจะจับอยู่กับกุศลผลบุญที่ทำ ท่านก็จะได้ไปสู่ภพภูมิที่ดีต่อไป"
เสียงกล่าวพร้อมกับภาพถูกปิด ไฟในห้องก็สว่างพรึ่บขึ้นทันที ทุกคนมีปฏิกิริยาอย่างหนึ่งที่เหมือนกันคือหน้าซีดและตัวสั่น ทั้งด้วยความกลัวและด้วยความตื่นเต้น บนเวทีไร้ร่างของวิทยากร ส่วนพิธีกรนั้นก็เข่าอ่อนนั่งอยู่ข้างเวที เมื่อรู้สึกตัวก็ค่อยๆ ก้าวขาอันสั่นเทาขึ้นไปบนเวที
"เอ่อ...เชิญพักเบรกค่ะ" กล่าวด้วยเสียงอันสั่น ไม่เคยมีครั้งไหนที่จะได้สัมผัสประสบการณ์นอกมิติของมนุษย์ได้ชัดเท่าครั้งนี้ แล้วก็หันไปมองรอบๆ ไม่ทราบว่าเชนทร์หายไปไหน เพราะเสียงของเขายังดังก้องเมื่อนาทีที่แล้วนี่เอง
ผู้คนทยอยกันออกไปห้องอาหารด้วยอาการที่สติไม่ค่อยอยู่กับตัว โดยเฉพาะคนที่รู้สึกร้อนราวกับผิวถูกไฟลามเลีย ไม่มีแก่ใจจะกินอะไรเลย เห็นภาพอเวจีนรกแล้วก็ร้อนในอกราวกับมีไฟนรกมาสุมอยู่ในนั้น...อา... สวรรค์อยู่ในอก นรกอยู่ในใจ...เป็นอย่างนี้นี่เอง หมายความว่า... มันขึ้นสวรรค์หรือไม่ก็ตกนรกตั้งแต่ก่อนตายแล้ว...
เชนทร์นั่งอยู่ที่โซฟาในห้องเล็ก แต่ถอดจิตออกมายังซอยหลังโรงแรม เพราะในเวลานั้นกระแสพลังงานเข้มข้นดำมืดแผ่ปกคลุมให้สัมผัสได้
หมู่บ้านนี้ต้องมีคนตายหนึ่งคนทุกวันที่ 30 ของเดือน... นั่นคือสิ่งที่จิตบอก
"ท่านเป็นใครกัน"
เสียงดังกระหึ่มเอ่ยถามดังมาจากต้นไม้ใหญ่ ปากทางสามแพร่ง แยกเข้าหมู่บ้าน ใต้ต้นไม้มีศาลเพียงตาเก่าๆ ตั้งอยู่ เชนทร์มองตรงไป พลันร่างลักษณะใหญ่โตใบหน้าถมึงทึงของวิญญาณหนึ่งก็เดินออกมา ข้อเท้าถูกพันธนาการด้วยโซ่ กายนั้นเงยหน้าขึ้นมองร่างที่เปล่งประกายรัศมีจ้าที่ลอยอยู่ในนภากาศ พลันก็ยกมือขึ้อป้องปิดหน้าด้วยความหวาดกลัว
"โอ...ท่าน..." เสีียงเปล่งอุทานพร้อมกับคุกเข่าลงทันใด
"เจ้ากำลังกระทำกรรมหนัก คร่าชีวิตมนุษย์ไปไย โทษที่เป็นอยู่มิหนักหนาเพียงพออีกรึ!"
เสียงก้องกังวานทรงอำนาจตวาดถาม
"ข้ามิได้ตั้งใจ พวกมันลบหลู่ข้า" เสียงตอบ
"ลบหลู่เยี่ยงไร"
"พวกมันมาบนบานศาลกล่าวให้ข้าช่วย แล้วเมื่อได้สมปรารถนาก็ไม่รักษาคำพูด นอกจากนั้นแล้ว ยังพูดจาดูถูกว่าเป็นเพียงศาลทรุดโทรม"
"เจ้ามิได้เป็นพระภูมิเจ้าที่ หากเป็นเพียงวิญญาณทาสที่ได้รับโอกาสให้มาเฝ้าสถานที่เพื่อไถ่กรรม มิควรไปยุ่งกับมนุษย์"
"ด้วยข้าเห็นพวกมันเป็นทุกข์จึงสงสาร ช่วยเท่ากำลังอำนาจจะช่วยได้ แต่พวกมันคนแล้วคนเล่าที่มาหาข้า มันไม่มีสัจจะ ข้าจึงต้องสั่งสอนพวกมันด้วยการทำให้เห็นว่าการไม่รักษาคำพูดเป็นเช่นไร"
"แต่การคร่าชีวิตเป็นบาปกรรม เจ้าช่างไร้ปัญญานัก กรรมเก่ากรรมใหม่ทับถมเยี่ยงนี้เจ้าจักไม่ได้ผุดได้เกิดอีกหลายชั่วกัลป์ จงหยุดเสีย..."
"ได้ขอรับ ท่านได้โปรดชี้แนะหนทางสว่างให้ข้าพเจ้าด้วยเถิด...นานแล้วที่ข้าไม่ได้ฟังสิ่งที่เป็นธรรมอันประเสริฐ"
"การหลุดพ้นจากโลภะ โทสะ โมหะ จะทำให้เจ้าหลุดภพภูมิแห่งทุกข์นี้ จิตของเจ้าเต็มไปด้วยโทสะและโมหะจึงไม่อาจไปไหนได้"
"ทำอย่างไรเล่าท่านจึงจะหลุดพ้นได้"
เชนทร์ใช้จิตระลึกถึงอดีตชาติของวิญญาณอสูรภูติ... เคยเป็นมัคนายกของวัด แต่มีนิสัยชอบเอาของวัดของสงฆ์ ตกนรกมาหลายกัปหลายกัลป์แล้วจนล่าสุดที่ได้รับหน้าที่เฝ้าทางสามแพร่ง ด้วยกรรมดีบางส่วนที่เคยไปวัดสวดมนต์จึงไม่ได้ทุกข์ทรมานนักแต่ยังถูกจองจำอีกนานหลายร้อยปี
"เอาล่ะ เจ้าเคยมีความดีในอดีตชาติอยู่บ้าง หลายชาติภพเคยประกอบกุศล แต่เจ้านึกไม่ออกเพราะถูกกรรมชั่วมาลิดรอน เราจะให้เจ้าเห็นภาพเมื่อครั้งเคยก้มกราบประธานในวัด จิตตอนนั้นของเจ้ามีศรัทธา จงดู!"
สิ้นเสียงทรงอำนาจภาพก็ปรากฏในห้วงจิตของอสูรภูติ ทำให้จิตเกิดปีติสุข นึกถึงบุญที่เคยทำมาได้
"โอ...สาธุ สาธุ สาธุ...ข้าพเจ้าจะจดจำภาพนี้เป็นพุทธานุสติตราบจนกว่าจะหมดกรรม สาธุ"
วิญญาณนั้นก้มกราบ จากนั้นก็ปรากฏร่างของคนตายที่ภูตินั้นได้จองจำจิตเอาไว้
