บทที่ 3 ไซคิรตียา
การสัมมนานี้ หญิงสาวก็ยังไม่รู้ว่าตัวเองมาเพื่ออะไร และจะได้รู้อะไรมากไปกว่าเดิมหรือไม่ ตลอดระยะเวลาตั้งแต่เริ่มฝันประหลาดจนมาถึงปัจจุบันนี้ก็ร่วมสามปี ซารีน่ายังไม่รู้อย่างชัดเจนว่า ตัวเองรู้อะไรหรือไม่รู้อะไรบ้าง มันคลุมเครือไม่ชัดเจนในความรู้สึก เปรียบเหมือนตัวเองเป็นคนตาบอดที่มองทางไหนก็มืดมัวไปหมด ไม่รู้ว่าทั้งหมดทั้งมวลที่เกิดขึ้นกับชีวิตเวลานี้ เพื่อที่จะนำซารีน่าไปสู่ภารกิจอะไร
แต่ซารีน่าไม่มีความลังเลสงสัยเรื่องเหนือธรรมชาติ นั่นเป็นจุดหลักที่ทำให้จิตเข้าใจและเข้าถึงได้ง่าย เพราะความสงสัยลังเลเป็นอุปสรรคสำคัญต่อสติปัญญาภายในตน มนุษย์เป็นสัตว์โลกที่เต็มไปด้วยความโลเล ความกลัวและความขี้ขลาด หากมีอุปนิสัยอย่างใดอย่างหนึ่งอยู่ในกมลสันดานแล้ว จะทำให้ยากต่อการอบรมจิต ซารีน่าเตรียมพร้อมมาแล้วว่าจะรับฟังให้มากที่สุด แล้วเดี๋ยวอาจารย์ก็คงจะชี้แนะเอง
ณ ดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งมิติเหนือโลกธาตุ เทวราชอาณาจักร ที่สถิตแห่งเหล่ามหาเทพผู้มีอิทธิฤทธิ์อันประมาณมิได้
"ท่านทรงกระทำการนอกเหนือพระราชเทวโองการเช่นนี้ องค์มหาเทพจะมิทรงโปรดนะเพคะ...พระแม่เจ้า"
เสียงเตือนเบาๆ จากนางเทพีไวศุรี พระพี่เลี้ยงคนสนิท
"เรามิได้กระทำสิ่งใดเป็นพิษภัย"
สุรเสียงเรียบรับสั่ง ไร้ซึ่งความหวั่นไหวในพระดำรัส พระพักตร์งดงามไร้ที่ติอิ่มเอิบด้วยรัศมีบารมีแห่งมหาเทพีผู้เต็มไปด้วยพระเมตตาแลกรุณา
"แต่การที่พระนางรตียาดื้อดึงติดตามลงไปยังโลกมนุษย์ดังนั้น จักเป็นเหตุปัจจัยและอุปสรรคต่อพระเทวราชกิจนะเพคะ"
นางไวศุรีกล่าวด้วยน้ำเสียงเบาและยำเกรง
"เหล่าเทพเชื่อว่านางสถิตย์อยู่ ณ เทวตรีวาลัย รักษาอุโบสถศีลดังที่ได้ถวายคำแด่มหาเทพผู้ยิ่งใหญ่ และพระองค์ทรงประทานพรมิให้ผู้ใดรุกล้ำอาณาบริเวณแห่งขุนเขาอันศักดิ์สิทธิ์จนกว่าเชนทิราช โอรสแห่งเราจักกลับขึ้นมาเมื่อเสร็จสิ้นภารกิจ"
พระราชเทวีตรัส ตลอดเวลาพระโอษฐ์ทรงแทบมิขยับหากพระสุรเสียงกลับดังพอดีต่อผู้ที่ทรงประสงค์ให้ได้ยิน
"พระแม่เจ้าจึ่งทรงถือโอกาสนี้ประทานพรให้พระนางติดตามท่านเชนทิราชเทพบุตรผู้เป็นสวามี หากบริวารเยี่ยงหม่อมฉันยังทราบได้ เหล่าเทพทั้งหลายฤาจักมิรู้ หม่อมฉันเกรงคำครหาจักระคายเคืองเบื้องพระบาทแห่งพระแม่เจ้า"
"แล้วเจ้าจะอื้ออึงไปไยเล่า ไวศุรี เราจักอนุญาตให้รตียาติดตามเชนทิราชฤาไม่ หาใช่ธุระของผู้ใดไม่ เจ้าควรรู้เท่าที่เทพองค์อื่นๆ รู้ จบเพียงเท่านั้น"
พระสุรเสียงยังคงราบเรียบ นางอัปสรไวศุรีทอดถอน พระราชเทวีผู้ทรงเป็นห่วงพระโอรส ผู้ทรงได้รับมอบหมายให้ลงไปโลกมนุษย์เพื่อทำภารกิจสำคัญ
เชนทิราชเทพบุตรผู้ทรงฤทธิ์ ผู้ทรงเป็นแม่ทัพแห่งเทวอาณาจักร ทรงมีหน้าที่หลักคือทำให้เหล่าชาวโลกธาตุมีจิตศรัทธาในความรัก เหตุด้วยความรักนั้น เป็นพลังที่วิเศษที่สุดแห่งอนันตจักรวาลอันไร้ขอบเขตที่สามารถพิชิตมารร้ายและพลังมืดแห่งมารทั้งหลายได้ เป็นเช่นนี้มาชั่วกัปชั่วกัลป์นับแสนล้านโกฏิแห่งห้วงเวลาอันนับคณามิได้
"เพคะ" นางไวศุรีน้อมรับเห็นด้วย
เจ้าหญิงไซคิรตียา พระชายาแห่งเชนทิราชเทพบุตร ทรงขอประทานพรจากมหาเทพผู้ยิ่งใหญ่ว่า ระหว่างที่พระสวามีทรงอวตารลงไปช่วยมนุษย์โลก พระนางขอไปจำศีล ณ เทวสถานในเทือกเขาศักดิ์สิทธิ์และขอทรงประทานพรห้ามมิให้ผู้ใดรบกวน แม้เสี้ยวกระแสแห่งจิตที่ส่งเข้าไปก็จักต้องพระราชอาญาทันที มหาเทพผู้ยิ่งใหญ่ทรงเอ็นดูพระนางเป็นทุนอยู่แล้ว และพระสวามีแห่งนางก็กำลังกระทำหน้าที่แม่ทัพแห่งสวรรค์ของพระองค์ มหาเทพผู้ยิ่งใหญ่จึงทรงประทานพรให้พระนางตามที่ขอ
ดังนั้นจึ่งมิมีผู้ใดหาญกล้าไปสอดส่อง แม้เพียงเพ่งจิตอยากรู้ก็มิกล้า ด้วยเกรงพระราชฑัณฑ์แห่งอัครมหาเทพ นางอันเป็นที่รักแห่งเชนทิราชเทพบุตรทรงเป็นผู้มีพระปฏิภาณและสติปัญญาเป็นเลิศ ยากจักหาผู้ใดเสมอเหมือน
"ใครฤาจักห้ามจิตปฏิพัทธแห่งรักและภักดีได้" พระสุรเสียงทรงกล่าว
"นางต้องการช่วยสวามี แต่นางจำอะไรไม่ได้ ตามกฎแห่งเทพ เมื่อแยกอนุภาค จักต้องลืมสภาวะแห่งเทพ เพื่อเรียนรู้และสร้างบารมีให้เพิ่มพูน"
พระราชเทวีทรงพำพึมดุจทรงบอกกล่าวพระองค์เอง ว่าสิ่งที่พระองค์ทรงแอบช่วยเหลือนั้นเป็นเรื่องสุดวิสัย เทพแห่งความกรุณาจักต้องช่วยเหลือผู้ทุกข์ยากและมืดบอดหนทาง ทรงทอดถอนพระทัยแผ่วเบา
"และพระโอรสแห่งองค์พระแม่เจ้าก็มิทรงรู้เรื่องนี้ เพราะทรงอธิษฐานมุ่งเพียงแค่เทวราชกิจอย่างมั่นคง ดังเทพทั้งหลายทราบโดยทั่วกัน ทรงขอให้นางอันเป็นที่รักรอคอย จักทรงรีบกลับมา หากทรงทราบว่าพระนางทรงติดตามไป จักทรงพิโรธฤาไม่ ด้วยมหาเทพเชนทิราชทรงตั้งพระทัยในหน้าที่ยิ่งสิ่งใด พระนางรตียานั้นเองก็ทรงหาเชื่อฟังใครง่ายๆ ไม่ ทรงมีพระหฤทัยเด็ดเดี่ยวเช่นนั้น"
นางไวศุรีเอื้อนเอ่ย ใครฤาจักมิเอ็นดูเจ้าหญิงไซคิรตียา ทรงฉลาดแหลมคมมีพระปัญญาดุจศาสตราวุธปานนั้น
"เราจักกังวลล่วงหน้าไปไย ทุกอย่างล้วนแล้วเพื่อพระราชเทวบัญชา"
พระสุรเสียงกล่าว ทรงเสด็จประทับยืนเป็นนัยแห่งการยุติ นางไวศุรีน้อมกราบด้วยความเคารพล้นเศียรเกล้า
ณ ห้องโถงขนาดใหญ่สำหรับจัดงานสัมมนา ผู้เข้าร่วมได้ทยอยมาลงชื่อเข้าร่วมและนั่งลงบนเก้าอี้นวมบุหนังนุ่มสีเทาควันบุหรี่ แอร์เย็นฉ่ำจนรู้สึกหนาวสำหรับผู้ที่ไม่คุ้นชินกับอากาศเย็น
ซารีน่าได้เก้าอี้แถวหน้าสุด ตรงจุดกึ่งกลางเวทีพอดี หญิงสาวหยิบสมุด ปากกา เครื่องบันทึกเสียง เห็นเขียนติดตรงที่เซ็นเข้าร่วมสัมมนาว่าไม่อนุญาตให้ถ่ายภาพและวิดีโอ ซารีน่ามองกราดไปทั่วบริเวณ ผู้คนมีหลายเชื้อชาติทั้งชาวตะวันตกและเอเชีย มีหูฟังสำหรับผู้เข้ารับฟังเพื่อเปลี่ยนภาษาที่ตนเข้าใจได้
หญิงสาวมองไปยังป้ายบนเวที มีข้อความเรื่องการสัมมนาแลกเปลี่ยนความรู้เรื่องจิตสากล มนต์มายา จัดโดยองค์กรเอกชนที่มีชื่อยาวเหยียด รายชื่อสปอนเซอร์รายใหญ่ และสุดท้ายชื่อวิทยากรรับเชิญที่ทำให้ซารีน่าต้องขมวดคิ้วทันที
วิทยากรรับเชิญ... เชนทร์ สตีเวนสัน
