บทที่ 6 พลังงานตีกัน...
"เสียดายที่เรายังมิต้องศรแห่งองค์เชนทิราช" วสันต์กล่าวเชิงหยอกล้อ ด้วยศรแห่งองค์เทพเชนทิราชนั้นมีอิทธาฤทธิ์ยิ่งนัก เมื่อทรงเล็งต้องชายหญิงคู่ใดย่อมก่อให้เกิดจิตปฏิพัทธ์สิเนหา ผลิดอกรักงดงามไปทั่วอุทยานแห่งทุกโลกธาตุ เป็นกิจแห่งองค์เทพชั่วกัปชั่วกัลป์นานมา
"เสน่ห์แห่งเรามีมากมายเกินพอหากต้องการทำให้ผู้ใดหลงใหล ไม่จำเป็นต้องพึ่งศรแห่งองค์เทพหรอกจะบอกให้"
ภมันตีกล่าวแล้วก็ทำย่นจมูกใส่อีกคน ชายหนุ่มส่ายหน้าหากสายตายิ้มระยับ เมื่อมองไปยังบนเวทีพิธีกรก็กล่าวยาวเหยียดเล่าถึงประวัติความเป็นมาขององค์กรนี้อยู่ แต่ก็มองเข้ามายังทั้งสอง เป็นคำถามว่า วิทยากรรับเชิญมาหรือยัง...
"ถ้าหากท่านยังมาไม่ถึง เจ้าขึ้นไปเป็นตัวแทนก่อน หรือจะปลอมเป็นท่านดี?" ภมันตีออกความคิด
"ไม่ได้ มิถูกกาลเทศะ กำลังมาถึงแล้วล่ะ"
วสันต์กล่าว พลังงานแรงกล้าแล่นเข้ามาปะทะจิต เป็นการสื่อสารกันว่ามาถึงแล้ว
ซารีน่านั่งฟังพิธีกรกล่าวเล่าถึงประวัติขององค์กรเอกชนนี้อย่างเพลิดเพลิน ในโลกนี้มีองค์กรและสถาบันวิจัยลับๆ หลายสถาบันที่คนทั่วไปคาดไม่ถึง
"เอ่อ ตอนนี้ก็ได้เวลาที่ท่านจะได้พบกับวิทยากรรับเชิญคนสำคัญที่เราต่างรอคอยกันอยู่" พิธีกรประกาศ ผู้เข้าร่วมต่างหันไปมองประตูด้านข้างเวทีที่ได้เห็นชายหนุ่มในชุดขาวหายเข้าไปเมื่อครู่นี้ แล้วก็พากันยิ้มเมื่อเห็นเขาเดินออกมาอีกครั้ง แต่เขาไม่ได้เดินขึ้นไปยังเวที กลับเดินตรงไปยังประตูหลักของห้องสัมมนา ประตูที่ปิดอยู่พลันถูกผลักให้เปิดออกกว้าง ร่างสูงสง่าของชายหนุ่มผู้หนึ่งก้าวยาวเข้ามา เขาสวมชุดหนังสีดำทั้งชุด รองเท้าบู๊ทสั้น ในมือถือหมวกกันน็อคสีดำ ยื่นให้ชายหนุ่มชุดขาวที่คำนับต่ำพร้อมกับรีบรับหมวกกันน็อค...
ซารีน่าไม่ได้หันไปมอง พลังงานเข้มข้นบางอย่างพุ่งเข้ากระทบจนรู้สึกวูบวาบที่ช่องท้องเช่นที่มักเกิดขึ้นเสมอถ้าหากซารีน่าต้องอยู่ในสถานที่เดียวกันกับเชนทร์ สตีเวนสัน!
"ท่านผู้ชมทุกท่านค่ะ ขอเสียงปรบมือต้อนรับแขกรับเชิญของเราหน่อยค่ะ มิสเตอร์เชนทร์ สตีเวนสัน"
ผู้คนต่างมองด้วยอาการอ้าปากค้างก่อนจะรีบปรบมือเมื่อได้สติ ร่างสูงสง่าเดินผ่านแถวเก้าอี้หลังสุดก็หยุดชะงักราวกับรับรู้ถึงบางสิ่งบางอย่างที่สามารถก่อกวนให้ชะงักเท้าได้ แต่เขาไม่ได้หันกลับมามอง ซารีน่าหัวใจเต้นแรง รีบก้มหน้าต่ำ ร่างสูงก้าวเดินต่อไป ตรงขึ้นไปยังบนเวที เสียงปรบมือดังกึกก้อง และต่างก็เซอร์ไพรส์กับภาพของ เชนทร์ สตีเวนสัน ในชุดหนังสีดำสุดเท่ราวกับพระเอกโผล่มาจากภาพยนตร์จำพวกไบเกอร์ขาร็อคก็ไม่ปาน!
"โอ แม่เจ้า...ฉันรักเขา" เสียงผู้หญิงอุทานกับเพื่อนคนข้างๆ
"อั๊ย...เท่ระเบิดเลยเธอ หัวใจฉันจะวาย...อยากได้แบบนี้"
ต่างกระซิบกระซาบด้วยความตื่นเต้นกับความหล่ออลังการของวิทยากรรับเชิญ อีกคนรีบล้วงโทรศัพท์ขึ้นมาเพื่อแอบถ่ายรูปทันที
"สวัสดีครับทุกท่าน... กล้องของท่านไม่สามารถรับภาพของผมได้"
เสียงห้าวทุ้มกังวานกล่าวขึ้น ทันใดนั้นหญิงสาวที่กำลังแอบใช้โทรศัพท์มือถือถ่ายภาพก็ต้องร้องอุทานเมื่อมีประจุไฟฟ้าคล้ายลัดวงจรเกิดขึ้นกับโทรศัพท์จนต้องรีบปาทิ้งไปบนพื้น... ผู้คนต่างหันไปมองว่าเกิดอะไรขึ้น
"ท่านคิดอย่างไรกับคำกล่าวที่ว่า...จิตเป็นใหญ่ ใจเป็นประธาน"
เสียงกังวานเอ่ยถามผู้ฟังที่ต่างเงียบกริบและจ้องมองมายังร่างของเขาอย่างเป็นเป้าเดียวกัน
"ทำไมพูดไม่ได้ใช้ไมโครโฟนถึงดังชัดเจนมาถึงนี่" คนที่นั่งแถวหลังกระซิบกระซาบกัน
พิธีกรเชิญให้เขานั่งลง ร่างสูงนั่งด้วยท่าไขว่ห้าง เอนตัวพิงพนักเก้าอี้ด้วยท่วงท่าสบายราวกับกำลังนั่งอยู่ที่ห้องนั่งเล่นบ้านของตัวเอง ทุกคนจึงค่อยผ่อนลมหายใจและรู้สึกรีแล็กซ์ตามไปด้วย
ซารีน่าค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมอง พยายามหลบอยู่หลังของคนที่นั่งข้างหน้าอย่างเต็มที่ เห็นร่างสูงกวาดสายตามองผู้คนทั่วห้อง ดวงตาเป็นมิตรหากทว่ามีอำนาจบางอย่างที่ทำให้คนเกรงไม่กล้ามองสบตาตรงๆ ผู้คนที่ได้พบเขาส่วนใหญ่มักจะเกิดความรู้สึกนิยม..แต่ก็มีความยำเกรงในส่วนลึก นั่นคือออร่าพลังงานที่สัมผัสได้จากชายหนุ่มผู้นี้
ในห้องเล็กข้างเวที วสันต์กับภมันตียืนอยู่ตรงประตู
"เอ๊ะ... วันนี้มีอาการแปลกไปนะ...ว่ามั้ย"
ภมันตีเปรยขึ้น
"จะไม่แปลกได้อย่างไรเล่า...อยู่แถวหลังสุดโน่น...พลังงานตีกันใหญ่ ครั้งนี้ดูเหมือนจะเข้มข้นกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา เจ้ากับเราเห็นจะงานเข้าก็คราวนี้แหละ"
วสันต์กล่าวตอบ ภมันตีรีบหลับตาลงแล้วมองผ่านจิต ก่อนจะรีบลืมตาขึ้นทันที
"เอาแล้วมั้ยล่ะ...เราไม่เคยตรวจจับได้หากไม่ประสงค์ให้ทราบ"
"ลูกศิษย์ของพระแม่เจ้า เราว่าคงไม่ได้ตั้งใจ ท่าทางยังมิรู้อีกมาก...พอกันทั้งคู่นั่นแหละ"
วสันต์เอ่ย หากก็ต้องรีบปิดปากฉับเมื่อสายตาคมเข้มทรงอำนาจแลปราดเข้ามาสบ...
หุบปาก!
คำสั่งดังขึ้นในจิต...ภมันตีทำท่าหัวเราะคิกๆ เยาะคนที่พอปากมากก็ได้เรื่องอย่างที่เห็น
