บทที่ 7 เผชิญหน้า

เชนทร์ กวาดสายตามองผู้เข้าร่วมฟังสัมมนา ทุกคนจ้องมองมายังบนเวทีตรงที่เขานั่งอยู่ แสงออร่าพลังงานมวลรวมมีหลากสีสัน ทุกคนกำลังตั้งใจฟังว่าเขาจะพูดอะไร

"ท่านจะเชื่อหรือไม่ ถ้าผมจะบอกว่าเรามีพลังพิเศษที่สุดอยู่ในตัวกันทุกคน"

เสียงห้าวทุ้มเอ่ยถามอีกคำถาม เสียงพึมพำอื้ออึงดังขึ้นจากผู้ฟัง

"ดิฉันเชื่อว่าท่านผู้ฟังอยากจะฟังเรื่องที่เหนือธรรมชาติที่เป็นประสบการณ์ตรงของคุณเชนทร์มากๆ ค่ะเวลานี้ ดิฉันเองเป็นผู้สนใจเรื่องนี้อย่างจริงจัง มีคำถามมากมายอยู่ในหัว คงจะเหมือนกับหลายๆ ท่านในที่นี้ ความเชื่อที่ว่าเรามีพลังพิเศษอยู่ในตัวนั้น ดิฉันก็อยากจะเชื่อจริงๆ ค่ะ แต่ส่วนตัวแล้วก็รู้สึกว่าตัวเองเป็นคนธรรมดาเหลือเกินไม่มีพลังอะไรอย่างที่เรียกว่าจะเป็นของวิเศษได้"

พิธีกรกล่าว ได้ยินเสียงผู้ฟังเออออเห็นด้วย เชนทร์หันมามองพิธีการหญิง เขามองนิ่งอยู่วินาทีหนึ่ง

"ความเชื่อเป็นกุญแจสำคัญ ความเชื่อหรือทางศาสนาเรียกว่า ศรัทธา...เป็นพลังงานอันประมาณมิได้ คุณรู้หรือไม่ว่าทำไมวัตถุมงคลบางอย่าง หรือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์บางแห่งจึงได้ชื่อว่าเป็นสถานที่ ศักดิ์สิทธิ์"

เขาเอ่ยถาม ดูเหมือนเขาจะใช้คำถามเพื่อเป็นไกด์นำทางให้ทุกคนได้ใช้ความคิด มากกว่าการจะพูดบรรยายหรือตอบคำถามของผู้ฟังโดยตรง ร่างสูงสง่าสวมชุดหนังสีดำเป็นจุดเด่นอยู่บนเวที ตรึงสายตาทุกคู่ด้วยพลังงานบางอย่างทั้งที่เขาไม่ได้ทำอะไร แต่ผู้ฟังรู้สึกถึงแรงดึงดูดที่ไม่อาจละสายตาได้ น้ำเสียงกังวานดังได้ยินทั่วห้องโถงใหญ่ทั้งที่ไม่แยแสจะรับไมโครโฟนที่พิธีกรยื่นให้ เธอจึงวางมันลงทิ้งไว้ที่โต๊ะกลางตรงหน้า

"นั่นเป็นเพราะวัตถุหรือสถานที่นั้นเป็นศูนย์รวมแห่งพลังศรัทธา พลังงานจากจิตของผู้คนที่ศรัทธานั้นหลั่งใหลไปรวมกันเป็นจำนวนมหาศาล นั่นจึงทำให้วัตถุมงคลหรือวัดวาอารามต่างๆ อนุเสาวรีย์ หรือแม้แต่รูปปั้นทั้งหลายเหล่านั้นกลายเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมา" น้ำเสียงเล่าน่าฟังเพลิน ทุกคนทำตาโต

"ว้าว...อย่างบ้านดิฉันเป็นพุทธเราไหว้พระสวดมนต์บูชาพระ แบบนี้ทำให้พระที่บ้านเราศักดิ์สิทธิ์ไปด้วยสิคะ" พิธีกรถาม

"ใช่ครับ ยิ่งสวดมนต์ไหว้ท่านก็ยิ่งศักดิ์สิทธิ์ แต่ไม่ว่าจะศาสนาใด หรือคุณจะไม่มีรูปสมมุติในการเป็นตัวแทนสักการะเคารพเลยก็ตาม แค่เพียงคุณสวดมนต์ก็จะเกิดพลังงานมวลใหญ่ที่คุณคาดไม่ถึง ที่เรียกว่าเกิดอานิสงส์แล้วล่ะครับ ทุกศาสนาสอนให้เราสวดมนต์ เพราะอะไรทราบไหมครับ"

เขาชี้ไปยังหญิงชาวอินเดียที่นั่งใกล้กับซารีน่า หญิงสาวรีบหลบวูบทันที คิดว่าเขายังไม่เห็นหล่อนหรอกแต่ก็หลบเอาไว้ก่อน หญิงวัยกลางคนที่นุ่งส่าหรีสีแดงยิ้มกว้าง เธอลุกขึ้นยืน

"ดิฉันนับถือศาสนาฮินดู เราบูชามหาเทวะที่เรียกว่าตรีมูรติ คือ พระพรหม มหาเทพผู้สร้าง พระวิษณุ มหาเทพผู้ปกป้องรักษา และพระศิวะ มหาเทพผู้ทำลาย เราสวดมนต์เพื่อขอบคุณ ขอพรและแสดงความนอบน้อมต่อพระองค์ผู้สร้างและปกป้องโลกค่ะ"

"ดีมากครับ อันว่าจิตของคนเรานี้เปรียบเสมือนลิงน้อยที่ซุกซน เหล่าท่านทั้งหลายจึงมอบบทสวดมนต์อันเป็นคำศักดิ์สิทธิ์เพื่อฝึกให้รวมจิตเป็นหนึ่ง สอนให้เราจับลิงให้อยู่นิ่งเสียก่อน เมื่อจิตรวมนิ่งแล้ว จิตนั้นจึงจะพร้อมในการรับฟังคำสอน การสวดมนต์น้อมนำจิตให้อ่อนน้อม จิตที่อ่อนน้อมย่อมฝึกได้ง่ายกว่าจิตที่แข็งกระด้าง ท่านที่นั่งอยู่ในห้องนี้ผมมองเห็นแล้วว่าเป็นจำพวกมีศรัทธาแรงกล้า จึงได้มารวมกัน"

ผู้ฟังเป็นชายคนหนึ่งยกมือขึ้น เชนทร์ขยับศีรษะนิดหนึ่งเป็นเชิงอนุญาตให้พูด ผู้ชายคนนั้นจึงลุกขึ้นยืน

"สวัสดีครับ ผมเดวิด โทมัส เป็นนักวิทยาศาสตร์ฟิสิกส์ ที่มาร่วมในวันนี้เพราะมีข้อสงสัยอยู่หลายข้อ ตามหลักทางฟิสิกส์แล้วนั้น สิ่งที่เดินทางได้เร็วที่สุดคือแสง เท่าที่นักฟิสิกส์รู้ตอนนี้ ความเร็วแสงเป็นความเร็วสูงสุดที่เอกภพยอมให้มีได้ พูดง่ายๆ ว่าไม่มีสิ่งใดที่สามารถเคลื่อนที่ได้เร็วกว่าแสง  แต่คุณกลับบอกว่ามีสิ่งที่เดินทางได้เร็วกว่าแสง นั่นก็คือ จิต... ผมได้ยินมามาก แต่ยังไม่เห็นมีอะไรมาพิสูจน์ทฤษฎีนี้เลยครับ" ชายผมสีทองเอ่ย ทุกคนเงียบกริบเพื่อรอฟังคำตอบ

เชนทร์ทำท่าถอนหายใจ มันเป็นคำถามที่ล้าสมัยมากสำหรับเขา...ชายคนนี้คงไม่รู้ว่าเวลานี้พวกนักวิทยาศาสตร์หลายสถาบันลับกำลังมีการหันมาทดลองเรื่องของจิตกันอยู่ มีการนำคัมภีร์ของศาสนาต่างๆ ไปแปลและตีความหมายกันอย่างจริงจัง มีการค้นหาเด็กและผู้คนที่มีความสามารถพิเศษเหนือมนุษย์ซึ่งมีอยู่จริงในโลกนี้เพื่อไปทำงานทดลองตรวจเช็กคลื่นสมอง เหมือนในภาพยนตร์ไซไฟเรื่อง เอ็กซ์เมน รวมทั้งมีการพยายามสร้างไทม์เมอร์ชีนด้วยแม้ในขณะที่เขากำลังนั่งอยู่ที่นี่

"คุณเดวิด...ลองโทรไปหาภรรยาคุณที่บ้านตอนนี้สิครับ ถามว่าเธอกำลังทำอะไรอยู่...ขณะนี้น่าจะเวลาเที่ยงคืนแต่ผมจะบอกให้ก่อนล่วงหน้าว่า...เวลานี้ภาพที่ผมเห็นคือ มีผู้ชายคนหนึ่งกำลังจอดรถที่หน้าบ้านคุณ ดูเหมือนเขาจะชื่อ...โจ... ภรรยาของคุณกำลังเปิดประตูให้ โทรศัพท์คุณจะดังอยู่นานสักหน่อยเพราะเธอยังอยู่หน้าบ้าน แต่โทรศัพท์มือถือของเธออยู่ที่ห้องรับแขก"

เชนทร์เอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย สังเกตเห็นใบหน้าของเดวิดตกใจลงทันที เขาล้วงโทรศัพท์กดไปหาภรรยา ทำให้ทุกคนต่างพลอยตื่นเต้นและลุ้นจนแทบจะลืมหายใจหายคอกันเลยทีเดียว โทรศัพท์ของเขาดังอยู่นานเหมือนคำทำนาย เขามีท่าทางกระวนกระวายยกมือขึ้นถูจมูก ใบหน้าแดงก่ำด้วยความไม่พอใจ

"คุณวางสายก่อน แล้วพอผมบอกให้โทรใหม่ คุณค่อยโทร"

เสียงห้าวเอ่ยบอก เดวิดก็ทำตาม ต่อมาสักสองนาทีเชนทร์ก็พยักหน้าให้โทรใหม่ แล้วก็มีคนรับสาย

"ฮัลโหลที่รัก คุณกำลังทำอะไรอยู่"

เดวิดรรีบเอ่ยถามไปตามสาย เสียงโทรศัพท์ของเขาได้ยินชัดทั่วห้องโดยที่เขาไม่ได้เปิดสปีกเกอร์

"ไฮ เดฟ...เอ่อ ฉันกำลังนอนหลับอยู่ค่ะ มันดึกแล้วนะคะ" เสียงภรรยาตอบ

"โอเค ผมกำลังประชุมอยู่ ฝันดีนะที่รัก กู๊ดไนท์"

เดวิดกล่าวเพียงสั้นๆ แล้วก็รีบกดวางสาย เพราะเขาไม่ต้องการเป็นตัวโจ๊กในห้องประชุม

"คุณอาจจะมีคำถามว่า ภรรยาของคุณอาจจะพูดความจริงและผมอาจจะทำนายผิด แต่ถ้าคุณเปิดอินบ็อกซ์ตอนนี้จะเห็นคลิปวิดีโอ"

เดวิดได้ยินเสียงข้อความเข้า เขารีบกดเปิดดูคลิปทันที คลิปมีบอกวันเวลาไว้อย่างชัดเจนว่ามันเป็นเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น รูปภาพจากกล้องวงจรปิดของเพื่อนบ้านตรงกันข้ามที่เขาเพิ่งมีปากเสียงด้วยว่าเพื่อนบ้านติดตั้งกล้องวงจรปิดแล้วหันกล้องมาส่องถึงหน้าบ้านของเขามากเกินไป

บทก่อนหน้า
บทถัดไป