บทที่ 8 เผชิญหน้า

เดวิดมองคลิปวิดีโอที่ภรรยากำลังยิ้มทักทาย เพื่อนชายอย่างสนิทสนม...เขากำลังมีเรื่องนี้เป็นสิ่งรบกวนใจอยู่คือเรื่องที่ว่าภรรยาของเขากำลังมีชู้ สวมเขาให้ระหว่างที่เขากำลังยุ่งอยู่กับงานและการเดินทาง เขาสงสัยมาระยะหนึ่งแล้ว เคยคิดจะติดกล้องแต่เขาก็กลัวคำตอบและหลอกตัวเองเรื่อยมา เขาเงยหน้ามองไปยังเวทีแล้วค้อมศีรษะให้เชนทร์ก่อนจะนั่งลงด้วยความรู้สึกหัวใจสลาย

"นั่นเป็นคำตอบที่ว่า...จิตสามารถเดินทางได้เร็วกว่าแสง เพียงแค่คิด...ก็ถึงแล้ว...แต่ผมขอทำนายต่ออีกนิดหนึ่งว่า...การสิ้นสุดคือการเริ่มต้น คุณจะได้พบใครบางคนจากงานนี้...แล้วคุณจะมีความสุข"

เขาเอ่ยสรุป ผู้คนยังคงอ้าปากค้างและต่อมาก็กระซิบกระซาบส่งเสียงอึงๆ ถึงสิ่งที่ได้ยินมาสดๆ ร้อนๆ เดวิดเงยหน้าขวับมองเชนทร์ สายตาคมกริบมองตรงมา เดวิดรับรู้ถึงพลังงานที่แผ่ซ่านไปทั่วร่างอย่างรวดเร็ว เหมือนพลังงานที่เข้ามาชาร์ตแบตเตอรี่ที่กำลังอ่อนแรงให้

"ขอบคุณครับ" เขาเอ่ยออกมาจากใจจริง

เชนทร์ขยับศีรษะเล็กน้อยเป็นการรับ ราวกับผู้สูงส่งรับคำขอบคุณจากผู้อยู่ต่ำกว่า สายตาคมเข้มมองไปยังบริเวณที่มีกระแสคลื่นรบกวนอยู่ตลอดเวลา... เขารู้ว่า...หล่อนอยู่ที่นั่น... ซารีน่า แม็คเคนซี่

เชนทร์รับรู้อย่างหนึ่งว่าตลอดหลายปีที่ผ่านมานี้ เวลาเขาอยู่ในสถานที่เดียวกับหล่อน จะมีคลื่นบางอย่างที่ทำให้เขารู้สึกแปลกประหลาด และเขาก็ไม่สามารถตีความหมายได้ว่ามันคืออะไรและเพราะอะไร เชนทร์ผู้สามารถอ่านทะลุพลังงานแทบทุกอย่างได้ แต่เขาไม่สามารถอ่านพลังงานจากซารีน่าได้ เหมือนมีบางสิ่งบางอย่างไม่ต้องการให้เขารู้

มีคนยกมือขึ้นอีกหลายคนหลังจากนั้น และแต่ละคนก็มีคำถามเกี่ยวกับตัวเองที่ต้องการรู้และต้องการให้เขาทำนายให้ เวลาผ่านไปจนถึงช่วงรับประทานอาหารกลางวัน แต่ไม่มีใครต้องการจะพักเบรกเลย มีคนยกมือสลอนรอคิวของตัวเองอยู่

"เอ่อ ต้องขออภัยนะคะ ขอเชิญรับประทานอาหารกลางวันกันที่ห้องอาหารก่อนนะคะ ขออนุญาตให้คุณเชนทร์ได้พักด้วยค่ะ ความจริง ภาคบ่ายจะเป็นภาคการฝึกแบบ How to นะคะ วิธีการฝึกจิตให้มีพลัง ดิฉันตื่นเต้นจริงๆ ค่ะ แต่ตอนนี้เชิญทุกท่านพักทานอาหารก่อนนะคะ เจอกันอีกครั้งเวลา 13.30 น. ค่ะ"

พิธีกรเอ่ยเชิญเชิงบังคับทุกคน เชนทร์ขยับตัวลุกขึ้นยืนแล้วมองไปยังเก้าอี้แถวหลังสุด เห็นหลังร่างเพรียวระหงก้าวเร็วๆ ออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว

เขามองตาม... ไม่เห็นอะไรอีก... ร่างสูงก้าวเดินลงจากเวทีไปยังห้องเล็ก ซึ่งผู้จัดงานได้จัดอาหารมาเสิร์ฟให้ในห้องนั้น วสันต์กับภมันตียืนรออยู่ เชนทร์รู้ว่าเขาเป็นผู้มีความสามารถเหนือมนุษย์และมีสัญญาความทรงจำจากอดีตชาติเรื่องหน้าที่บางอย่าง เขาทราบจากวสันต์และภมันตีว่า เขาอยู่ชั้นเหนือโลกธาตุและลงมาทำภารกิจเพื่อช่วยเหลือมนุษย์ตามพระบัญชาของเทพชั้นสูง เขาจำได้เป็นบางอย่าง เท่าที่จำเป็นต้องรู้เท่านั้น เห็นว่าเพราะคำอธิษฐานของตัวเองที่เป็นตัวปิดกั้นไม่ให้เขารู้มาก เพราะยิ่งรู้มากยิ่งวุ่นวายมาก ต้องการทำภารกิจให้สำเร็จเท่านั้น

"พวกเจ้าทราบใช่หรือไม่" เสียงทรงอำนาจเอ่ยถาม วสันต์หันไปมองหน้าภมันตี ร่างสูงมานั่งที่โซฟา ท่านั่งหลังตรงสง่าดุจประทับบัลลังก์อันคุ้นชิน หากสีหน้าดุและเอาแต่ใจ เหมือนดั่งมหาเชนทิราชเวลาทรงไม่ได้ดั่งพระทัย ทรงเป็นได้ทั้งน้ำเย็นและน้ำเดือดในองค์เดียวกัน แล้วแต่สถานการณ์ของพระอารมณ์ เวลานี้ที่เป็นมนุษย์ก็พูดภาษามนุษย์มากกว่าภาษาเทพและอารมณ์ด้านขุ่นมัวก็เข้มข้นไปตามประสามนุษย์โลก

"เรื่องอะไรคะ"

ภมันตีถาม ทำสีหน้าซื่อ วสันต์เองก็เช่นกัน... เรื่องนอกเหนือจากหน้าที่พวกเขาไม่สามารถจะชี้แนะได้ นอกเสียจากจะได้รับเทวโองการหรือคำสั่งเปลี่ยนแปลงในอนาคต...

มหาเชนทิราชเทพบุตรได้ทรงตั้งสัตยาธิษฐานเอาไว้มั่นว่าจะไม่ยุ่งเรื่องอื่นใดสำหรับการอวตารลงมาครั้งนี้ จะทำเฉพาะเทวราชกิจตามพระบัญชาแห่งองค์มหาเทพผู้ยิ่งใหญ่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น อีกทั้งก่อนเสด็จลงมาก็ได้ทรงเห็นแล้วว่าพระชายานั้นทรงปลีกวิเวกเพื่อรอคอยการกลับขึ้นไปของพระองค์

ด้วยคำอธิษฐานอันศักดิ์สิทธิ์...สายพระเนตรจึงมิได้เหลือบแลผู้ใดทั้งสิ้น...แต่แน่นอนว่าพลังงานไม่มีการสูญหาย มีแต่การย้ายที่อยู่ พลังงานที่คุ้นเคยกัน...ย่อมส่งคลื่นรบกวนทักทายกันอย่างที่เห็น... แล้ววสันต์กับภวันตีจะพูดอะไรได้...

ท่านพระแม่เจ้าทรงคิดการสิ่งใดกันแน่ที่ทรงอนุญาตให้เจ้าหญิงไซคิรตียาแยกอนุภาคลงตามพระสวามีมาเช่นนี้ เรื่องนี้ไม่มีใครอาจหาญไปหยั่งทราบน้ำพระทัยแห่งองค์พระมหาเทวีได้... ทรงห่วงพระโอรสกระมัง หรือทรงหยั่งรู้อะไรอีก พระมหาเทวีทรงเป็นเทพีแห่งความกรุณา การลงมาของพระโอรสและการส่งเจ้าหญิงไซคิรตียาลงมาเช่นนี้ ทรงตั้งพระทัยจะโปรดสิ่งใดให้เหล่ามนุษย์กันแน่... อนาคตคงจะได้รู้กันต่อไป

"เจ้าไม่ต้องมาทำไขสือ วสันต์...ปกติเจ้ารู้ทุกเรื่อง แล้วทำไมเรื่องนี้ไม่รู้"

เสียงห้วนเอ่ยถามคนที่เป็นทั้งสหายและพี่เลี้ยงผู้ดูแล วสันต์ก้าวเข้าไปเปิดฝาครอบอาหารสเตนเลสออก ภมันตีตักข้าวใส่จานตรงหน้า อาหารมังสวิรัตที่แทบจะไม่แตะต้อง ตั้งแต่เกิดจะรับประทานเพียงจำเป็น เมื่อครั้งเป็นเด็กเล็กถึงกับอ้วก มักทำท่ารังเกียจอาหารหยาบสกปรกของมนุษย์เสมอ ด้วยความไม่ชินกับกลิ่นคาว แต่ต่อมาก็ปรับตัวและก็สามารถทำตัวได้กลมกลืนกับผู้คนได้ ด้วยความตั้งใจคงมั่นว่าถ้าหากจะมาช่วยมนุษย์ก็ควรจะต้องเข้าใจโลกมนุษย์และความเป็นมนุษย์ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

"เรื่องนี้อยู่นอกเหนือวิสัยของกระหม่อม เอ่อ ของกระผมจริงๆ ครับ" วสันต์กล่าว

"ทำไมเรารู้เรื่องของทุกคน แต่ทำไมเราไม่สามารถรู้เรื่องของผู้หญิงคนนี้ได้ ทำไมเรามองอะไรไม่เห็น...เพ่งยังไงก็ไม่รู้เรื่อง"

เขาถามด้วยความรู้สึกหงุดหงิด คนที่ทำให้เชนทร์หงุดหงิดได้นั้น ไม่ค่อยมี...เพราะสำหรับเขานั้น ตั้งแต่เกิดมาเขาเป็นผู้ควบคุมทุกอย่างเสมอ เรียกได้ว่าทุกอย่างอยู่ในกำมือ...ยกเว้นเรื่องของ... ซารีน่า แม็คเคนซี่

"ก็ทำไมอยากจะเห็นละคะท่าน... แสดงว่าท่านไม่มีกิจไปยุ่งเกี่ยวกับเธอกระมัง"

ภวันตีเอ่ย เธอคุ้นชินกับการแสดงบทบาทมนุษย์มากกว่าวสันต์ องค์เชนทิราชก็เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์เพอร์เฟ็กต์มากในเวลานี้ ทรงโกรธเป็นและทรงมีพระอารมณ์หงุดหงิดเหมือนมนุษย์ องค์เชนทิราชตอนสถิตย์อยู่ ณ เทวอาณาจักรที่ว่าพระอารมณ์เดือดเก่งนั้นยังสู้เวลาอารมณ์เดือดในเมืองมนุษย์ไม่ได้...ทรงเดือดไม่บ่อยหรอก แต่อย่าให้เดือดเป็นดีที่สุด...

บทก่อนหน้า
บทถัดไป