บทที่ 4 ตอนที่ 3 - ดอกแก้วที่จนตรอก
เสียงเปิดประตูห้องน้ำเรียกสายตาจากคนบนเตียงให้หันไปมอง พิธานวางหนังสือที่อ่านอยู่ลง ก่อนจะเดินเข้าไปโอบกอดภรรยาที่ดูอ่อนล้ากว่าปกติหลวมๆ
“เหนื่อยมากไหม?”
ช่วงนี้เป็นช่วงเตรียมตัวสำหรับงานแต่ง และเพราะงานแต่งที่จะจัดขึ้นไม่ใช่งานเล็กๆ เหมือนที่เชียงใหม่ เพื่อหน้าตาของเจ้าของบริษัทอย่างพิธานจึงทำให้งานที่ควรจะสบายๆ กลับจริงจังขึ้น ข่าวการแต่งงานแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว สื่อหลายสื่อให้ความสนใจทั้งยังขอสัมภาษณ์ราวกับพิธานเป็นดาราดัง แม้จะไม่ชอบใจแต่พิธานก็ปฏิเสธไม่ได้ เพราะการได้พื้นที่สื่อก็มีประโยชน์กับบริษัทของเขามากพอสมควร
พิธานเลยจัดการนัดสื่อทั้งหลายให้มาสัมภาษณ์ที่เพนท์เฮ้าส์ โดยมีข้อแม้ว่าเขาอนุญาตให้แต่จะสำนักส่งทีมงานมาได้ไม่เกินสองคนเท่านั้น เพราะกลัวว่าเด็กๆ จะตื่นเพราะเจอคนเยอะ
เด็กๆ ที่ว่าหมายถึงลูกชายและลูกสาวของพิธานกับดอกแก้ว ส่วนหนึ่งที่สื่ออยากสัมภาษณ์เป็นเพราะเด็กปริศนาสองคนนี้ด้วย พิธานไม่ค่อยพาลูกออกงานที่ไหน และการสัมภาษณ์ในครั้งนี้ก็จะเป็นการเปิดตัวอย่างจริงจังครั้งแรก
“เหนื่อยค่ะ”
ดอกแก้วไม่โกหก เธอเหนื่อยเหมือนตัวจะขาด วันนี้เธอต้องไปลองชุดเจ้าสาวที่จะใช้ในงานทั้งหมดสามชุด เลือกของชำร่วย และเข้าครอสเจ้าสาวขัดผิวขัดหน้าจนเผลอหลับไปหนึ่งตื่น เธอไม่อยากจะโอดครวญเลยว่าเลี้ยงลูกยังเหนื่อยน้อยกว่านี้
“อดทนหน่อยนะ อีกอาทิตย์เดียว”
“ค่ะ”
“มา คุณพิธานนวดให้” มือใหญ่ดันไล่บางให้นั่งลงบนเตียง ก่อนจะออกแรงนวดที่ไหล่และต้นแขนให้ภรรยาอย่างเอาใจ “เจ็บไหม?”
“ไม่เจ็บค่ะ”
“พอได้นวดให้ดอกแก้วแบบนี้แล้วคิดถึงตอนที่ดอกแก้วท้องเลย”
“ทำไมคะ?”
“ก็ตอนนั้นดอกแก้วก็เมื่อยเนื้อเมื่อยตัวแบบนี้ คุณพิธานเลยกลายร่างเป็นพนักงานนวดชั่วคราว”
“แต่ดอกแก้วว่าคุณนวดดีกว่าพนักงานมือโปรอีกนะคะ”
“นั่นเป็นเพราะว่าฉันมีเคล็ดลับ”
“เคล็ดลับอะไรคะ?”
“ฉันนวดดอกแก้วด้วยความรัก”
ถ้อยคำหวานหูทำให้คนที่ไม่ทันได้ตั้งรับแก้มแดงก่ำ ดอกแก้วก้มหน้างุด เขินอายเหมือนวันแรกที่ถูกสามีเกี้ยวก็ไม่ปาน
“พอรัก ฉันก็อยากจะทำให้ดอกแก้วสบายที่สุด เพราะแบบนี้ดอกแก้วถึงได้บอกว่าฉันนวดดีไงล่ะ”
“ขอบคุณนะคะ” คุณแม่ลูกสองกดจูบลงบนหลังมือที่นวดอยู่บนไหล่ “ดอกแก้วรักคุณจังเลย”
“ฉันก็รักดอกแก้ว รักมากกว่าเม็ดทรายบนโลกใบนี้”
.
.
เพนท์เฮ้าส์ในวันนี้วุ่นวายกว่าปกติหลายเท่า เป็นครั้งแรกที่พิธานเปิดบ้านต้อนรับแขกแปลกหน้า และมันก็จะเป็นครั้งสุดท้ายเช่นกัน เขาบอกกับนักข่าวไปแล้วว่าจะให้สัมภาษณ์แค่ครั้งนี้ครั้งเดียวไม่มีครั้งที่สองตามมาอีก
นักข่าวที่มานับสิบคนทำให้ห้องรับแขกกว้างๆ แคบไปถนัดตา แต่ถึงอย่างนั้นเด็กน้อยสองคนก็ไม่โยเย คนโตนั่งอยู่บนตักของคนเป็นพ่อ ส่วนคนเล็กก็นั่งตาแป๋วอยู่บนตักของแม่ บางครั้งก็ส่งยิ้มให้พี่ๆ นักข่าวจนพากันเอ็นดูทุกคน
“เริ่มกันเลยดีกว่าครับ น้องดาวต้องนอนกลางวัน”
“ได้ค่ะ” นักข่าวสาวคนแรกตอบรับ ก่อนจะตั้งคำถามแรกทันที “คุณพิธานกับคุณดอกแก้วพบรักกันได้ยังไงคะ?”
ดอกแก้วรู้สึกคอแห้งขึ้นมาทันที แค่คำถามแรงก็ทำให้เธอกระอักกระอ่วนแล้ว ไม่อยากจะคิดเลยว่าคำถามต่อๆ ไปจะหนักแค่ไหน
“เอ่อ เพราะ...”
“เพราะความใกล้ชิดครับ”
พิธานเลือกตอบแทน เขาไม่ชอบเวลาได้เห็นสีหน้าแบบนั้นจากภรรยา ถึงจะไม่เคยพูด แต่ดอกแก้วก็คงไม่มีวันที่จะลืมอดีตเหล่านั้นได้
“เพราะความใกล้ชิด?”
“ครับ มีเหตุการณ์ที่ทำให้เราได้ใกล้ชิดกัน ผมก็เลยตกหลุมรักเขา”
“ดอกแก้วตกหลุมรักคุณก่อนค่ะ”
“ตั้งแต่เมื่อไหร่?”
พิธานไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อน เขาคิดว่าตัวเองรักดอกแก้วก่อนมาตลอด
“น่าจะตั้งแต่ช่วงที่คุณไปจีน”
ช่วงที่ไปจีน คงเป็นช่วงเดียวกับที่พิธานไปพบคู่หมายอย่างซูฮวา ดอกแก้วรักเขาตั้งแต่ตอนนั้นแล้วสินะ
“งั้นเรื่องนี้คุณพิธานยอมแพ้ เพราะเอาตรงๆ ฉันก็จำไม่ได้เหมือนกันว่ารักดอกแก้วไปตอนไหน รู้ตัวอีกทีก็ขาดดอกแก้วไม่ได้แล้ว ขาดไม่ได้จนต้องขอร้องให้มาอยู่ด้วยกันที่นี่”
คำตอบทื่อๆ แต่ซื่อตรงทำให้นักข่าวพากันอายม้วนไปหมด ดอกแก้วเองก็ไม่ต่างกัน แต่เธอรักษาท่าทีได้เพราะไม่อยากให้นักข่าวได้ภาพตอนที่เธอเขินจนไม่เป็นตัวเองไป
“แล้วหลังจากนั้นก็แต่งงานกันเหรอคะ?”
“ครับ แต่งงานที่บ้านของดอกแก้วเขา ไม่ได้จัดอะไรใหญ่โต แค่ผูกข้อไม้ข้อมือ จดทะเบียนสมรส ส่วนงานที่กรุงเทพฯ คราวแรกก็ตั้งใจจัดทันทีที่กลับมาจากเชียงใหม่ แต่ลูกชายมาอยู่ในท้องก่อนเลยต้องเลื่อนออกไป”
“แบบนี้คุณดอกแก้วน้อยใจไหมคะ? เพราะเหมือนว่าคุณไม่ได้ถูกเปิดเผยเท่าไหร่ มีแต่ข่าวลือซึ่งไม่มีอะไรมายืนยันได้เลย”
“ไม่เลยค่ะ” ดอกแก้วตอบพลางคลียิ้มบางๆ “สำหรับดอกแก้ว การจัดงานใหญ่โตไม่ได้เป็นเครื่องหมายยืนยันว่าเราจะอยู่ด้วยกันตลอดไป เพราะฉะนั้นต่อให้ไม่มีงาน ไม่มีการเปิดตัวดอกแก้ว แต่ถ้าคุณพิธานยังรักและดีกับดอกแก้วแบบนี้ แค่นี้ดอกแก้วก็พอใจแล้วค่ะ”
“แด๊ดดี้รักคุณแม่”
เสียงเล็กๆ ดังขึ้นจนผู้ใหญ่ทุกคนหันไปมอง เด็กชายพนธกรมองผู้ให้กำเนิดสลับไปมาก่อนจะพูดอีกครั้ง
“แด๊ดดี้รักคุณแม่คนเดียว”
“รู้มากนะเรา” พิธานหอมผมลูกชายไปหนึ่งที เป็นรางวัลที่พูดได้ถูกใจ
หลังจากนั้นการสัมภาษณ์ก็ดูเหมือนว่าจะผ่อนคลายลง เพราะไม่มีคำถามอะไรหนักๆ ให้ต้องตอบอีกแล้ว ส่วนมากก็เป็นคำถามเกี่ยวกับสาขาที่พิธานกำลังจะขยาย หรืออนาคตของลูกๆ ว่าจะไปในทิศทางไหน ซึ่งพิธานกับดอกแก้วตอบนักข่าวไปเหมือนกันว่า
“แล้วแต่พวกเขาจะเลือก พ่อแม่เลี้ยงได้แต่ตัว ถึงเวลาเขาจะตัดสินใจทุกอย่างได้ด้วยตัวเขาเอง”
ได้ยินแบบนั้นนักข่าวก็พยักหน้ารับ การเลี้ยงลูกของบ้านนี้ค่อนข้างเหมือนเพื่อนมากกว่าผู้ปกครอง แต่เด็กๆ ก็ไม่ได้มีพฤติกรรมไม่น่ารักให้ต้องเป็นห่วงอยู่แล้ว
“แล้วแบบนี้คิดจะมีน้องอีกไหมคะ?”
คำถามนั้นทำให้ดอกแก้วเสียท่าทางจนได้ แก้มขาวๆ ขึ้นสีแดงจาง เธอก้มหน้าลงไม่กล้าสบตาใครโดยเฉพาะสามี
“ไม่ได้คิดครับ”
พิธานตอบอย่างไม่รู้สึกรู้สาอะไร ก่อนจะพูดต่อเพื่อให้ประโยคออกมาได้สมบูรณ์
“ไม่ได้คิด เพราะตอนนี้มีแล้ว”
“จริงเหรอคะ?”
“ค่ะ” ดอกแก้วพยักหน้ารับเบาๆ ซ่อนความเขินอายไว้ไม่มิด
ช่วงระหว่างเตรียมงานแต่งดอกแก้วมีอาการหน้ามืดและเวียนหัว ทีแรกเธอคิดว่าคงเพราะนอนน้อยและเครียดเกินไป แต่เพราะพิธานไม่ไว้ใจจึงพาไปตรวจอย่างละเอียดที่โรงพยาบาล แล้วทั้งคู่ก็ได้รับข่าวดีว่าดอกแก้วกำลังท้องอ่อนๆ แค่ประมาณหกสัปดาห์เท่านั้น แต่ที่มีอาการเร็วคงเป็นเพราะพักผ่อนน้อยจริงๆ
ตอนที่รู้ว่ากำลังจะมีลูกอีกคนพิธานห่วงดอกแก้วจนเกือบจะเลื่อนงานแต่งอีกครั้ง แต่เพราะครั้งนี้ทุกอย่างมันพร้อมหมดแล้ว แขกก็เชิญมาหมดแล้ว ดอกแก้วจึงปรามไว้ว่าไม่เป็นไร ครั้งนี้คงต้องแต่งงานทั้งๆ ที่อุ้มท้องแล้วจริงๆ
ส่วนซูฮวาที่รู้ก็รีบเร่งให้มาร์คปั๊มลูกคนที่สองเพื่อจะได้ตามมาติดๆ บ้าง ซึ่งก็ใช้เวลาไม่นาน เพราะเมื่อวานทั้งสองคนเพิ่งโทรมาแจ้งว่ากำลังตั้งท้องลูกคนที่สองในที่สุด
คราวนี้ทั้งดอกแก้วและซูฮวาจะได้คลอดลูกใกล้กัน ห่างกันเพียงแค่เดือนเดียว ไม่ได้ห่างกันหลายเดือนเหมือนพริบพราวดาวกับแมทธิวอีกแล้ว
“ยังไงก็อวยพรให้แข็งแรงทั้งคุณแม่และคุณลูกนะคะ”
“ขอบคุณค่ะ”
.
.
วันงานแต่งงานเป็นวันที่เจ้าสาวจะวุ่นวายที่สุดในชีวิต แต่ไม่ใช่กับเจ้าสาวที่ชื่อว่าดอกแก้ว
พิธานอำนวยความสะดวกให้ดอกแก้วทุกทาง เขาไม่ยอมให้ภรรยาต้องเหน็ดเหนื่อยแม้แต่นิดเดียว หลังจากจบพิธีเช้าเขาก็ให้ดอกแก้วได้นอนพักจนเต็มอิ่ม แล้วปลุกขึ้นมาแต่งหน้าแต่งตัวอีกทีตอนสี่โมงเย็น
“ดอกแก้ว”
“อื้อ”
“ตื่นได้แล้ว” พิธานกระซิบข้างใบหูขาวสะอาด อยากจะขบเม้มลงไปจะแย่ แต่ก็กลัวว่าจะเลยเถิดจนไม่ได้ลงไปที่งาน “ตื่นเร็ว คนเก่ง”
“ง่วงจังค่ะ”
“คุณพิธานรู้ ไปล้างหน้าก่อนนะ จะได้สดชื่น”
ดอกแก้วยอมลุกอย่างว่าง่าย เธอเข้าไปหน้าหน้าล้างตาในห้องน้ำโดยมีสามีคอยดูแลไม่ห่าง หลังจากนั้นก็กลับมานั่งเป็นตุ๊กตาให้ช่างแต่งหน้าได้ละเลงตามใจชอบ
“เด็กๆ อยู่ไหนคะ?”
“อยู่กับปู่กับยาย แล้วก็น้ำ”
“น้ำคุณหรือน้ำดอกแก้ว”
“น้ำทั้งคู่”
ชื่อคนสนิทจากทั้งสองคนที่เหมือนกันทำให้สับสนเล็กน้อย แต่มันก็เป็นเรื่องตลกขบขันที่พูดถึงเมื่อไหร่ก็เรียกเสียงหัวเราะได้ตลอด แม้กระทั่งเจ้าของชื่อสองคนที่ได้มาเจอกันยังหยอกล้อกันเองด้วยซ้ำไป
เพราะทั้งพิธานและดอกแก้วมีคนสนิทด้วยไม่มาก ทำให้ทุกคนต่างพากันสนิทไปเองเวลามาเยี่ยมหลาน อย่างเจ้น้ำของดอกแก้วที่ตอนนี้เลื่อนขั้นเป็นผู้จัดการผับของทิมก็เริ่มสนิทกับนันทิดาเพราะอายุไม่ได้ไกลกันมาก รักสวยรักงามเหมือนกัน และหมอน้ำก็ไม่ได้รังเกียจว่าเจ้น้ำมีอาชีพเป็นอะไร ทำให้ทั้งสองเข้ากันได้อย่างไม่น่าเชื่อ
ส่วนคุณทิม เพื่อนสนิทของพิธานอีกหนึ่งคนก็หลงหลานๆ ไม่ต่างกัน ตอนนี้คุณทิมมีคนรักแล้ว ยังไม่ได้แต่งงานแต่ก็หมั้นกันไว้เรียบร้อย แต่นั่นก็แปลว่าคุณทิมยังปั๊มลูกไม่ได้แม้จะอยากมีใจจะขาด เพราะคุณจี แฟนสาวของคุณทิมขอไว้ว่าอยากทำงานต่ออีกซักหน่อย
ดอกแก้วมองตัวเองในกระจกแล้วยิ้มออกมา เธอไม่เคยคิดว่าชีวิตของตัวเองจะมาถึงจุดนี้ได้ อายุเพียงยี่สิบหกปี แต่ได้เป็นคุณแม่ของลูกสามคน มีสามีที่น่ารักแสนดีกว่าใคร และกำลังจะได้แต่งงาน ได้ใส่ชุดเจ้าสาวสุดสวยอย่างที่ไม่เคยวาดฝันมาก่อน
นอกจากได้ครอบครัวใหม่แล้วเธอยังได้ครอบครัวเดิมกลับมา ดอกแก้วเคยคิดว่าชาตินี้คงไม่ได้อยู่กับแม่อีกแล้ว แต่ในวันนี้แม่กลับมาอยู่กับเธออย่างพร้อมหน้า ทุกอย่างนี้ถ้าไม่ใช่เพราะพิธาน ดอกแก้วก็ไม่มั่นใจว่าเธอจะมีชีวิตแบบนี้ได้หรือเปล่า
ขอบคุณเหลือเกิน ขอบคุณที่เขาเข้ามาเปลี่ยนแปลงชีวิตของเธอจนมีแต่ความสุขแบบนี้
.
.
งานเลี้ยงฉลองเริ่มต้นจากพิธีกรพูดถึงเจ้าบ่าวเจ้าสาว โดยที่เจ้าบ่าวเจ้าสาวตัวจริงยืนรออยู่หลังประตูบานใหญ่ และเมื่อได้สัญญาณ ประตูก็เปิดออกพร้อมดรายไอซ์ที่พ่นไปทั่วพื้น เสียงดนตรีแสนหวานขับกล่อมตลอดเวลาที่ทั้งสองก้าวเดิน เด็กน้อยน่ารักนับสิบคนโปรดกลีบกุกลาบสีขาวผสมดอกแก้วลงบนตัวของบ่าวสาวไปตลอดทาง จนกระทั่งสองคนสุดท้าย
พนธกร และพริบพราวดาว
ทั้งสองคนไม่ได้ถือกลีบดอกไม้เหมือนเด็กคนอื่น แต่ในมือเล็กๆ นั่นมีมงกุฎดอกแก้วอยู่คนละชิ้น มงกุฎที่อยู่ในมือพริบพราวดาวมีขนาดเล็กกว่า ส่วนมงกุฎที่อยู่ในมือพันธกรมีขนาดใหญ่ เหมาะสำหรับให้ผู้ชายใส่
“แม่”
“ขา” ดอกแก้วหันไปหาลูกสาว เพราะพริบพราวดาวยังตัวเล็ก เด็กน้อยเลยมีลุงทิมคอยอุ้มไม่ห่าง
“หนูห้าย”
“ใส่ให้คุณแม่สิคะ”
แฟนของคุณทิมกระซิบบอก เด็กน้อยทำตามอย่างว่าง่าย มือเล็กค่อยๆ ว่างมงกุฎเล็กๆ ลงผมของดอกแก้วอย่างบรรจง
“คุณแม่... จ๋วย”
“ลูกแม่ก็สวยค่ะ” ดอกแก้วหอมแก้มขาวๆ ทั้งสองข้าง ก่อนจะหันไปหาสามีที่ลูกชายสวมมงกุฎให้เรียบร้อยแล้วเพื่อทำพิธีต่อ
เมื่อบ่าวสาวขึ้นไปยืนอยู่บนเวที เสียงปรบมือก็ดังขึ้นเกรียวกราวจนดอกแก้วมือเย็น พิธานที่รับรู้ได้รีบกระชับมือที่เล็กกว่าไว้ เพื่อบอกกับภรรยาว่าเขาอยู่ตรงนี้ไม่ไปไหน
“ความรักของทั้งคู่เกิดจากความใกล้ชิด จนตัดสินใจแต่งงานกัน และมีพยานรักตัวน้อยด้วยกันถึงสองคน” ในตอนนี้เด็กๆ ทั้งสองคนถูกจูงขึ้นมาบนเวที ดอกแก้วรีบรับพริบพราวดาวมาอุ้มไว้ พิธานเองก็ทำกับพนธกรไม่ต่างกัน แสงแฟลชจากกล้องสาดเข้ามาจนตาพร่าไปหมด “ผลผลิตจากความรักของทั้งคู่ และได้มาอยู่ในงานแต่งของคุณพ่อคุณแม่ตัวเอง”
เสียงปรบมือดังไปทั่วห้องบอลรูมขนาดใหญ่ เด็กๆ ทั้งสองคนปรบมือตาม ไม่มีท่าทางตื่นตระหนกหรือโยเยแม้แต่น้อยจนรู้สึกเบาใจ
“คุณพิธาน มีอะไรอยากบอกเจ้าสาวไหมครับ”
ถึงคราวที่บ่าวสาวต้องพูดความในใจบ้าง พิธีกรส่งไมค์ให้พิธาน อีกฝ่ายรับมาพร้อมรอยยิ้มน้อยๆ ที่น้อยครั้งคนนอกจะได้เห็น
“ก่อนจะบอกเจ้าสาว ผมมีเรื่องสำคัญอยากจะบอกทุกคนก่อน”
“...”
“ผมกำลังจะมีลูกคนที่สามครับ”
สิ้นคำของพิธาน เสียงร้องแสดงความยินดีก็ดังขึ้นทั่วงาน นอกจากคนสนิทมากๆ แล้ว พิธานไม่ได้บอกใครอีกว่าดอกแก้วกำลังตั้งท้อง รวมถึงสัมภาษณ์วันนั้นยังไม่ได้เผยแพร่ออกไป ทำให้ไม่มีใครรู้มาก่อน
“สิ่งที่ผมอยากบอกภรรยาของผมมีไม่มาก ผมแค่อยากบอกว่าขอบคุณ ขอบคุณที่เข้ามาในชีวิต ขอบคุณที่เป็นภรรยาที่ดีเสมอมา ขอบคุณที่มอบของขวัญที่แสนพิเศษให้ถึงสามชิ้นด้วยกัน”
“...”
“แล้วก็ขอ... ขอให้เราอยู่ด้วยกันแบบนี้ไปจนกว่าจะถึงลมหายใจสุดท้าย สามีคนนี้ขอสัญญาว่าจะรักดอกแก้วไปจนถึงวันที่เราไม่มีผมเลยซักเส้น หรือไม่มีฟันเหลือแม้แต่ซี่เดียว”
“...”
“ดอกแก้วเห็นด้วยไหม?”
“ดอกแก้ว... เห็นด้วยค่ะ”
เสียงปรบมือดังขึ้นอีก คำพูดของพิธานราวกับคำสาบานต่อหน้าบาทหลวง เป็นคำสาบานที่เขาจะรักษามันยิ่งกว่าชีวิต
รักนิรันดร
