บทที่ 3 จูบคู่หมั้นผิดตรงไหนคะพี่ชาร์ล... :))
<strong>แล้ววันเดินทางก็มาถึง</strong>
ชารีนเดินเข็นรถใส่กระเป๋าเดินทางที่จากเดิมมีเพียงใบเดียวหากเวลานี้มีถึงสามใบใหญ่เพราะว่าที่แม่สามีเป็นคนจัดการแพ็คให้เองกับมือ
ชาร์ลยืนล้วงกระเป๋ากางเกงยีนส์สีเข้มสายตามองไปยังบริเวณประตูผู้โดยสารขาเข้าของสนามบินประจำจังหวัด มองหาร่างสูงเพรียวลมของชารีน เดวิส...
ร่างระหงสวมเสื้อแจ็คเก็ตสีดำทับเสื้อสายเดี่ยวสีน้ำเงินกับกางเกงยีนส์ขาสั้น รองเท้าบู๊ทสั้น ผมยาวสลวยสีน้ำตาลเข้มของหล่อนดูยุ่งเหยิงเล็กน้อย ใบหน้าขาวนวลมีแว่นกันแดดอันใหญ่สวมอยู่
หล่อนไม่ได้เดินมาคนเดียว หากทว่าข้างๆ ร่างระหงนั้นมีชายหนุ่มผมทองสวมแว่นตากันแดดเดินคุยยิ้มหัวมากับหล่อนด้วย ชาร์ลขมวดคิ้ว...คุณแม่ของเขาบอกว่าหล่อนเดินทางมาคนเดียวนี่
หล่อนยกมือโบกให้ทันทีเมื่อเห็นเขา ชาร์ลถอนหายใจออกมาเบาๆ
“พี่ชาร์ล”
เสียงใสร้องเรียก ก่อนที่จะถลาเข้ามากอด ทีแรกชารีนก็วางแผนไว้ดิบดีว่าจะทำท่าหยิ่งและงอนใส่เขานิดหนึ่ง แต่พอมาเห็นร่างสูงใบหน้าหล่อเข้มของเขา ใจเจ้ากรรมก็ดันอ่อนลงไปทันทีรีบวิ่งเข้ามาสู่อ้อมกอดที่ไม่ได้อยากกอดหล่อนอีกตามเคย...เฮ้อ
ชาร์ลปล่อยให้หล่อนกอดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะค่อยดึงไหล่บางออก มองดูใบหน้าเรียวที่เงยขึ้นยิ้มสดใสให้จนเห็นฟันขาวเรียงสวยนั้น
ต่อไปนี้อย่าได้หวังว่าชีวิตของเขาจะเหมือนเดิมอีกต่อไป...ชายหนุ่มแอบทำใจไว้แล้วบ้าง ตั้งแต่มารดาแจ้งมาว่าชารีนจะมาเที่ยวเมืองไทยเพื่อมาหาแรงบันดาลใจในการเขียนนิยายเรื่องต่อไปของเจ้าหล่อน ใบหน้าขรึมไม่ยิ้มแย้มแสดงอาการดีใจที่ได้เห็นหล่อนเลยสักนิด
ชารีนยักไหล่...ชินแล้วกับอาการเช่นนี้ของเขา...ถ้าเขายิ้มกว้างดีใจและอ้าแขนดึงร่างหล่อนเข้ามากอดมาหอมนั่นล่ะ...เสือคงออกลูกเป็นลิง ปลิงคงจะบินได้เป็นแน่...
“นี่แดนนิสค่ะ...แดนนิสนี่ชาร์ล...”
หล่อนถือโอกาสแนะนำให้ชายหนุ่มทั้งสองรู้จักกัน แดนนิสนั้นหล่อนก็เพิ่งรู้จักเขาบนเครื่องในชั้นเฟิร์สคลาสนี่เอง ชายหนุ่มอเมริกันวัยสามสิบปีเป็นนักวิจัยพืชสวนโลก มาประจำที่จังหวัดแห่งนี้ชั่วคราว สองหนุ่มจับมือกันและพยักหน้าทักทายกันตามมารยาท
“น้องสาวคุณน่ารักมาก คุณชาร์ล”
แดนนิสเอ่ยขึ้น ดวงตาสีฟ้าอ่อนมองใบหน้าสวยของชารีนด้วยสายตาชอบและชื่นชมเปิดเผย ชาร์ลขมวดคิ้วมุ่นนิดหนึ่งกับสิ่งที่ได้ยิน แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกไป เจ้าหล่อนคงจะไม่ได้บอกเจ้าหนุ่มนั่นว่าเขาเป็นใครกับหล่อน...ก็ดีแล้วล่ะ
“วันหลังผมจะไปหาคุณที่ปางผาหมอกบ้างจะได้ไหมฮะ”
“โอย...ไปเลยค่ะ ชารีนจะรอ...มานี่ยังไม่มีเพื่อนเลย คุณเป็นเพื่อนคนแรก”
เสียงใสเอ่ยตอบทันทีอย่างไม่ปรึกษาใครหน้าไหนที่กำลังยืนนิ่งทำหน้าขมวดคิ้วมุ่นอยู่ ดวงหน้านวลเปล่งปลั่งยิ้มแป้นโชว์ฟันขาวราวไข่มุกกับลักยิ้มตรงแก้มซ้าย แดนนิสเผลอมองด้วยดวงตาเป็นประกาย
“กระเป๋าแค่นี้ใช่ไหม”
น้ำเสียงห้าวทุ้มเอ่ยถามตัดบท ใบหน้านิ่งขรึม ทำให้ชารีนหันไปมองแล้วก็ต้องหุบยิ้มลงนิดหนึ่ง...
“แค่นี้แหละค่ะ...เอ่อแดนนิส อย่าลืมไปเยี่ยมชารีนนะคะ บ๊าย บายค่ะ”
หญิงสาวหันไปลาหนุ่มร่างสูงผมสีทอง เขายิ้มและรับปากก่อนจะกล่าวลาแล้วแยกตัวเดินจากไป ชารีนหันมามองใบหน้าหล่อที่นิ่งเฉยของคนร่างสูง
“คุณป้าฝากของมาให้พี่ด้วยค่ะ”
เสียงใสเอ่ยพร้อมกับคว้าแขนเขาไปกอดอย่างถือสิทธิ์ ชาร์ลถอนใจก่อนจะเข็นรถกระเป๋าไปยังรถโฟร์วีลคันใหญ่ของตัวเองที่ลานจอดรถ
“มาอยู่นานไหม”
เสียงเข้มเอ่ยถามในระหว่างเลี้ยวรถออกสู่ถนนใหญ่ ชารีนหันมามองใบหน้าด้านข้างที่คมคายของเขา...ท่าทางตั้งใจขับรถไม่หันมามองหล่อนเลย
“น้านนานเลยล่ะค่ะ...ไม่มีกำหนดเลยประมาณนั้น”
เอาให้สะใจจอร์จไปเลย นึกสะใจขึ้นมาจริงๆ เมื่อเห็นใบหน้าของเขาขมวดมุ่นนิดหนึ่งบ่งบอกถึงความผิดหวังในคำตอบที่ได้รับ...หุหุ
“คิดถึงพี่ชาร์ล”
อดบอกความในใจไปหน่อยไม่ได้...ไหนว่าจะหยิ่งไงยะยัยชารีน...ประจำ!
“ขอบใจ”
เสียงตอบเพียงเท่านั้น...คิดว่าจะได้ยินว่าเขาก็คิดถึงหล่อน...หวังมากไปยัยชารีน...เขยิบสอยความฝันลงมาหน่อยนะยะ...ชารีนแอบด่าตัวเองอยู่ในใจ
“คริสต์มาสที่แล้วไม่ได้เจอ ชอบของขวัญที่ชารีนฝากให้มั้ยคะ”
เสียงเล็กเอ่ยถามใบหน้านวลใสที่ไม่เคยเศร้าสลดนานนั้นหันมามองตาแป๋วรอคอยคำตอบ...
หล่อนให้อะไรนะ...เขาไม่ได้ใส่ใจและทิ้งมันไว้ที่อเมริกาโน่น
“ขอบใจมาก”
ตอบเป็นอยู่คำเดียวหรือไงนะ...หรือว่าการมาอยู่บ้านป่าเมืองเถื่อนของเขานี้ มันได้ริดรอนความสามารถในการสื่อสารระหว่างมนุษย์ที่ศิวิไลซ์ของเขาลงไปเสียหมดสิ้น
“ขอบคุณสำหรับของขวัญที่พี่ให้ด้วย...ชารีนชอบมันมาก”
เขาให้แท็ปเล็ตรุ่นล่าสุดแก่หล่อน คงจะเห็นว่ามันมีประโยชน์กับงานของชารีนนั่นเอง...อย่างนี้ค่อยให้อภัยได้หน่อย
“ไม่เป็นไร...หิวไหม”
เขาหันมาถามนิดหนึ่งในตอนท้าย ชารีนทำตาโตเมื่อนึกขึ้นได้
“ชารีนมีขนมติดมาด้วยค่ะ...เอ๊ะอยู่ไหนนะ”
เวลาเก้าโมงเช้าตอนนี้ หญิงสาวซื้อขนมจากร้านในสนามบินติดมาด้วย ใบหน้าเรียวใสก้มลงค้นกระเป๋า แล้วหันมองไปทั่วก่อนจะหันไปมองตรงเบาะหลัง
“อ้อ...อยู่ในกระเป๋าใบนั้น”
ร่างบางปลดเข็มขัดนิรภัยแล้วขยับเอื้อมไปด้านหลังแต่ก็เอื้อมไม่ถึง เจ้าตัวจึงค่อยลุกขึ้นหันหลังยืนบนเบาะรถแล้วก้มโค้งตัวอยู่ตรงระหว่างเบาะเพื่อเอื้อมกระเป๋าที่ว่า ก้นงอนโด่งลอยแทบจะชี้หน้าเขา กางเกงยีนส์ขาสั้นร่นขึ้นไปถึงแก้มก้นขาวผ่อง...ชาร์ลต้องรีบเบนสายตาหนี จนเกือบขับรถลงไหล่ทาง
ชายหนุ่มรีบหักพวงมาลัยกลับทำให้สะโพกมนเหวี่ยงหวือมาชนแก้มสากก่อนจะเหวี่ยงกลับคืนที่เดิม ชารีนร้องว้ายตกใจ
“โอ้ย...พี่ชาร์ล...อะไรกันนี่”
เสียงเล็กร้อง มือคลำศีรษะป้อยๆ นิ่วหน้าเจ็บ ชาร์ลจอดรถพรืดตรงข้างทางทันที จนร่างหล่อนเกือบพุ่งหลาวไปชนเบาะหลัง
