บทที่ 4 หนี้บุญคุณ
หญิงสาวขยับตัวลงนั่งที่ขอบเตียง
"คุณริศทานข้าวแล้วใช่มั้ยคะ"
ปริสาถามเพื่อให้แน่ใจ เพราะเขาไปปาร์ตี้บนเรือสำราญมา ไม่แน่ใจว่าจะกินข้าวเป็นเรื่องเป็นราวหรือไม่ งานเลี้ยงแบบนั้นส่วนใหญ่จะเน้นดื่มน้ำสีทองอำพันซะมากกว่าการกินอาหารกันอย่างจริงจัง
"ไม่ได้กินอะไรนักหรอก... กินเหล้ากันซะมากกว่า"
เสียงงึมงำตอบคำถาม ขยับลุกขึ้นนั่ง ยกมือขึ้นเสยผม ปริสาจึงถือโอกาสยื่นมือไปแตะหน้าผากและซอกคอของเขาเพื่อตรวจสอบอุณหภูมิร่างกายให้
"ตัวร้อนจริงๆ ด้วยสิ" เสียงเล็กเอ่ยพึมพำ
ฟาริศหรี่ตามองใบหน้าเรียวใส ผมยาวดำขลับถูกรวบเป็นหางม้าแต่ด้านหน้าดูยุ่งซะไม่มี ในสายตาของเขาเห็นเด็กหญิงวัยสิบสองปีคนเดิมเมื่อสิบปีก่อน ยังคงไม่ค่อยมีอะไรเปลี่ยนแปลงมากมายนักทั้งที่เจ้าตัวอายุยี่สิบสองปีแล้วในเวลานี้ ฟาริศขยับไปนั่งพิงพนักเตียง ยกมือขึ้นกอดอก มือบางรีบดึงผ้าห่มนวมมาคลุมลำตัวให้ แต่เขาก็ปัดออกทันที
"คลุมทำไม ฉันร้อนตับจะแตกแล้วตอนนี้"
เสียงห้าวเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ตามประสาคนไม่ชอบเก็บอาการหงุดหงิดเอาไว้ให้แน่นหน้าอก สะบัดเขี่ยผ้าทิ้งอย่างไม่แยแส ปริสากลืนน้ำลายเอื้อกกับกล้ามเนื้อเป็นลอนสวยตั้งแต่แผงอกกว้างจนถึงหน้าท้องราบ หือ โคตรเซ็กซี่เลย... คิดแล้วก็รีบปรับระดับสายตาขึ้นมองใบหน้าหล่อไม่บันยะบันยังของเขาแทนการสแกนกล้ามเนื้อแน่นเปรี๊ยะตรงหน้าท้อง
"เอ่อ... ถ้างั้นใส่เสื้อดีมั้ยคะ คุณริศไม่สบายต้องทำตัวให้อบอุ่นเอาไว้ก่อน อย่าเปลือยอกแบบนั้นดีกว่า... มันน่าดู เอ๊ย มันน่ากลัวว่าจะทำให้เป็นปอดบวมได้ เอ่อ... เอาอย่างงี้มั้ยคะ... เดี๋ยวเป้จะสั่งข้าวต้มขึ้นมาให้ ทานข้าวแล้วก็จะได้ทานยา แล้วเป้ก็จะเช็ดตัวให้อุณหภูมิลดลง... ดีมั้ยคะ?"
เสียงใสเอ่ยเป็นเชิงปรึกษา เขาเคยเมาและเคยไม่สบายแบบนี้อยู่หลายหนในระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา ปริสาคอยดูแลเขาแบบนี้เอง เขาไม่ชอบให้ใครมายุ่มย่ามถ้าหากไม่จำเป็น แต่กับปริสาแล้วนั้นเขาเรียกใช้อย่างไม่เกรงใจ ซึ่งก็คงเป็นเพราะเขาเห็นอยู่ใกล้มือ... บวกกับทักษะในการปฐมพยาบาลเบื้องต้นและความคล่องแคล่วรวดเร็วอย่างที่เขาชอบ ถึงได้เรียกใช้และทำเหมือนกับหญิงสาวเป็นนางทาสประจำตัวเขายังไงยังงั้น
"งั้นก็รีบโทรไปสั่งซะสิ โทรเสร็จก็มาเช็ดตัวเลย ไม่ต้องรอ" เขาเอ่ย ร่างสูงนั่งหลับตาพิงพนักเตียงอยู่ในท่านั้น
ปริสาก็ไม่รอช้า รีบโทรไปยังห้องอาหาร โรงแรมมีรูมเซอร์วิสตลอด 24 ชั่วโมง จึงไม่เป็นปัญหาเรื่องอาหารการกินแต่อย่างใด หญิงสาวสั่งข้าวต้มให้เขาพร้อมกับน้ำว่านหางจระเข้ผสมใบเตยซึ่งมีฤทธิ์เย็น สามารถช่วยให้คลายความร้อนภายในได้... จากนั้นก็คว้าผ้าขนหนูผืนเล็กสองผืนวิ่งเข้าไปในห้องน้ำซึ่งอยู่ในโซนห้องแต่งตัวที่แบ่งกั้นด้วยผนังอย่างเป็นสัดส่วน ชุบน้ำพอหมาดๆ หยดโคโลญจน์ของเขาที่มีอยู่ในห้องน้ำลงไปนิดหน่อยแล้วกลับออกมา
หญิงสาวคลานขึ้นไปนั่งบนเตียง จากนั้นก็ค่อยๆ ใช้ผ้าเช็ดใบหน้าให้อย่างเบามือ ผิวของเขาเรียบเนียนและตึงแน่นเปรี๊ยะอย่างคนที่ชอบออกกำลังกายเป็นประจำ เขาชอบเล่นเทนนิสและตีกอล์ฟ ผิวจึงออกสีแทนนวลๆ ไม่ขาวแต่ไม่ใช่คล้ำ เรียกว่ากำลังสวยพอดี เขาเป็นบุรุษที่มีลักษณะสูงสง่างามอย่างผู้ชายแท้... วัย 32 ปีที่ยิ่งทำให้เขาดูภูมิฐานผึ่งผายน่าค้นหา วัยที่แก่กว่าปริสาถึงสิบปี เท่ากับอายุของปกรณ์พี่ชายของหล่อน... ถ้าหากปกรณ์ยังคงมีชีวิตอยู่ เขาก็คงจะมีลักษณะสูงสง่าคล้ายๆ เจ้านายของปริสานี่แหละ
ไม่น่าเชื่อเลยว่าพี่ชายของปริสาจะเสียชีวิตเป็นเวลาสิบปีแล้ว ด้วยวัยเพียงแค่ 22 ปี เขาถูกแทงในผับแห่งหนึ่ง เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้เขาบาดเจ็บสาหัสและเสียชีวิตที่โรงพยาบาลในวันถัดมา
ปกรณ์เป็นเพื่อนรักผู้ติดสอยห้อยตามฟาริศตั้งแต่สมัยเรียนชั้นมัธยมศึกษา เมื่อปกรณ์อายุสิบแปดและปริสาอายุแปดขวบ บิดามารดาก็ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์เสียชีวิตทั้งคู่ ทิ้งลูกสองคนเอาไว้ตามลำพัง พ่อของปริสานั้นเป็นข้าราชการกระทรวงแห่งหนึ่งถูกตัดขาดจากครอบครัวเพราะมาแต่งงานกับแม่ค้าขายดอกไม้แห่งปากคลองตลาด แม่เป็นเด็กกำพร้าที่จบเพียง ม.3 จึงไม่เป็นที่ยอมรับของคุณย่า ดังนั้นพอพ่อกับแม่ตายไป... ปกรณ์กับปริสาก็ไร้ญาติขาดมิตรไปทันที
พ่อกับแม่ทิ้งบ้านสองชั้นหลังกะทัดรัดกับเงินในบัญชีอีกเล็กน้อยเอาไว้ให้ ปกรณ์จึงต้องทำงานพิเศษตอนเย็นหลังเลิกเรียน และเขาก็ได้รับความช่วยเหลือจากฟาริศให้ทำงานที่โรงแรมในเครือศิริวรพัฒน์กรุ๊ป ฟาริศจึงเป็นผู้มีบุญคุณต่อหล่อนกับพี่ชายตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
เมื่อจบ ม.ปลาย ฟาริศก็ไปเรียนต่อที่อังกฤษ ส่วนปกรณ์ก็เรียนมหาวิทยาลัยเปิดแห่งหนึ่งในเมืองไทยนี้เอง ฟาริศกลับมาเมืองไทยเวลาปิดเทอมช่วงซัมเมอร์ เขาไม่เคยขาดการติดต่อกับปกรณ์ จนกระทั่งซัมเมอร์ตอนที่พวกเขาเรียนอยู่ปีสี่ ทั้งสองและเพื่อนจำนวนหนึ่งไปเที่ยวผับและเกิดมีเรื่องกับคนอีกกลุ่มถึงขนาดมีการลงไม้ลงมือและใช้อาวุธ ฟาริศกำลังจะถูกแทง แต่ปกรณ์เห็นเสียก่อนจึงกระโดดเข้าไปขวางและรับมีดแทนเพื่อนรัก เขาถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลหลังจากตำรวจเข้ามาเคลียร์พื้นที่... ปริสาร้องไห้แทบจะขาดใจข้างเตียงที่พี่ชายนอนรอความตายอยู่ หล่อนร้องไห้ในอ้อมแขนของฟาริศ เขากอดหล่อนเอาไว้แน่น
"ผมฝากน้องด้วยนะครับคุณริศ ได้โปรด...เมตตา... แกด้วย"
ประโยคฝากฝังที่ถูกเค้นออกมาจากปากคนเจ็บที่ใกล้หมดลมหายใจเต็มที ปริสาโผเข้าไปกอดซบที่อกพี่ชาย ฟาริศยืนอยู่ใกล้ๆ โอบไหล่ของหล่อนเอาไว้และลูบเบาๆ เพื่อช่วยปลอบใจเด็กน้อย
"นายไม่ต้องห่วงปริสาหรอก... ฉันจะดูแลเขาแทนนายเอง"
คำรับปากจริงจังทั้งสีหน้าและแววตา... น้ำเสียงหนักแน่นมั่นคงของเขาทำให้พี่ชายของปริสาคลี่ยิ้มออกมาเล็กน้อย และนั่นก็เป็นรอยยิ้มสุดท้ายที่ปริสาได้เห็นจากพี่ชายผู้ที่เคยเป็นทุกสิ่งทุกอย่างของหล่อน
