บทที่ 5 หนี้บุญคุณ

หลังจากงานศพของปกรณ์ ปริสาก็ต้องไปอยู่บ้านศิริวรพัฒน์ที่เชียงใหม่ อยู่กับมารดาของฟาริศ เนื่องจากฟาริศต้องกลับไปเรียนต่อให้จบปริญญาโท คุณแม้นมาศ ศิริวรพัฒน์ อัลบิโน ผู้เป็นมารดาของฟาริศนั้นเป็นผู้ดีมีเชื้อสายเจ้าทางเหนือ เป็นหญิงเก่งด้านธุรกิจ เธอได้แต่งงานกับนักธุรกิจชาวอิตาลี สามีก็มาลงทุนธุรกิจโรงแรมและที่อยู่อาศัยร่วมกับภรรยาโดยเริ่มธุรกิจกันที่เชียงใหม่เป็นแห่งแรก จากนั้นก็ขยายสาขามากรุงเทพฯ ชลบุรีและปัจจุบันมีทางใต้ด้วย ดังนั้นฐานะทางการเงินของตระกูลนี้ที่สั่งสมมาเนิ่นนานกว่าสามสิบปีจึงมั่งคั่งและมั่นคงอย่างไม่ต้องมีข้อกังขาสงสัย

คุณแม้นมาศและสามีมีลูกด้วยกัน 3 คน คือฟาริศ ฟารุตและฟาริมาศ ทุกคนเรียนอยู่ที่อังกฤษหมด หลังจากฟาริศเรียนจบปริญญาโทตอนอายุยี่สิบห้าปี เขาก็กลับมาเมืองไทยก่อนน้องๆ เมื่อฟาริศกลับมาก็เข้ารับตำแหน่งรองประธานกรรมการของศิริวรพัฒน์กรุ๊ปทันที เขารับผิดชอบธุรกิจส่วนที่อยู่ที่กรุงเทพฯ ปริสาจึงได้ย้ายมาอยู่กับฟาริศที่บ้านศิริวรพัฒน์ในกรุงเทพฯ ตั้งแต่อายุสิบหกปี จึงรู้สึกว่าหล่อนเป็นคนของเขาตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

"อืม... เช็ดอกสิ... เลี่ยงอยู่ได้ รำคาญชะมัด!"

เสียงแหบห้าวที่ดังขึ้นทำให้ปริสาตื่นจากภวังค์ความคิด หล่อนกะพริบตาปริบๆ มองมือตัวเองที่เช็ดวนอยู่ที่ไหล่และแขนของเขาไปมาแต่ไม่ถึงหน้าอกเสียที

"เช็ดแขนฉันจนผิวจะถลอกหมดแล้ว คิดอะไรอยู่หือ"

เขาถาม หรี่ตามองหน้าหล่อนนิ่งๆ ปริสารีบทำท่าหาวและยกมือขึ้นปิดปากทำตาปรือ

"เปล่าคิดค่ะ แต่เป้ง่วงโคตรๆ เลยตอนนี้ นี่มันตีสามครึ่งแล้วนะคะ"

เสียงคนตัวเล็กทำให้ฟาริศเบือนหน้าไปมองนาฬิกาบนผนังห้อง

"ถ้างั้นก็หยุดเช็ดเถอะ เอายามาเลย ฉันจะกินยาแล้วนอนดีกว่า พรุ่งนี้ตื่นมาคงจะดีขึ้นเอง"

"อุ๊ย ไม่ได้ค่ะ ต้องกินข้าวสักนิดก่อนแล้วค่อยกินยา ไม่อย่างงั้นเดี๋ยวยาจะกัดกระเพาะเอา"

หญิงสาวสั่นหัวไม่ยอม ขยับผ้าในมือถูปรืดๆๆ สามทีที่แผงอก เขาสะดุ้งโหยงทันที

"เฮ้ย เด็กบ้า เช็ดเบาๆ สิ"

ฟาริศส่ายหน้าให้กับคนที่ยิ้มปูเลี่ยนให้ เจ้าหล่อนเล่นถูแรงและกระตุกเอาขนหน้าอกของเขาไปด้วยอย่างไม่ระวัง เขารู้สึกรำคาญจึงผลักมือเล็กออก ปริสาย่นจมูกทำหน้ายู่กับความขี้หงุดหงิดของเจ้านายใหญ่

"พอแล้ว... เช็ดแบบนี้ไม่ต้องเช็ด เจ็บยิ่งกว่าเดิมอีก" เขาทำเสียงบ่นเป็นหมีกินผึ้ง

"เฮ้อ! ขี้บ่นจัง! เป้ขอโทษ ไม่ได้ตั้งใจซะหน่อย ก็ขนหน้าอกคุณริศมันเยอะนี่คะ เหมือนขนลิงอุรังอุตัง น่าขนลุกจะตายไป"

ฟาริศมองคนที่ทำท่าขนลุกบรื๋อและก้าวลงจากเตียง ถือผ้าเข้าไปซักในห้องน้ำ ชายหนุ่มส่ายหน้าหนักใจกับความไม่เป็นกุลสตรีของเจ้าหล่อน คำพูดคำจาแต่ละคำไม่เคยคิดจะเก็บๆ เอาไว้มั่ง แก่แดดและล้นจนเกินผู้หญิง

เสียงเคาะประตูดังขึ้น ปริสาก็รีบออกไปเปิด... บริกรเข็นรถทรอลี่บรรจุถาดอาหารมาไว้ที่ห้องด้านนอกให้และก็รีบกลับออกไป หญิงสาวจึงเข็นต่อเข้ามาในห้องนอน จากนั้นก็ป้อนเขาจนเขากินหมดชามเพราะความหิว

"โห... หิวกระหายเบอร์นี้เอาอีกชามมั้ยคะ... เป้จะสั่งให้"

"พอแล้ว... เอายามาเลย อย่าพูดมาก" เขาเอื้อมมือไปยกแก้วน้ำขึ้นดื่มไปครึ่งแก้ว หญิงสาวรีบส่งยาแก้ปวดแก้ไข้ให้สองเม็ด

"อารมณ์ค้างนี่อันตรายเหมือนกันเนอะ ทำให้ไข้ขึ้นได้ขนาดนี้เลย"

เสียงเล็กเอ่ยในขณะที่ยกถ้วยชามไปวางที่รถเข็น ฟาริศเลิกคิ้ว

"ว่าอะไรนะ"

เขาถามเหมือนได้ยินไม่ถนัด ทำให้ปริสาสะดุ้ง หล่อนคิดอยู่ในใจแท้ๆ ไหงเผลอทำเสียงดังออกไปได้ ไม่น่าคิดเพลินเล้ย! หญิงสาวรีบยิ้มเจื่อนให้คนไม่สบาย

"เอ่อ เปล่าค่ะ เป้ว่าไข้ขึ้นมันอันตราย คุณริศรีบนอนพักเถอะค่ะ... เป้ก็จะงีบเหมือนกัน ขอแค่สองชั่วโมงแล้วจะลงไป เดี๋ยวเป้โทรไปบอกคุณชุติมาก่อนนะ"

คนพูดเองเออเองรีบเดินไปยังโทรศัพท์ที่โต๊ะข้างเตียง ยกหูถึงหัวหน้างานฝ่ายประชาสัมพันธ์ที่สนิทสนมคุ้นเคยกันดี ฟาริศขยับตัวลงนอน หรี่ตามองคนที่ยืนพูดโทรศัพท์

"นี่เป้เองนะคะ ตอนนี้กำลังดูแลบอสอยู่ค่ะ บอสไม่สบาย จะไม่ลงไปที่ฟร้อนท์นะคะคุณชุ แค่นี้นะคะ ค่า... หวัดดีค่ะ"

โทรเสร็จก็หันมายิ้มเผล่ให้ ก้มมองชุดเสื้อกระโปรงสีฟ้าอ่อนที่สวมอยู่ เจ้าหล่อนเป็นอภิสิทธิ์ชนในสถานที่แห่งนี้ ตอนนี้ยังไม่ได้เข้าฝึกงานภาคฤดูร้อนปีที่สี่อย่างเป็นทางการ แต่ก็มาช่วยเขาเสมอหากมีเวลา ทำตัวแบบนี้มาตั้งแต่อายุสิบหกแล้ว ทุกคนที่เป็นคนเก่าแก่ที่นี่ต่างก็รู้จักปริสาดี ถ้าหากเริ่มเข้าสู่ภาคฝึกงานก็จะสวมยูนิฟอร์มของโรงแรมเหมือนคนอื่น คือชุดสูทกระโปรงสั้นเหนือเข่าสีชมพูกลีบบัวผ้าพิมพ์ลายดอกไม้เล็กสีน้ำเงิน มีเสื้อสูทสีชมพูเข้มสวมทับ และมีผ้าพันคอสีขาวพลิ้วริ้วน้ำเงินผูกเป็นโบว์เก๋ไก๋

"ไปอาบน้ำแล้วก็นอนซะ" เขาเอ่ยก่อนจะหลับตาลง

ปริสารีบเข้าไปอาบน้ำในห้องน้ำของเขา ในห้องแต่งตัวนี้มีตู้บิลท์อินเต็มผนัง มีเสื้อผ้าของหล่อนอยู่ในนี้ด้วยเพื่อใช้ในยามฉุกเฉินอย่างเช่นขณะนี้ เมื่ออาบน้ำแปรงฟันเสร็จก็กลับออกมาพร้อมหอบผ้าห่มนวมและหมอนติดมาด้วย ปรับโซฟาเบดให้เป็นเตียง ตั้งนาฬิกาปลุกในเวลาตีห้า เพื่อจะได้ลุกมาดูคนไม่สบายและเช็ดตัวให้เขาอีกถ้าหากจำเป็น

หญิงสาวย่องไปดูร่างสูงอีกครั้ง เขานอนหายใจแผ่วเบาสม่ำเสมอ ไม่มีอาการคัดจมูก มันอาจจะไม่ใช่ไข้หวัด แต่อาจจะแค่ปวดหัวเพราะฤทธิ์เหล้าบวกกับความเก็บกดทางเพศที่ไม่ได้ปลดปล่อย คิดแล้วก็รีบปัดความคิดแนว 18+ ออกไปจากหัวอีกครั้งและทำท่าขนพองสยองเกล้า

"อึ๋ย!..."

ปริสาดึงผ้าขึ้นมาห่มร่างสูงใหญ่อย่างเบามือ เอามือแตะหน้าผากเขาเบาๆ ตัวเขายังร้อนอยู่มาก หญิงสาวจึงรีบวิ่งไปเอาผ้าชุบน้ำหมาดมาวางโปะเอาไว้ที่หน้าผากและซอกคอให้

"อืม... แพม..."

เขาครางแผ่วเบาออกมา... ปริสาชะงัก... แพม? คนไหนหว่า? ไม่คุ้นแฮะ! อย่างนี้ต้องเปิดดูลิสต์ซะหน่อย แต่ แพม... ชื่อนี้ยังไงก็เหมือนไม่เคยผ่านสายตามาก่อน... อืม

"ไม่คุ้นหูเลยแฮะ!... ขอแจ๋วเปิดปั๊กกะตืนดูแปร๊บ!"

ว่าแล้วเบ๊กิตติมศักดิ์ก็รีบย่องไปล้มตัวลงนอนที่โซฟาเบด คว้าโทรศัพท์มากดเปิดดูลิสต์รายนามสตรีที่ยาวเหยียดเพื่อหาชื่อ... แพม

บทก่อนหน้า
บทถัดไป