บทที่ 7 เด็กแสบ
แต่ถือว่าทุกคนในองค์กรเป็นสมาชิกครอบครัวเดียวกันทั้งหมด ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมศิริวรพัฒน์กรุ๊ปจึงเป็นบริษัทที่มั่นคง มีพัฒนาการและการเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่องไม่หยุดยั้งตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน
"ไม่เป็นไร ฉันไปได้... แล้วเราล่ะ จะไปไหน?"
เขายกมือขึ้นลูบหน้าและเสยผม ปริสาดึงผ้าห่มขึ้นคลุมถึงหน้าอกให้เขา เหตุผลเพราะเป็นห่วงและเพราะไม่อยากเห็นความเซ็กซี่ของเจ้านายบ่อยเกินไป มันหลอนพิลึก! ขนคอตั้งซู่อย่างบอกไม่ถูก
"เป้หยุดค่ะวันนี้ จะกลับไปบ้าน... วันนี้เป็นวันทำความสะอาดประจำเดือน... จะไปช่วยป้าสมรดูแลคุมคนงานค่ะ"
บ้านศิริวรพัฒน์ที่เวลานี้มีฟาริศกับปริสาอยู่กับคนใช้อีกห้าคน บ้านหลังมหึมาที่ชาวบ้านแถวนั้นเรียกว่าคฤหาสน์ฝรั่ง เนื่องจากเห็นฝรั่งตัวสูงๆ หลายคนเข้าๆ ออกๆ ซึ่งบิดาของฟาริศเป็นชาวอิตาลี ลูกๆ ก็หน้าตาเป็นลูกครึ่งกระเดียดไปทางฝรั่ง เพื่อนฝูงและนักธุรกิจที่ติดต่อด้วยก็มักเป็นพวกชาวต่างชาติ ชาวบ้านจึงเรียกว่าคฤหาสน์ฝรั่งตามที่ตาเห็น
บ้านหลังนี้มีห้องนอนถึงสิบห้าห้อง ยามที่ครอบครัวและญาติสนิทเพื่อนฝูงเข้ามากรุงเทพฯ ก็มักพักกันที่นั่น แต่สำหรับฟารุตนั้นบางทีเข้ามาประชุมสัมมนาก็มักจะพักที่โรงแรมมากกว่าเพราะสะดวกกว่าที่บ้าน ไม่อยากให้แม่บ้านต้องลำบากเปิดห้องให้ ยกเว้นจะมาอยู่กันหลายวัน บ้านหลังนี้จะมีงานสังสรรค์ตอนคริสต์มาสและปีใหม่ ถือเป็นการรวมตัวของครอบครัวอย่างอุ่นหนาฝาคั่งประจำปี ถือว่ามาฉลองวันเกิดของฟาริศซึ่งอยู่ในเดือนมกราคมด้วย
สำหรับปริสานั้น ถ้าวันหยุดก็ชอบอยู่ที่บ้านนั้นมากกว่าที่อื่น เนื่องจากหล่อนเป็นคนชอบอ่านหนังสือ และที่บ้านศิริวรพัฒน์ก็มีห้องสมุดใหญ่ที่มีหนังสือเต็มตู้สูงจรดเพดาน ยิ่งเหล่าพี่น้องตัว ฟ. ทราบว่าปริสาชอบอ่านหนังสือก็มักจะซื้อหนังสือเป็นของขวัญให้ตามโอกาสพิเศษต่างๆ ในห้องส่วนตัวของปริสาเองจึงเต็มไปด้วยหนังสือ มันเป็นโลกแสนสุขของหล่อนจริงๆ กับการได้นอนเล่นอ่านหนังสือนิยายโรมานซ์สักเล่มในวันหยุด อย่างวันนี้ก็ตั้งใจจะกลับไปอ่านเรื่องที่อ่านค้างเอาไว้
"เหรอ แล้วเราจะเริ่มฝึกงานเมื่อไหร่ สอบเสร็จแล้วไม่ใช่เหรอ"
ฟาริศเอ่ยถาม รู้สึกสมองยังคงมึนเล็กน้อยและตัวรุมๆ นิดหน่อย... แต่คิดว่าพอลุกขึ้นอาบน้ำคงจะดีขึ้น อาการแค่นี้ไม่พอที่จะทำให้เขาล้มได้ ใบหน้านวลยิ้มร่าให้ พยักหน้าหงึกๆ
"ค่ะ... ถ้าเริ่มอย่างเป็นทางการก็เดือนมีนาคม อีกหนึ่งอาทิตย์... อาทิตย์นี้เป็นช่วงพักผ่อนปรับสภาพของเป้ค่ะ"
บอกใบ้ให้เจ้านายนิดๆ ว่าควรให้หล่อนได้พักผ่อนหน่อยก่อนจะเริ่มงานอย่างเป็นทางการ เพราะเมื่อถึงเวลานั้น รับรองว่าเขาจะต้องไม่ยอมให้ปริสาได้หยุดพักหายใจหายคอเป็นแน่
"อ้อ แล้วเป้ฝึกงานที่โรงแรมนะคะ ห้ามเรียกไปใช้ที่ออฟฟิศเด็ดขาด ต้องฝึกจริงจังนะ ปีสุดท้ายแล้ว ห้ามใช้ทำเกินหลักสูตรที่เขากำหนด"
"นี่เราสั่งใคร... รู้ตัวไหมว่าเราโชคดีแค่ไหนที่ได้ฝึกที่นี่ ส่วนเรื่องงาน... ให้ถือว่าทุกอย่างเป็นประสบการณ์อันมีค่า ไม่ควรมานั่งเลือกว่าอันนี้ทำได้ อันโน้นทำไม่ได้หรือไม่อยากทำ... เราไม่ควรคิดแบบนั้นเข้าใจไหม คนเราถ้าอยากเจริญก้าวหน้าก็อย่าเกี่ยงงาน เรียนรู้ให้มากที่สุด ทุกอย่างล้วนเป็นบทเรียนที่จะสอนเราให้เติบโตได้ทั้งนั้นถ้าหากเราฉลาดพอที่จะเก็บเกี่ยวและเรียนรู้จากมัน... และที่เราพูดมานี่ กำลังจะบอกว่าฉันใช้งานเราหนักเกินไปหรือยังไง?"
คนป่วยเริ่มหายอาการสมองตันเมื่อได้ลับฝีปากแต่เช้ามืดกับเด็กในปกครอง ฟาริศมองดูใบหน้าใสของสาวน้อย... อายุ 22 ปีจริงๆ หรือนี่... ไม่คิดเลยว่าเด็กน้อยปริสาจะเติบโตเป็นนางสาวปริสาอย่างที่เห็น แต่ความประพฤติโดยรวมแล้วก็ไม่เห็นมีอะไรแตกต่างจากเจ้าเด็กแก่นกะโหลกคนเดิมเมื่อสิบปีก่อน... แต่ฟาริศนึกดีใจที่เขาทำหน้าที่แทนปกรณ์ได้ค่อนข้างโอเค ปกรณ์... เพื่อนผู้ที่เขาเป็นหนี้ชีวิตอย่างไม่มีวันจะชดใช้ได้หมด
"โห... เป้พูดนิดเดียว คุณริศเล่นบ่นซะยาวเลยนะคะ แบบนี้แสดงว่าสมองทำงานโอเคแล้ว ไปทำงานได้จริงๆ... แต่ก็นอนต่ออีกหน่อยเถอะนะคะเพราะยังไงก็ยังเช้าอยู่ดี เป้จะสั่งพนักงานให้โทรขึ้นมาปลุกและจะสั่งเบรกฟัสต์และกาแฟขึ้นมาให้ตอนเจ็ดโมงครึ่ง"
คนคุ้นเคยกับกิจวัตรประจำวันของเจ้านายใหญ่เอ่ยอย่างคล่องปาก โรงแรมอยู่ไม่ไกลจากออฟฟิศ ขับรถทะลุซอยก็ถึงแล้ว นี่เป็นเหตุผลหลักที่ฟาริศชอบมานอนพักที่โรงแรมนี้
"ก็เราหยุดนี่... จะรีบไปไหนล่ะ อยู่ด้วยกันก่อนสิ ฉันไม่สบายยังจะทิ้งไปได้อีกเหรอ"
เขาทำเสียงหงุดหงิดเอาไว้ก่อน เพราะน้ำเสียงหงุดหงิดจะทำให้เด็กน้อยเข้าสู่โหมดแจ้งเตือน
"เอ่อ... ก็อยู่มาตั้งอาทิตย์แล้วนะคะ นี่ขนาดเป้สอบ คุณริศก็ยังไม่ยอมให้ไปนอนที่บ้านน่ะ นี่ก็ไม่ได้กลับบ้านตั้งหลายวันแล้วนะคะ... ขอกลับสักวันนะ... นะคะคุณริศ"
ทำเสียงอ้อนปะเหลาะ ทำตาปริบปรอยเหมือนลูกแมวขี้อ้อน ฟาริศเห็นแล้วก็ส่ายหน้า
"ก็ตามใจสิ ถ้าไม่แคร์กันก็แล้วแต่เถอะ ฉันไม่อยากบังคับใจใคร"
เขาพูดแล้วก็หลับตาลงทันที ปริสาทำปากจู๋ เพราะรู้ว่าถ้าเขามามุกนี้ หล่อนหรือจะกล้าหนีไปไหนได้ หญิงนั่งลงตรงขอบเตียง กระแทกตัวหน่อยๆ ให้เขารู้ว่าหล่อนเริ่มไม่สบมู้ด
"คุณริศนะคุณริศ... เป็นอย่างงี้ทุกที เป้อ่านนิยายค้างเอาไว้ตั้งแต่ก่อนสอบอ่ะ อยากอ่านให้จบ" คนพูดทำหน้ามุ่ยประกอบ
"อ้อ...ห่วงนิยายนี่เอง!... ทุกวันนี้ฉันมันไม่มีความหมายสำหรับเธอแล้วนี่นะ จะไปก็รีบไปเถอะ" เขาทำเสียงไล่
"ว้า...เป็นอะไรน่ะ พูดเหมือนน้อยใจชอบก๊ล...โอเคๆ ไม่ไปแล้วล่ะ... รู้งี้ไม่ตื่นเช้าก็ดีหรอก เฮ้อ..."
"หุบปาก หยุดบ่นซะทีได้ไหม รำคาญ... รู้ตัวหรือเปล่าว่าเราน่ะผีเจาะปากมาพูดจริงๆ นอนซะ"
เขาพูดเสร็จก็ดึงร่างบางให้ล้มลงนอนข้างๆ ปริสาทำตัวแข็งทื่อทันที ไม่ใช่ว่าไม่เคยนอนกับเขา เพราะตอนเล็กๆ ที่หล่อนยังเอาแต่ร้องไห้คิดถึงพี่ชายนั้น เขามักเข้ามาคุยและนอนด้วย ตอนปริสาอายุสิบหกปี หล่อนฝันร้ายร้องไห้ เขาก็รีบเข้ามาดูและลงท้ายก็ต้องนอนเป็นเพื่อน แต่นั่นมันดูเหมือนจะเป็นครั้งสุดท้ายที่เขาเคยนอนด้วย
"ทำไมตัวแข็งทื่อ..." เขาพึมพำถาม ขยับนอนตะแคงหันหลังให้อย่างไม่สนใจรอฟังคำตอบ ปริสาจึงค่อยผ่อนลมหายใจที่กลั้นเอาไว้ออกมา
"เป้เป็นสาวแล้วนี่นาคุณริศก้อ... จะให้มานอนเตียงเดียวกับชายหนุ่มทั้งแท่งอย่างคุณริศได้ยังไงกัน เดี๋ยวถ้าเกิดแฟนในอนาคตของเป้เขาเกิดถามขึ้นมาว่าเธอเคยนอนกับผู้ชายรึยัง จะให้เป้ตอบว่ายังไงล่ะ... ตอบว่าไม่เค้ยไม่เคย มันก็จะกลายเป็นว่าเป้พูดโป้ปดมดเท็จไปน่ะสิคะ"
