บทที่ 8 เด็กแสบ
"เด็กบ้าเอ๊ย... นอนกับผู้ชายงั้นเหรอ หึ! เธอมันช่างไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรเอาซะเลยนะเป้... ฉันขออีกตื่นเดียวถ้าจะกรุณาหุบปาก หรือถ้าจะไม่นอนก็ไสหัวไปไกลๆ เดี๋ยวนี้เลย" เสียงห้าวเอ่ยไล่อย่างรำคาญเต็มที
"ไปไกลๆ ถึงบ้านนู้นเลยนะ" ลองถามหยั่งเชิงนิดหนึ่ง เผื่อเขาจะปล่อยหล่อนไปจริงๆ
"ไกลถึงโซฟาเบด... shut up!" เขาย้ำให้หุบปาก ปริสาหน้ายู่ ทำปากขมุบขมิบให้พรคนที่นอนหันหลังให้
"ด่าผู้มีพระคุณมันบาปนะรู้ไหม"
"เฮ้ย... รู้ได้ไงอ๊ะ" เจ้าหล่อนทำเสียงสูงปรี๊ดพร้อมกับรีบกระโดดลงเตียงจนเตียงสั่น ฟาริศถอนหายใจแรงๆอย่างระอา ดึงผ้าห่มมาคลุมโปง
"ถ้าไม่นอนก็ไปเตรียมยาและโทรสั่งอาหารซะ... สั่งเผื่อตัวเองด้วยล่ะ เดี๋ยวนั่งรถไปออฟฟิศกับฉัน"
"เฮ้ย...ไม่ไปนะคะคุณริศ... เป้มีคดีกับคุณอรนุชจำไม่ได้เหรอ... ถ้าเป้ไปออฟฟิศด้วย คุณเธอจะทำงานรู้เรื่องหรือคะ อาจจะกินข้าวไม่อร่อยและพลอยทำงานให้เจ้านายไม่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลนะคะ"
ปริสาเอ่ยเตือนเขาถึงเหตุการณ์ที่หล่อนมีเรื่องกับอรนุช เลขาของเขา อรนุชเป็นสาวใหญ่ร่างอวบกระดูกใหญ่วัย 37 ปีที่มีน้องสาวสวยอวบอั๋นนามว่าอรภา วัย 26 ปี อรภาทำอยู่แผนกประชาสัมพันธ์ อรนุชนั้นถือโอกาสที่เป็นเลขาฯ ก็พยายามยัดเยียดและเชียร์น้องสาวให้ฟาริศ หวังให้น้องได้ลองของสูง... แต่ฟาริศมีนโยบายไม่เจี๊ยะไก่ที่อยู่ใต้บังคับบัญชาของตนเอง จึงไม่สนใจ
แต่อรนุชก็พยายามไม่ยอมเลิก จนปริสาซึ่งรู้ทันมานานเป็นปีแล้วรู้สึกรำคาญจึงจัดการตัดไฟให้บอสด้วยการพูดกับอรนุชตรงๆ ว่าเจ้านายไม่สนน้องสาวเธอหรอกเพราะสเป็กเจ้านายต้องสูงยาว อกตู้มเต่งไซส์ซี เอวเล็กคอด สะโพกผายงอนงาม เขาไม่ชอบสาวอวบอั๋นหุ่นสั้นกว่าร้อยหกสิบเซ็นติเมตร และเจ้านายก็ไม่ชอบสาว(เหมือนจะ)หวานเอี้ยมเฟี้ยมเหมือนอรภา นางต้วมเตี้ยมและยืดยาดจนเกินไป ดังนั้นจึงขอให้อรนุชยกเลิกแผนการยัดเยียดน้องสาวให้บอสได้แล้ว
อรนุชโมโหสุดขีดถึงกับสติแตก จากสาวใหญ่มาดสุขุมนุ่มลึกกลายร่างเป็นนางมารปรี๊ดแตกส่งเสียงกรี๊ดๆ จนกระจกออฟฟิศเจ้านายแทบร้าวกับระบบเสียงเซอร์ราวนด์ของเจ้าหล่อน โชคดีที่เวลานั้นห้องเจ้านายมีกันแค่สองคน จึงไม่มีใครได้ยิน ซึ่งนั่นก็เป็นเหตุผลที่ปริสาเห็นว่าเป็นโอกาสเหมาะที่จะพูดมันออกไป หญิงสาวทำเช่นนั้นด้วยจิตบริสุทธิ์และจริงใจแท้ๆ... แต่อรนุชกลับไม่เห็นถึงความจริงใจนั้น กลับโมโหและด่ากราด เอาแต่กรี๊ดๆ อย่างคนเสียจริต ปริสาได้แต่ภาวนาว่าอย่าให้คุณเธอโมโหหนักจนลมตีขึ้นจุกอกก็แล้วกัน เพราะหล่อนไม่อยากรับผิดชอบปฐมพยาบาลให้
"เขาลาออกไปแล้ว ตอนนี้ฉันไม่มีเลขาฯ เลยให้คุณสาธิตมาช่วยชั่วคราว เพราะเรานั่นแหละตัวดี"
ฟาริศพูดเสร็จก็ผุดลุกขึ้นนั่ง เพราะนอนไม่หลับแล้วตอนนี้ ยัยตัวยุ่งทำให้ประสาทของเขาตื่นเต็มที่กับการพูดจาเป็นน้ำไหลไฟดับไม่มีจุดฟุลสต็อป
"อ้าว เหรอคะ... ว้า... อะไรฟะ... พูดแค่เนี้ยก็ใจเสาะ เอ๊ะ... หรือว่าแม่คนนี้ตั้งใจเข้ามาทำงานนี้เพื่อจะจับคุณริศให้น้องสาวเจ้าหล่อนโดยเฉพาะ แต่เอางานเลขาฯ มาบังหน้า คุณริศเปลี่ยนเลขาฯ ทุกปีแบบนี้มันไม่ค่อยดีเท่าไหร่เลยเนอะ"
"ใช่! มันไม่ดีเอามากๆ เลยล่ะ... และเหตุผลทุกครั้งที่ฉันเปลี่ยนเลขาฯ นั่นมันก็เป็นเพราะเรานั่นแหละ"
"อ้าว... ไหงมาโทษกันอย่างงี้ล่ะ โห...น้อยใจนะเนี่ย"
"พอเหอะเป้... หุบปากซะที... ตอนนี้สมองฉันรับได้แค่นี้แหละ โทรไปสั่งกาแฟกับอาหารเตรียมเอาไว้... ฉันจะอาบน้ำยี่สิบนาที อ้อ... เราไปเปลี่ยนชุดด้วย ฉันจะให้เราไปเรียนรู้งานกับคุณสาธิตเลยวันนี้ ไม่แน่ในอนาคตฉันอาจจะให้เราเป็นเลขาฯ ส่วนตัว จะได้จบปัญหาเรื่องเปลี่ยนเลขาฯ ทุกปีซะที"
เขาพูดเสร็จก็ลุกขึ้นเดินตึงๆ ตรงไปยังห้องแต่งตัวทะลุไปยังห้องน้ำ
ปริสามองตามตาปริบๆ... อะไรฟะ เป็นเลขาฯ งั้นเหรอ ไม่เอ๊า... ไม่เห็นหนุกเลย... ทำงานโรงแรมมันบันเทิงกว่าเป็นไหนๆ ได้พบเจอแต่คนสวยๆ หล่อๆ มาพักผ่อนรีแล็กซ์อารมณ์กัน นอกจากพวกเศรษฐีรสนิยมสูงแล้วก็ยังมีพวกซูเปอร์สตาร์ นายแบบหล่อๆ ทั้งไทยทั้งเทศด้วย
แต่ถ้าเป็นเลขาฯ ต้องนั่งหน้าคอมพิวเตอร์พิมพ์งานหน้าดำคร่ำเคร่ง วิ่งหอบแฮ่กๆ ตามหลังเจ้านาย โห ตายกันพอดี นี่ขนาดปริสาไม่ได้เป็นเลขาฯ นะ! เจ้านายยังใช้งานวิ่งรอกจนสายตัวแทบขาด ถ้าหากได้ควบตำแหน่งเลขาฯ อีกหนึ่งตำแหน่ง ก็หมายความว่าต้องทำทั้งงานราษฎร์และงานหลวงเต็มๆ
อย่างนี้เอามีดมากะซวกตับไตไส้พุงให้ตายตอนนี้ไปเลยยังจะดีกว่า เพราะถ้าขืนทำงานให้คุณฟาริศแบบติดสอยห้อยตามเสมือนเงาตามตัวขนาดนั้น รับรองไม่ถึงปี ปริสาก็คงจะมีสภาพตับแตกไตรั่วหัวใจวาย ตายในสภาพเอน็จอนาจไม่ต่างกัน เขาทำเหมือนหล่อนเป็นทาสในเรือนเบี้ยชัดๆ โห... ใจร้ายอ่ะคุณริศ
"เป้ไม่เป็นเลขาฯ นะ... คุณริศ... สัญญามาก่อนว่าจะไม่ให้เป้เป็นเลขาฯ"
เสียงตะโกนแจ๋วดังอยู่นอกประตู ฟาริศขมวดคิ้ว เขาอาบน้ำอย่างใจเย็นไม่แยแสเสียงตะโกนและทุบประตูด้านนอก
"ถ้าไม่สัญญาเป้จะขังคุณริศให้อยู่ในห้องน้ำนั่นแหละ ไม่ให้ออกมาเห็นเดือนเห็นตะวันเลยคอยดูสิ!... สัญญาซีคะ"
เจ้าหล่อนตะโกนเสียงดังขึ้น ฟาริศปิดน้ำอุ่นของระบบเรนชาวเวอร์ ดึงผ้าเช็ดตัวมาพันรอบเอว ใช้ผ้าขนหนูผืนเล็กเช็ดผมไปมา ร่างสูงเดินมายังประตูและหมุนลูกบิด มันเปิดออกได้นิดหนึ่ง
"อะไรน่ะเป้...เธอทำอะไร"
"เป้กำลังมัดประตูน่ะซี้! คุณริศสัญญามาก่อนว่าจะไม่ให้เป้เป็นเลขาฯ ไม่งั้นจะไม่แกะเชือกให้เด็ดขาด!"
เสียงเล็กต่อรอง โผล่ใบหน้าที่ทำปากจู๋ตาจิกมองตรงช่องประตูที่เปิดแง้มนิดหนึ่ง ทำตาวาวๆ กะพริบปริบๆ เมื่อมองตรงมายังหน้าอกกว้างของเขา ฟาริศถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่ายปนฉุน
"เปิดเดี๋ยวนี้นะเป้ อย่าให้มีโมโห... ฉันจะนับหนึ่งถึงสาม ถ้าฉันออกไปได้ เราโดนหนักแน่... เร็ว!"
เสียงห้าวตวาดขู่ ปริสาย่นจมูกใส่ ทำตาปรอย
"ก็เป้ไม่อยากเป็นเลขาฯ นี่นา นะ...นะคะ"
ฟาริศพยายามสะกดกลั้นอารมณ์ฉุนโมโห ยัยเด็กบ้านี่อายุเพิ่มขึ้นแต่นิสัยไม่ยอมโตเสียที
"หนึ่ง..."
เขาเริ่มนับอย่างที่ความอดทนเริ่มลดน้อยถอยลงไปทุกที
"ฉันปวดหัว อยากกินข้าวและกินยา งานการมีรอที่ออฟฟิศ ไม่มีเวลามาเล่นเป็นเด็กๆ กับเรานะเป้... สอง"
"เฮ้ย... คุณริศ...อย่าเพิ่งๆ เป้หาตะไกรก่อน อย่านะ ห้ามนับต่อนะ ไม่งั้นโป้งจริงด้วย... จะหนีกลับบ้านจริงๆ นะ ห้ามนับนะ!"
ฟาริศได้ยินเสียงวิ่งตึงๆ บนพรมพร้อมกับเสียงร้องกรี๊ดเบาๆ และเสียงบ่นพึมพำไม่หยุดอย่างลุกลี้ลุกลนของเด็กแสบ ชายหนุ่มส่ายหน้าก่อนจะหัวเราะขำออกมาเบาๆ ไอ้เด็กบ้านี่ทำให้เขาหัวปั่นตั้งแต่เช้า มันน่าเบิ๊ดกะโหลกจริงๆ ให้ตายเถอะ!
