บทที่ 4 หมอดูจำเป็น
หญิงสาวเดินตามร่างสูงไปติดๆ เข้าไปในห้องรับแขกที่ดูโอ่โถง มีโต๊ะกลมปูด้วยผ้ากำมะหยี่สีแดงเลือดนก มีลูกแก้วคล้ายกับพวกหมอดูยิปซีวางอยู่ใกล้หน้าต่าง มีเก้าอี้อยู่สองตัว มองดูก็รู้ว่าเป็นโต๊ะที่หมอดูใช้ในการทำนายทายทักโชคชะตาให้ลูกค้า
แล้วจู่ๆ ร่างสูงที่เดินนำหน้าก็หยุดเดินกะทันหัน ทำให้คนที่กำลังกวาดสายตามองห้องเพลินอยู่เดินชนเข้ากับแผ่นหลังกว้างอย่างจัง ลินินเซผงะถอยหลังทันที ทศวรรษรีบหันมา ทันคว้าแขนเล็กช่วยยึดเอาไว้ก่อนที่ร่างบางจะหงายหลังล้มตึงลงไปกับพื้น เขาดึงแขนแรงไปนิดจนร่างหญิงสาวปลิวมาปะทะอก ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความตกใจ
"ขอ...ขอโทษค่ะ ฉันไม่ทันระวัง"
ลินินรีบเอ่ยขอโทษขอพวย นึกถึงไพ่ยิปซีประจำวันที่ได้รับเมื่อเช้านี้ มันอุตส่าห์เตือนว่า... ให้ระวังอุบัติเหตุ!... อะไรจะแม่นปานนั้น!
"ไม่เป็นไร เชิญนั่ง"
ทศวรรษกล่าว ปล่อยแขนเรียวเมื่อเห็นว่าเธอยืนเองได้แล้ว ลินินหน้าแดง รู้สึกอับอายเหลือเกินกับความซุ่มซ่ามของตัวเอง
"เอ่อ... นั่งตรงไหนคะ"
หญิงสาวเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเกรงใจ เพราะตามประสบการณ์ก็น่าจะไปนั่งที่โต๊ะกลมข้างหน้าต่างนั่น แต่ดูเหมือนจะเขามุ่งหน้าไปที่โซฟารับแขก
ให้ตายเถอะ... หมอดูไม่น่าจะหล่อและทำท่าหยิ่งแบบนี้เลย มันทำให้หัวใจของลินินเต้นผิดจังหวะด้วยความกลัว ใครจะไม่กลัวล่ะ เพราะคนรู้ศาสตร์ลึกลับพวกนี้ มักจะเป็นคน มีของ ถ้าขืนไปทำอะไรให้ไม่พอใจ ก็อาจจะแกล้งทักให้รู้สึกแย่หรือใจเสียก็ได้ หรือทำนายทายทักเรื่องอะไรที่ไม่ดี ดังนั้นลินินจะต้องผูกมิตรกับหมอดูเอาไว้ก่อน เพื่อความปลอดภัย
"โซฟา"
ทศวรรษบอก ไม่คิดว่าเจ้าหล่อนซุ่มซ่ามยังไม่พอ ยังจะซื่อบื้ออีก โซฟาตั้งอยู่ชุดเบ้อเริ่มยังจะมาถามอีกว่า...นั่งตรงไหน ทศวรรษมองดูนาฬิกา รู้สึกว่าคิดผิดที่เชิญเข้ามา ไม่น่าเลย เขากำลังจะเลตเพราะนัดกับพลอยพิศุทธิ์เอาไว้ว่าจะทานกลางวันด้วย
พลอยพิศุทธิ์ หญิงสาวชื่อโบราณและบุคลิกเหมือนนางในที่มารดาแนะนำให้รู้จักว่าเป็นลูกสาวเพื่อนของท่าน และก็คะยั้นคะยอให้เขาทำความรู้จักตั้งแต่กลับมาจากอังกฤษ แม่เขาเป็นคนไทย ส่วนพ่อเป็นอเมริกัน ทศวรรษเกิดที่เมืองไทย แต่ใช้ชีวิตที่อังกฤษตั้งแต่อายุสิบห้า เขาชอบอิสระเสรี ไม่ต้องการถูกมารดาตีกรอบให้เหมือนกับวัศภัทร ผู้เป็นพี่ชายใหญ่ จึงรีบชิ่งหนีเมื่อมีโอกาส บิดานั้นเสียชีวิตเมื่อห้าปีที่แล้ว เวลานี้ทศวรรษเหลือเพียงมารดา เมื่อเรียนจบจึงกลับมาอยู่เมืองไทยกับท่าน เพราะไม่อยากได้ชื่อว่าเป็นลูกอกตัญญูตามที่ท่านชอบค่อนขอด...
ลินินมองไปที่โต๊ะกลม ก่อนจะตัดสินใจไปนั่งที่โซฟาตัวยาว ทศวรรษเดินไปนั่งข้างๆ ได้กลิ่นหอมอ่อนๆ จากร่างของสาวกหมอดู เหมือนกลิ่นธูปหอม เขาทำจมูกฟุดฟิดนิดหนึ่ง
ลินินขยับตัวออกห่างร่างสูง เพราะเขาทำจมูกฟุดฟิดเหมือนตัวเธอมีกลิ่นตัว ลินินจุดธูปหอมและกำยานในห้องเวลาบูชาพระ บางครั้งทำให้ตัวเองมีกลิ่นเหมือนเทวาลัยเคลื่อนที่ตามที่เพื่อนฝูงชอบแซว
"เอ่อ...หมอจะดูอะไรคะ"
หญิงสาวเอ่ยถาม เพราะหมอดูยังไม่เริ่มต้นคุยเลย ผิดไปจากหมอดูทั่วไปที่จะต้องเอาอุปกรณ์ที่เป็นสื่อกลาง เป็นต้นว่า ไพ่ยิปซี ไพ่สำรับ 52 ใบ ลูกแก้ว หรืออะไรก็ตามมาวางกลางโต๊ะ แต่นี่ไม่เห็นเตรียมอะไรเลย... หรือว่าจะดังเพราะความหล่ออย่างเดียว คนมาดูหน้าตาหมอมากกว่ามาดูดวงกระมัง... หญิงสาวคิดในใจ
ทศวรรษไม่เข้าใจคำถาม เพราะเกิดมาก็ยังไม่เคยไปหาหมอดูหมอเดาพวกนี้ เขาไม่เชื่อ แต่คนที่เชื่อมากๆ นั้นเห็นจะเป็นคุณนายไขแขนั่นแหละ ขานั้นเป็นเซียนด้านนี้ ที่ไหนที่ว่าดีคุณนายแม่ก็จะแห่ไปดูกับเขาหมด ซึ่งก็ไม่ต้องแปลกใจว่าทำไมบ้านหลังนี้ถึงได้ให้หมอดูเช่าในราคาถูกๆ
"ก็ดูคุณอยู่" เขาตอบตามความเป็นจริง เพราะกำลังนั่งจ้องหน้าใสตาซื่อๆ ปนตื่นๆ ของเจ้าหล่อนอยู่
ลินินพยักหน้าหงึกๆ รับทราบ ที่แท้หมอเป็นพวกมีตาที่สามนี่เอง! สามารถมองหน้าดูโหงวเฮ้งแล้วก็อ่านโชคชะตาได้ หรือไม่ก็อาจมีพวกพรายกระซิบ หรือเทพเจ้ากระซิบ อะไรเทือกนั้น
ทศวรรษเริ่มรู้สึกสนุกที่เห็นใบหน้านวลใสมีแววตาตื่นเต้นและกระตือรือร้น... เขาจำได้ว่าแม่เคยจับมือของเขาพลิกไปพลิกมาแล้วทักว่า... แกมันเจ้าชู้! ซึ่งเขาไม่รู้ว่าแม่แกล้งด่าหรือว่ารู้จริง เพราะอันที่จริงทศวรรษไม่คิดว่าเขาเป็นผู้ชายเจ้าชู้เลยสักนิด เพียงแต่เขาไม่ชอบปฏิเสธเวลาผู้หญิงชวนไปทานข้าวหรือดูหนังฟังเพลง เพราะเกรงพวกเจ้าหล่อนจะเสียน้ำใจ...
"ไหนขอดูมือหน่อย"
เสียงห้าวเอ่ย ลินินก็ยื่นมือทั้งสองมือแบไปตรงหน้าอย่างคุ้นเคย เพราะมีประสบการณ์เรื่องหมอดูทุกประเภทที่เขามีให้ดู รวมทั้งหมอดูลายมือก็ไปมาหลายเจ้าแล้ว... เมื่อมองระยะใกล้แบบนี้ลินินสังเกตว่า เขามีดวงตาคล้ายสีวิสกี้ ไม่ใช่สีดำ ใบหน้าลูกครึ่่งกระเดียดไปทางฝรั่งอย่างชัดเจน แต่เขาพูดภาษาไทยชัดแจ๋ว อาจจะเป็นพวกลูกครึ่งที่เกิดและโตเมืองไทย ซึ่งก็มีให้เห็นเยอะทุกวันนี้ จำพวกที่แม่ท้องระหว่างพ่อฝรั่งมาเที่ยว พอเที่ยวเสร็จเขาก็กลับประเทศแล้วหายต๋อม... หมอดูคนนี้คงจะถือโอกาสใช้วิกฤติให้เป็นโอกาสในการสร้างตัว อย่างที่ว่า...หน้าตาดีมีชัยไปกว่าครึ่ง แต่ลินินว่าสำหรับเคสนี้ น่าจะมีชัยไปมากกว่า 90 เปอร์เซ็นต์เลยล่ะ
ทศวรรษเอื้อมมือมาจับมือบาง... ตัดเล็บสั้นสะอาดไม่เคลือบสี แปลกดีสำหรับผู้หญิงยุคใหม่ แต่เธออาจจะเป็นพวกผู้หญิงหลงยุคก็ได้ เพราะแทนที่จะไปเดินพารากอนกลับมากดกริ่งหน้าบ้านหมอดูแต่เช้าแบบนี้
"เป็นไงบ้างคะ ดวงและโชคชะตาของฉัน"
ลินินเอ่ยถาม เพราะหมอดูไม่ค่อยพูดอะไรเลย อีกอย่างลินินก็ลืมถามไปว่าค่าครูเท่าไหร่ หวังว่าจะไม่แพงหูฉี่นะ!
"อืม..."
ทศวรรษรู้สึกเหมือนตัวเองตกกระไดพลอยโจน เขาไม่ได้ตั้งใจจะหลอกเธอเลยสักนิด แต่ว่าเวลานี้ดูเหมือนจะถอนตัวไม่ได้เสียแล้ว มือนุ่มแต่แข็งแรง... ไม่เหมือนมือของพลอยพิศุทธิ์ที่นุ่มแบบคนที่ไม่เคยหยิบจับงานหนัก ชายหนุ่มไล้นิ้วไปตามเส้นลายมือ ไม่รู้หรอกว่าแต่ละเส้นมันคืออะไร กำลังคิดหาคำพูดที่ไม่ให้รู้สึกว่า... โกหก
"คุณอายุเท่าไหร่ ผมขอวันเดือนปีเกิด" เขาเอ่ย เพราะเคยเห็นมารดาคุยกับเพื่อนว่าไปดูหมอต้องใช้ข้อมูลพวกนี้
"ฉันอายุ 23 ปีค่ะ" หญิงสาวบอกวันเดือนปีเกิดเขาไปอย่างรวดเร็ว
"ฉันจะมีแฟนตอนไหนคะ"
ลินินถามในสิ่งที่อยากรู้ เพราะดูเหมือนหมอดูจะปากหนักเหลือเกิน ลูบคลำมือแต่ไม่เห็นทายอะไรออกมา ทศวรรษเงยหน้าขึ้นมองคนถาม คิ้วเข้มเลิกขึ้นด้วยความแปลกใจ... หน้าตาดีขนาดนี้ยังไม่มีแฟนอีกหรือนี่... แปลก!
