บทที่ 1 ไม่หย่า
แสงไฟนีออนสลัวภายในห้องนั่งเล่นสุดหรูสาดกระทบกับหยดน้ำตาที่ร่วงเผาะลงบนเรียวปากอิ่ม บรรยากาศรอบตัวอัดแน่นไปด้วยความกดดันและความอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก กวินท์ยืนจ้องมองภรรยาตัวเองด้วยสายตาที่ว่างเปล่าและเย็นชา ไร้ซึ่งเยื่อใยใดๆ หลงเหลืออยู่อีกต่อไป
"พี่ว่าเราหย่ากันเถอะ ในเมื่อเราถูกบังคับแต่งงาน เราไม่ได้รักกันจะอยู่ด้วยกันทำไม ทางใครทางมันดีกว่า"
คำพูดที่เอ่ยออกมาอย่างเลือดเย็นจากปากของสามีหนุ่ม ทำให้เมเบลถึงกับน้ำตาตกใน หัวใจดวงน้อยที่เคยเต้นแรงด้วยความรักความภักดี บัดนี้กลับถูกบดขยี้จนแหลกสลาย หล่อนแอบรักผู้ชายคนนี้มาหลายปี ยอมทำทุกวิถีทางจนได้แต่งงานเข้ามาอยู่ในบ้านหลังนี้ แม้จะรู้เต็มอกว่าเขามีผู้หญิงคนอื่นคอยวนเวียนอยู่ข้างกาย เธอก็ยังเลือกที่จะอดทนและปล่อยผ่านมันไปเสมอ เพราะคิดว่าความดีและความรักที่เธอมอบให้จะสามารถเอาชนะใจเขาได้สักวัน
แต่วันนี้... มันไม่ใช่เลย ความอดทนของคนเรามีขีดจำกัด เมื่อความพยายามทั้งหมดกลายเป็นความว่างเปล่า เมื่อเธอปรับปรุงตัว ยยอมมอบทั้งกายและใจให้เขาครอบครอง แต่สิ่งที่ได้รับกลับมีเพียงความดูแคลนและคำพูดที่คอยไล่ส่งซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในเมื่อเฝ้ารักแล้วเขาไม่เห็นค่า เธอจะทนเป็นตัวตลกให้เขาเหยียบย่ำหัวใจต่อไปทำไม!
ในเมื่อเขาไม่รัก เธอก็จะไม่ทนอีกต่อไปแล้ว! เธอไม่ได้เป็นแค่ผู้หญิงธรรมดาที่ไม่มีที่ไป เธอคือดาราสาวชื่อดังระดับแถวหน้า มีชื่อเสียงเงินทอง และมีผู้ชายมากหน้าหลายตาต่อแถวรอคอยที่จะได้ใกล้ชิด เหตุใดเธอต้องลดตัวมานั่งรอเศษความรักจากผู้ชายเห็นแก่ตัวคนนี้ด้วย
'แล้วคุณจะรู้ว่าฉันจะไม่อยู่เป็นของตายของคุณอีกต่อไป สามีแบบคุณฉันไม่เอาแล้ว!'
'เพราะฉันจะทำคุณเจ็บปวดจนต้องคุกเข่าขอร้องความรักจากฉันแทน!'
"ค่ะ เบลจะหย่าให้ เราจะได้ไม่มีอะไรต้องติดค้างกันอีก!!" เสียงหวานเอ่ยลอดไรฟันด้วยความเด็ดเดี่ยว เธอจะยอมหย่าให้...แต่ต้องเป็นตอนที่เขาสำนึกและเจ็บปวดเจียนตายเท่านั้น!
ใบหน้าสวยหวานที่เมื่อครู่ยังเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำตา บัดนี้กลับแปรเปลี่ยนเป็นความเย็นชา รอยยิ้มเหยียดยิ้มมุมปากอย่างร้ายกาจปรากฏขึ้นบนใบหน้าของดาราสาว ราวกับเป็นคนละคนกับภรรยาผู้แสนซื่อสื่อบริสุทธิ์ที่ยอมก้มหัวให้เขามาตลอดหลายปี มือเรียวปาดน้ำตาออกจากแก้งนวลอย่างไร้เยื่อใย ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตากับคู่ชู้สาวที่ยืนเกาะแกะกันอยู่ตรงหน้าอย่างไม่เกรงกลัว
"เบล..." กวินท์อุทานออกมาด้วยความตกตะลึง ดวงตาเบิกกว้างอย่างไม่น่าเชื่อ เขาไม่คิดเลยว่าผู้หญิงที่มารดาเขาเคยเอ็นดูและบังคับให้แต่งงานด้วยคนนี้ จะมีมุมที่น่ากลัวและเปลี่ยนไปราวกับนางร้ายในละครหลังข่าวได้รวดเร็วขนาดนี้
"หว่า ไม่สนุกเลยสิ แต่ก็ดี...หลอกควายได้ตั้งสองตัวแน่ะ" เธอยิ้มรับพลางปรบมือเบาๆ ให้กับความโง่เขลาของคนทั้งคู่ ราวกับกำลังมอบรางวัลให้กับตัวตลกประจำโรงละคร
"แกหมายความว่าไง เมเบล!" แพรพรรณ ชู้รักของกวินท์โพล่งขึ้นด้วยความไม่พอใจ สีหน้าของหล่อนบิดเบี้ยวด้วยความโกรธเคือง เพราะแผนการที่วางไว้ว่าจะบีบให้ทั้งคู่หย่าขาดจากกันสำเร็จก็จริง แต่ปฏิกิริยาของเมเบลกลับไม่ได้น่าสมเพชอย่างที่เธอวาดฝันไว้เลย
"นี่เบลโกหกพี่มาตลอดเหรอ?" กวินท์ยังคงยืนงงกับสถานการณ์ตรงหน้า สมองตื้อตันประมวลผลไม่ทันกับท่าทีที่เปลี่ยนไปราวฟ้ากับเหวของภรรยา
"หึ มันก็ไม่ได้เรียกว่าหลอกหรอกค่ะ เพราะเบลก็ไม่ใช่นางเอกผู้แสนดีตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ที่เบลยอมทนทุกอย่าง ยยอมเปลี่ยนตัวเอง ยยอมทิ้งชื่อเสียงเพื่อมาแต่งงานสร้างครอบครัวกับพี่ ก็เพราะเบลเคยโง่ไงคะ! แต่ตอนนี้ตาสว่างแล้ว... เบลรู้ว่าท้ายที่สุดแล้ว ไม่ว่าเบลจะทำดีแค่ไหน คุณก็ไม่เคยเห็นค่าฉันเลยสักนิด!" เมเบลตวาดใส่หน้าสามีด้วยน้ำเสียงกร้าวร้าวและทรงพลัง ก่อนจะถอดแหวนแต่งงานเพชรเม็ดโตออกจากนิ้วนางข้างซ้าย แล้วขว้างใส่หน้าอกเขาอย่างแรงด้วยความเคียดแค้น
"ในเมื่อรักกันมากนักใช่ไหม งั้นเบลจะไม่ยอมหย่าเด็ดขาด! อยู่กันสามคนผัวเมียให้มันฉิบหายกันไปข้างหนึ่งนี่แหละ!!"
คำประกาศกร้าวของเธอทำให้ทั้งกวินท์และแพรพรรณถึงกับหน้าซีดเผือก แพรพรรณปรี่เข้ามาหมายจะตบสั่งสอน แต่เมเบลไวรัสเร็วกว่า เธอชี้หน้าคาดโทษพร้อมแววตาวาวโรจน์จนอีกฝ่ายต้องชะงัก
"ตบมาฉันต่อยกลับ เอาดิ้! อยากได้จมูกใหม่ทรงเกาหลีฟรีๆ มั้ยล่ะ เดี๋ยวฉันสงเคราะห์ให้!"
"กรี๊ดดด~ นังบ้านี่!" แพรพรรณกรีดร้องด้วยความคลุ้มคลั่ง พยายามจะพุ่งเข้ามาทำร้ายร่างกายเธอให้ได้ แต่กวินท์รีบคว้าตัวผู้หญิงของเขาไว้ไม่ให้เข้ามาวุ่นวาย
"หยุดเดี๋ยวนี้พรรณ!!" ชายหนุ่มตะเบงเสียงห้ามปราม ก่อนจะหันมาคาดคั้นภรรยาด้วยความไม่เข้าใจ "ที่เธอพูดมาทั้งหมดมันหมายความว่าไงเมเบล ทำไมเธอถึงเปลี่ยนไปขนาดนี้!"
มือหนาพยายามจะเอื้อมไปบีบต้นแขนเล็กของเธอด้วยความโกรธจัด แต่เมเบลกลับปัดป้องออกอย่างแรง รังเกียจเดียดฉันท์จนไม่อยากให้ผิวเนื้อต้องสัมผัสกัน
"อย่าเอามือสกปรกของคุณมาจับฉัน มันน่ารังเกียจ!" เธอหยิบกระดาษทิชชู่ในกระเป๋าขึ้นมาเช็ดถูบริเวณที่โดนสัมผัสราวกับรังเกียจเชื้อโรค ก่อนจะปาทิ้งลงพื้นอย่างไม่ใยดี
ในจังหวะนั้นเอง ไคอาร์ ลูกน้องคนสนทรยศฝีมือดีในชุดสูทสีดำสนิท ก็เดินนำกลุ่มชายฉกรรจ์ร่างยักษ์อีกสามสี่คนเข้ามาภายในห้อง พร้อมกับกระเป๋าเดินทางใบหรูของเธอ
"คุณหนูครับ ทุกอย่างเรียบร้อยตามคำสั่งแล้วครับ" ไคอาร์รายงานเสียงเรียบ
"อืม เตรียมรถให้พร้อม คืนนี้ฉันจะบินกลับฮ่องกง" เมเบลสั่งการด้วยท่าทีเย่อหยิ่งและทรงอำนาจ ก่อนจะหันกลับมามองสามีและชู้รักด้วยสายตาเหยียดหยาม
"สงสารเธอจังเลยนะแพรพรรณ คิดจะจับพ่อหม้ายรวยๆ เพื่อยกระดับตัวเอง แต่เสียใจด้วยนะ...เพราะคนที่เธอกำลังแย่งเขาไป เขาก็แค่ลูกกระจ๊อกในสายตาของครอบครัวฉัน และที่สำคัญ...พ่อของฉันรักแม่ของฉันมากกว่าผู้หญิงสำส่อนอย่างเธอเป็นร้อยเท่าพันทิป!" เมเบลแสยะยิ้มเยาะเย้ยจนแพรพรรณหน้าเสีย
"หมายความว่าไง ใครคือพ่อเธอ?" แพรพรรณเริ่มใจคอไม่ดี เพราะดูท่าทีและกลุ่มบอดี้การ์ดอารักขาแล้ว เมเบลดูไม่ใช่แค่ดาราสาวธรรมดาอย่างที่ใครๆ เข้าใจ
"เธอบอกพี่ว่าเธอไม่มีญาติพี่น้อง ตัวคนเดียวไม่ใช่เหรอเมเบล?" กวินท์ถามด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า หัวใจเริ่มกระหน่ำรัวด้วยความหวาดระแวงอย่างไม่มีสาเหตุ
"ถ้านามสกุล 'ศิริพันธ์วราธร' ผ่านหูพวกคุณบ้าง น่าจะพอเดาออกนะคะว่าฉันเป็นใคร" เธอเอ่ยชื่อตระกูลดังระดับประเทศออกมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่มันกลับสร้างแรงกระแทกมหาศาลให้กับคนฟังราวกับฟ้าผ่ากลางวันแสกๆ
'ศิริพันธ์วราธร งั้นเหรอ... เจ้าพ่อวงการธุรกิจสีเทาและอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ที่มีอิทธิพลไปทั่วเอเชียเนี่ยนะ!' กวินท์หน้าถอดสี ขาสั่นเทาขึ้นมาทันที
"คุณหนูครับ อีก 1 ชั่วโมงเราต้องขึ้นเครื่องแล้วครับ นายใหญ่ส่งเครื่องบินส่วนตัวมารรับคุณหนูกลับฮ่องกงคืนนี้ครับ" ไคอาร์ย้ำเตือนกำหนดการ
"นั่นแหละเนอะ... คนที่ไม่เคยคิดจะเห็นค่าภรรยาตัวเอง ก็สมควรแล้วที่จะต้องโง่เขลาต่อไป ถ้าคุณฉลาดกว่านี้สักนิด คุณคงรู้ว่าฉันเป็นใคร และทุกเรื่องราวโกหกตลบตะแลงที่ฉันเคยบอกครอบครัวคุณมาตลอด มันก็เป็นแค่ละครฉากหนึ่งที่ฉันกุขึ้นมาเพื่อเล่นสนุกแก้เบื่อเท่านั้นแหละ!"
"ไม่จริงใช่ไหม... หนูเบล ไม่จริงใช่ไหมลูก" เสียงสั่นเครือของผู้เป็นแม่สามีดังแทรกขึ้นมา หญิงวัยกลางคนเพิ่งเดินเข้ามาได้ยินบทสนทนาทั้งหมดเข้าพอดี สีหน้าของท่านเต็มไปด้วยความตกใจและไม่อยากจะเชื่อ
"ไม่จริง แกโกหก! แกไม่ใช่ลูกสาวของท่านติณภพแน่นอน ท่านมีทายาทแค่สองคนเท่านั้น แกเป็นใครกันแน่!" แพรพรรณกรีดร้องโวยวายด้วยความสติหลุด เพราะถ้าเมเบลมีอิทธิพลจริง ชีวิตเธอกับกวินท์คงไม่แคล้วพังพินาศแน่
เมเบลหันไปมองคุณหญิงสิลิน แม่สามีที่เธอเคยเคารพรักเสมือนแม่แท้ๆ แววตาของหญิงสาวฉายแววความรู้สึกผิดขึ้นมาวูบหนึ่ง ก่อนจะเปลี่ยนเป็นความเด็ดเดี่ยว
"เบลขอโทษนะคะคุณแม่สำหรับทุกอย่างที่ผ่านมา เบลแค่อยากลองใช้ชีวิตธรรมดา อยากอยู่กับผู้ชายที่เบลรักและสร้างครอบครัวด้วยกันอย่างสงบสุข แต่สุดท้าย...สิ่งที่ได้รับมันกลับเป็นเพียงความว่างเปล่า เบลพยายามทำทุกอย่างเพื่อความรักปลอมๆ และหลอกตัวเองไปวันๆ เท่านั้นเองค่ะ"
"ฮรึก... เบลลูก..." คุณหญิงสิลินโผเข้ากอดลูกสะใภ้ด้วยความเสียใจ น้ำตาไหลพรั่งพรูออกมาอย่างห้ามไม่อยู่
"ฮรึก... เบลรักและเคารพคุณแม่เหมือนแม่แท้ๆ เบลขอโทษนะคะที่ต้องไป แล้วเบลจะหาเวลาแวะมาเยี่ยมบ่อยๆ ค่ะ" เมเบลสวมกอดตอบมารดาของสามีด้วยความอาลัยรัก ก่อนจะผละตัวออกแล้วปาดน้ำตาทิ้งอย่างไร้เยื่อใย หันกลับมาเผชิญหน้ากับอดีตสามีที่ยืนตัวแข็งทื่อ
"ส่วนคุณ... ในเมื่อไม่อยากหย่า งั้นเราก็ไม่ต้องหย่าค่ะ! อยู่กันไปแบบนี้แหละ ทรมานเล่นๆ ดี ส่วนเธอ..." เธอกวาดสายตาคมกริบไปมองแพรพรรณหัวจรดเท้า "อยากได้ผู้ชายคนนี้จนตัวสั่นไม่ใช่เหรอ? เอาไปเลยค่ะ! ฉันยกให้... แต่บอกไว้ก่อนนะว่าเขาเป็นได้แค่ 'ผู้ชายแก้ขัด' คั่นเวลาของฉันคนเดียวเท่านั้นแหละ!"
"เมเบล! หยุดพูดจาดูถูกฉันนะ!" กวินท์สติหลุด พยายามพุ่งเข้ามาคว้าตัวภรรยาไว้เพื่อระบายความโกรธ แต่ยังไม่ทันจะได้แตะชายเสื้อ บอดี้การ์ดร่างยักษ์สองคนก็พุ่งเข้าชาร์จตัวเขาผลักกระเด็นลงไปกองกับพื้นอย่างไม่ใยดี
"ปล่อยนะเว้ย!" กวินท์ตะโกนลั่น
"ไว้ถ้าฉันนึกสนุกอยากกลับมาใช้บริการเมื่อไหร่ เดี๋ยวจะเรียกใช้นะคะคุณอดีตสามี... บ๊ายบายค่ะ ของเล่นแก้ขัดของเมเบล"
เมเบลสะบัดหน้าเชิดใส่ด้วยความมั่นใจ รอยยิ้มเยาะเย้ยปรากฏขึ้นบนเรียวสวยเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่เธอจะหันหลังเดินก้าวออกจากคฤหาสน์หลังใหญ่ ท่ามกลางการอารักขาอย่างแน่นหนา มุ่งหน้าขึ้นรถคันหรูเพื่อเดินทางกลับสู่โลกที่แท้จริงของเธอ—โลกที่ไม่มีวันมีผู้ชายไร้ค่าคนนี้อยู่ในสายตาอีกต่อไป
