บทที่ 6 Ep. 6

แม้จะไม่ค่อยได้ใช้คำพวกนี้แต่เขาก็รู้จักดี การที่แฟนสาวของหลานอยากตะเกียกตะกายมาให้ทัดเทียมกัน ก็ให้มาให้หายอยากจะได้รู้ว่ามันไม่ใช่ของง่ายสักนิด

“แต่ผมว่าถ้าเราห้ามคนของเราไม่ได้ เราก็ควรจะห้ามผู้หญิงคนนั้น และถ้าห้ามตรงๆ ไม่ได้ เราก็ห้ามแบบอ้อมๆ ได้นี่ครับ”

“ยังไงกัน” สะใภ้กับแม่ถามออกมาแทบจะพร้อมกัน

“เราจะพาแฟนนายราฟฟ์รวมทั้งญาติมาเข้าสังคมของพวกเรา ให้มาดูให้มารู้และให้มาเห็นว่าเราเป็นยังไง อยู่กินยังไง ทำอะไรบ้าง รับรองไม่เกินสามเดือนคงเผ่นหรือไม่ก็ทะเลาะกันจนเลิกกันไปเองล่ะผมว่า”

“ถ้าไม่เป็นแบบนั้นล่ะนีล”

ทั้งสองแทบจะถามออกมาพร้อมกันด้วยซ้ำ เขาหันไปหาแล้วยิ้มอย่างคนไม่เชื่อว่าจะมีห้วงเวลานั้น แต่ก็เผื่อการคำนวณผิดของตัวเองเอาไว้ด้วย

“ถ้าคนพวกนั้นอยู่กับพวกเราได้แบบกลมกลืนเราก็คงจะต้องยอมตามที่นายราฟฟ์อยากให้เป็นแล้วล่ะครับ เพราะผมไม่อยากห้ามสองคนที่รักกันมากเกินไป”

ในความคิดเขาแล้วไม่ได้สนว่าคนที่จะมาเป็นคู่ชีวิตนั้นจะต้องเป็นใครมาจากไหน ขอเพียงให้เข้ากันได้ก็เป็นพอ แต่สำหรับหลานแล้วทั้งแม่ทั้งพี่สะใภ้ต่างคาดหวังจนเกินไป

แต่จะทำยังไงได้ในเมื่อหลานไม่อยู่ในฐานะที่จะต่อรองคนทั้งสองได้อย่างเขา หลานไม่ได้กุมกิจการ กุมเงินเข้าออกของบ้านเหมือนที่เขาเป็นนี่นา

“หมายความว่าพี่จะต้องได้เด็กคนนั้นมาเป็นสะใภ้เหรอนีล”

ดวงกมลตกใจไม่น้อยกับคำน้องชายสามี

“ดูไปก่อนสิครับพี่ดวง อะไรก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้น ผมไปนะครับ มีประชุมตอนบ่าย และต้องบินคืนนี้ด้วย” ว่าแล้วเขาก็ลุกพรวดพราดขึ้น

“แต่นี่มันวันหยุดนะลูก”

ผู้แม่เลยทักท้วงขึ้น เขาหันมายิ้มให้แม่ด้วยท่าทีของคนอารมณ์เย็นเฉกเช่นที่เคยทำ

“คุณแม่ก็รู้ว่างานของผมไม่ได้ผูกติดกับวันหยุดสักเท่าไหร่ ลืมไปแล้วเหรอครับว่าผมไม่ได้รับราชการเหมือนพี่ปกรณ์นะครับ เจอกันอาทิตย์หน้าเลยนะครับ”

แล้วเขาก็เดินออกจากห้องตรงไปหารถที่สองบอดี้การ์ดสตาร์ตเครื่องรอเรียบร้อยแล้ว เพราะมีงานอีกมากมายก่ายกองให้ต้องดูแลตรวจตรา ไม่ว่าจะกิจการในเมืองไทย สิงคโปร์ หรือแม้แต่ในอิตาลี ทุกอย่างทุกเรื่องล้วนแล้วแต่เป็นเขาเท่านั้นที่จะต้องจัดการ เพราะบ้านทั้งบ้านไม่เหลือใครให้พึ่งพาได้แล้วนอกจากตัวเอง

“แม่จ๋า! เสร็จหรือยัง เดี๋ยวปริญจะมาถึงแล้วนะจ๊ะ”

พลอยหยกยืนมองตัวเองในกระจกตู้โชว์ห้องรับแขกไปด้วยปากก็ร้องเรียกแม่ไปด้วย แต่ไม่ได้สนใจกับคำตอบที่แม่ร้องบอกออกมานัก เพราะกำลังจ้องชุดราตรีแขนกุดสีพีชยาวถึงพื้นพอดิบพอดี

เมื่อมีส้นสูงสี่นิ้วที่ตัวเองหยิบยืมเพื่อนมาก็ไม่ทำให้มันรุ่มร่ามสักเท่าไหร่นัก แถมราคามันนั้นทำให้รู้สึกเสียดายเงินแทนแฟนหนุ่มไม่น้อย

“เป็นแฟนหลานเจ้าของโรงแรมนะหยก จะใส่ธรรมดาๆ ได้ยังไง มันต้องชุดเป็นหมื่นๆ อย่างนี้ล่ะ ไม่ต้องเสียดายเงินแทนเราหรอกนะ ถึงเวลาจ่ายเราก็ต้องจ่าย”

แล้วเธอก็มองเขาส่งบัตรเครดิตให้ร้านเสื้อเอาไปรูดปี๊ดอย่างไม่คิดอะไรมาก

“แล้วแน่ใจเหรอหยกว่าจะไม่เอาชุดคุณแม่กับคุณตาไปด้วยน่ะ จะได้ไม่ต้องไปหาหลายที่ไง”

“ไม่ต้องจ้ะ แม่กับตาบอกว่ามีแล้วไม่ต้องซื้อเพราะเสียดายเงินแทนปริญน่ะ”

“ไม่เห็นต้องคิดมากเลย เรามีก็จ่ายให้เท่านั้น ถ้าเราไม่มีต่อให้คุกเข่าอ้อนวอนเราก็ให้ไม่ได้หรอก จริงมั้ย”

พลอยหยกดีใจที่ไม่ว่าจะเมื่อไหร่เขาก็ไม่เคยเปลี่ยน เป็นคนดีเห็นอกเห็นใจคนอื่นยังไงก็เป็นอย่างนั้นเสมอมา แล้วจะให้เธอทอดทิ้งผู้ชายดีๆ อย่างนี้ไปได้ลงคอได้ยังไง ตายสิบชาติก็หาใหม่ไม่ได้

“เสร็จแล้วลูก อ้าว! แล้วตาล่ะออกมาหรือยัง”

“อยู่นี่! พ่อเสร็จตั้งแต่สิบชาติแล้ว มัวแต่นั่งรอเราสองคนนั่นล่ะ อะไรกันแต่งตัวกันนานจริงๆ พวกผู้หญิงนี่น่ารำคาญแท้ๆ”

ตากล้วยร้องบอกมาจากนอกประตูแถมทำหน้าเซ็งนิด เพราะนั่งรอลูกกับหลานนานแล้ว

“อ้าวพ่อ! จะออกงานสำคัญทั้งทีก็ให้สวยๆ หน่อยสิ เดี๋ยวหยกก็อายคนหมดพอดี ว่าแต่แน่ใจแล้วเหรอหยกที่จะเอาตากับแม่ไปน่ะ กลัวจะไปทำอะไรขายหน้าเขาขึ้นมาน่ะสิ”

“โธ่เอ๊ย!!! มัวแต่กลัวอยู่อย่างนั้นเมื่อไหร่จะได้เห็นโลกภายนอกใหม่ๆ กับเขาบ้างล่ะแก้ว”

ตากล้วยรีบสวนก่อนหลานที่กำลังล็อกประตูบ้าน

“ก็แก้วกลัวนี่นาพ่อก็ แก้วไม่ได้ชอบออกงานสังคมเหมือนพ่อนี่ ที่จะไปงานบวชงานแต่งไม่เว้นน่ะ ดูแต่งตัวเข้าสิ เต็มยศเชียวนะ รองเท้าหนังผมก็วี่ซะเรียบแปล้เลย”

กรองแก้วมองพ่อตั้งแต่หัวจรดเท้าแล้วหันไปมองลูกยิ้มๆ เพราะวันนี้พ่อใส่กางเกงสแลคสีดำ เสื้อพระราชทานผ้าไหมสีครีมที่ซื้อตอนไปทอดผ้าป่าจังหวัดอุดรธานีเมื่อเดือนก่อนในราคาแปดร้อย

“กลัวอะไรนักหนากับอีแค่ออกงานเลี้ยง เดินไม่กี่ก้าวก็นั่งกินๆ ๆ เสร็จก็กลับออกมาขึ้นรถ แค่นี้เองสบายจะตายจริงมั้ยหยก”

“จ้ะตา ปริญมาแล้ว”

“ไปขึ้นรถเลยเดี๋ยวตาปิดประตูเอง”

ตากล้วยเห็นลูกกับหลานห่วงชุดห่วงกระเป๋าหิ้วในมือใบเล็กๆ แล้วก็ออกอาการรำคาญนิดๆ เลยรีบโบกมือไล่ ปริญมองผู้อาวุโส ที่ยังกระฉับกระเฉงอยู่ก็ยิ้มบางๆ ออกมา และเห็นว่าวันนี้คุณตาแต่งหล่อกว่าทุกทีที่เคยเห็น แม้ตัวเขาจะมาในชุดทักซิโดสีดำ

“หยกทำไมตาไม่แต่งเหมือนปริญล่ะ จะเข้ากับคนอื่นหรือเปล่า”

“ไม่เป็นไรครับคุณแม่ ใครอยากแต่งอยากใส่อะไรก็ตามสบายครับ แต่พอดีผมจะต้องขึ้นเวทีคู่กับอานีลเลยถูกบังคับให้ใส่ชุดนี้ครับ”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป