บทที่ 2 เด็กที่หลบหน้ามึง
ตอนที่ 2 เด็กที่หลบหน้ามึง
จะไม่เจ็บเลยหากคำพูดใจร้ายไม่ได้มาจากพี่คุณ เจ็บมากเสียจนอาการปวดตามขายังสู้ไม่ได้ ร่างเล็กหลังพวงมาลัยขับรถไปด้วยปาดน้ำตาไปด้วย
กระทั่งมาถึงคอนโด ก่อนจะเดินร้องไห้ไม่สนสายตาใครขึ้นชั้นพักอาศัย เขาอยากขึ้นห้องไปร้องให้หนำใจกับความใจร้ายนั่น
เป็นอย่างนั้นจริง ๆ พายร้องไห้เกือบชั่วโมง ร้องจนคอแห้งก่อนจะลุกไปอาบน้ำล้างเนื้อล้างตัวที่เริ่มส่งสัญญาณคันยิก ๆ มาแล้ว
“ต่อไปนี้จะไม่รักพี่อีก!”
พูดกับตัวเองในกระจกด้วยจิตใจที่แน่วแน่ ใช่! ไม่จำเป็นต้องรักคนที่ไม่รักเรา เดินออกจากห้องมาทิ้งตัวนั่งบนเตียง เอื้อมหยิบโทรศัพท์ต่อสายหาเพื่อนสองคน
มะปรางกับน้ำพีอยู่ในสายแล้ว พายขอโทษพร้อมสารภาพความจริงเรื่องที่เกิดขึ้นในคณะวันนี้ เพื่อนก็ยังเป็นเพื่อนที่เข้าใจเขามาตลอด และยังคงเป็นเช่นนั้นแม้จะถูกร่างแหไปด้วย
(เฮ้อออ ไม่เป็นไรไม่ต้องร้องแล้ว ไอ้รุ่นพี่คนนั้นชื่อชนะพลปะ เอาแต่ว้ากใส่ เป็นปรางปรางไม่กล้ายกมือหรอก ดุอย่างกับหมา)
ไม่รู้ว่าเพื่อนพูดให้สบายใจหรือเปล่า แต่พายยิ้มออกหลังอมทุกข์มาหลายชั่วโมง “จริงเหรอมะปราง”
(จริงสิ แทนที่จะถามดี ๆ ขอให้เจ็บคอสามวันสามคืนไปเล้ย!)
(จริง พายไม่ต้องคิดมากนะ) น้ำพีแทรกสมทบความเห็นของมะปรางให้เขาสบายใจมากขึ้น
“ไว้พายจะเลี้ยงของอร่อย ๆ แทนคำขอโทษให้นะ”
(จดจ้า) เขายิ้มเพราะเสียงของมะปรางร่าเริงราวกับจะออกไปวันนี้เลย ถ้าไม่ติดว่าปวดขา ปวดน่อง เส้นตึงตั้งแต่เอวยันเท้าอยู่ละก็ พวกเราคงไปหาของอร่อย ๆ ทานฉลองอิสระที่โหยหากันแล้ว
มะปรางกับน้ำพีไม่ได้พักอยู่ที่นี่ แต่ก็เป็นโครงการของอาไรอันที่อยู่ไม่ไกลมากนัก นึกถึงอาไรอันก็พลอยคิดถึงสองแฝดตัวป่วนไปด้วย วาโยและอาโป ปีหน้าเราจะได้มาอยู่ด้วยกันที่คอนโดแห่งนี้แล้ว
(พายเจอพี่เขายังอะ)
ภวังค์ความสุขสิ้นสุดลงแค่นั้นเมื่อได้ยินคำถามจากน้ำพี พี่ที่หมายถึงใคร ในกลุ่มเราต่างรู้ดี ปลายสายนิ่งเงียบเร่งเอาคำตอบกลาย ๆ
“พี่คนไหนเหรอ”
(ว้าว แซ่บนะ ลืมพี่คุณได้แล้วเหรอ)
“อ่อ ตอนนั้นพายยังเด็ก ไม่รู้อะไรเป็นอะไรหรอก ตอนนี้พายโตแล้วแม้แต่ชื่อก็ไม่อยากจำ” ไม่รู้ว่ากำลังหลอกตัวเองหรือหลอกเพื่อนอยู่กันแน่ แต่ที่รู้ ๆ ได้ลบรูปพี่คุณทั้งหมดออกจากเครื่อง ต่อไปนี้จะไม่เก็บมานึกคิดให้เสียเวลาอีก!
…แม้จะไม่ใช่ครั้งแรกที่ทำแบบนี้ หากแต่หนนี้จะเป็นหนสุดท้ายแล้วจริง ๆ
(รอบที่ร้อยแล้วมั้ง งอนพี่เขาทีไรลบรูป ลบทุกอย่างที่เกี่ยวกับพี่เขาออกทุกที สุดท้ายไปไหนไม่รอด)
น้ำพีอย่ามารู้ดีไปมากกว่าใจพายหน่อยเลย “ทำไมอะ” อย่างน้อยเขาก็พยายามจะลืมไม่ใช่เหรอ ไม่จมปลักอยู่กับคนใจร้ายก็ดีแล้วนี่
เมื่อก่อนที่ลบ ๆ เซฟ ๆ รูปก็เพราะงอนเองหายเองหลบหน้าเองทำเองทุกอย่าง แต่วันนี้ไม่ใช่…พี่คุณใจร้ายใส่พาย
(จ้า ๆ จะรอดู) มะปรางมีน้ำเสียงไม่เชื่ออย่างที่น้ำพีใช้ก่อนหน้านี้ไม่มีผิด
คนถูกสบประมาทถึงกับบึนปาก “พายไม่คุยด้วยแล่ว”
ว่าจบก็ตัดสายไปดื้อ ๆ ไม่มีคำบอกรักเหมือนทุกที ความเงียบปกคลุมสมองจึงกลับมาทำงานเต็มประสิทธิภาพ ฉายแต่แววตาเรียบนิ่งและคำพูดใจร้ายของพี่คุณไม่ลดละ พานความเจ็บแล่นเข้ากลางใจ
“ใจร้าย” มือเรียวยกปาดน้ำตาก่อนอาการปวดจะประท้วงพร้อมกับท้องร้องอีกแล้ว “จะหิวตลอดหรือไงพายกำลังเจ็บอยู่นะฮึก”
มันหงุดหงิดมาก หงุดหงิดจนร้องไห้ออกมา
พายฝืนตัวเองกัดฟันลงมาซื้อยาและอาหารชั้นล่าง แต่ทว่าการเดินในขณะเจ็บมันไม่ง่ายเลยสักนิด มาถึงหน้าลิฟต์ถึงกับผ่อนลมร้อนออกทางปากก่อนจะเอื้อมมือไปกด
คอนโดของอาไรอันมีทั้งหมด 30 ชั้น ซึ่งสองชั้นบนสุดเป็นของลูกแฝดอย่างวาโยและอาโป ส่วนพายพักอยู่ที่ชั้น 26 ไม่นานเครื่องผ่อนแรงที่เดินทางจากชั้น 27 จอดรับเขา
ประตูลิฟต์เคลื่อนออกจากกันเผยหน้าคนที่ใช้งานก่อน เป็นคนเดียวกับคนใจร้ายและไม่อยากเห็นหน้าที่สุดตอนนี้ ตาสบตาแว็บเดียว ก่อนพายจะหมุนตัวเดินหนี ทว่าเป็นต้องชะงักเพราะเสียงนี้
“กลัวหรือไง”
นัยน์ตาสวยเจือความไม่พอใจต่อคำท้าทายจนสองข้างแก้มซับสีเลือดตวัดตามองคนพูดในลิฟต์
คุณใช้สายตามองตอบอย่างกับคนที่อยู่เหนือกว่า ท้ายที่สุดพายเดินกะเผลก ๆ เข้าลิฟต์ไปด้วย
ภายใต้มวลความเงียบที่กดดันมีเพียงเสียงลมหายใจของทั้งคู่เท่านั้นยังทำหน้าที่ได้ดี พายไม่เคยรู้สึกว่าการใช้ลิฟต์มันจะยาวนานขนาดนี้มาก่อน
“เดี๋ยวก็ถึงไม่ต้องลุกลี้ลุกลนขนาดนั้น”
“…” ไม่อยากตอบ ไม่อยากพูด ใครอยากสนทนาด้วย เพียงเหลือบมองก็เห็นว่าพี่คุณไม่ชอบใจกับการตอบสนองของเขา แล้วไงใครแคร์ ก่อนคนอายุมากกว่าจะเสมองไปทางอื่น
ติ้งงง ในที่สุดความอักอ่วนได้จบลงสักที! ประตูสีเหล็กเคลื่อนออกจากกัน พายเตรียมตัวจะเป็นฝ่ายเดินจากบ้าง แต่ไม่ทันคนข้างกายเบี่ยงตัวออกและเดินจากไปไม่ไยดี
เป็นเขาทุกทีที่ต้องเห็นแผ่นหลังของอีกฝ่ายเดินจากไป รู้ไหมมันหวิวใจมากแค่ไหน
กว่าจะรวบรวมสติได้ว่าเจ้าของแผ่นหลังนั่นคือคนที่เขาต้องลืมก็ใช้เวลาประมาณหนึ่งอยู่กับความเจ็บร้าว
พายกะเผลก ๆ กัดฟันสู้อาการปวดระบมมาถึงล็อบบีเป็นต้องแวะพัก จะทิ้งตัวนั่งเลยก็ไม่ได้ ต้องค่อย ๆ หย่อนตัวลง ก้นสัมผัสเบาะสองกำมือทุบขาตามแนวเส้นที่ปวด
อยู่คนเดียวมันไม่ง่ายเลยจริง ๆ ชักจะคิดถึงความสบายที่บ้านแล้วสิ ยามเจ็บก็มีคนเอายามาให้ ยามท้องร้องก็มีป้า ๆ ทำกับข้าวให้ทาน ไม่เห็นต้องกระเสือกกระสนลงมาหาข้าวกินเอง
หรือกลับไปอยู่บ้านดี?
ความคิดจบลงแค่นั้นเมื่อเสียงฝีเท้ากระทบพื้นดังมาทางนี้ พายช้อนตามองปรากฏว่าเป็นคนที่เพิ่งเดินจากไป
พี่คุณเดินกลับมาทำไม กลับมาพร้อมถุงยาและกล่องข้าว…ที่ไม่ใช่ข้าวแช่แข็ง จะสื่อถึงความใส่ใจและห่วงใยหรือเปล่า
ไม่พาย! อย่าทำร้ายตนเองด้วยวิธีนี้
รองมาจากคนที่บ้านและเพื่อนที่มีความหวังดีคอยช่วยเหลือเสมอมา ก็พี่คุณนี่แหละ มักยื่นมือเข้ามาช่วยยามคับขัน พายยังจดจำได้ดี…
วันที่เขาปีนรั้วโรงเรียนครั้งแรกแล้วตกลงมาขาเจ็บ ได้พี่คุณอุ้มไปส่งห้องพยาบาล
วันที่เสื้อพละเปียกเพราะก๊อกน้ำแตก พี่คุณยื่นเสื้อของตนเองมาให้ใส่
วันที่ข้าวร้านโปรดหมด พี่คุณสละจานตัวเองมาให้
และวันที่ป๊ามารับสาย พี่คุณคอยป้วนเปี้ยนอยู่ใกล้ ๆ
จนก่อเกิดความรู้สึกดี ๆ มีกำลังใจไปโรงเรียน คอชะเง้อหาอยากเห็นหน้ารุ่นพี่ตลอดเวลา กระทั่งพี่คุณประกาศกร้าวว่าคบอยู่กับพี่มียู ห้ามให้ไอ้หน้าไหนมาแกล้งแฟนของตนเด็ดขาด วันนั้นเป็นวันที่ความรู้สึกดี ๆ ถูกยับยั้งแทนที่ด้วยการหลบหน้าตลอดสามปี
มาวันนี้ในฐานะคนมีแฟนแล้วจะกลับมาทำดีกับเขาทำไม “อะไร”
“เห็นแล้วขัดตาชะมัด รับไป”
ความอุ่นซ่านที่ก่อตัวก่อนหน้านี้มอดดับเพราะคำพูดใจร้ายของอีกฝ่าย…อีกแล้ว ทำเหมือนถูกบังคับ พายไปบังคับพี่ไหม ก็ไม่
พายงุดหน้าทำเป็นไม่สน ไม่อยากรับของจากแฟนคนอื่นให้เกิดความหวั่นไหว พยายามนึกถึงคำพูดใจร้ายที่อีกฝ่ายฝากเอาไว้ ทว่าไม่เกิดผล เขาก็เพิ่งรู้ตัววันนี้แหละ ดื้ออย่างที่ม้ามี้คอยเอ็ดจริง ๆ ด้วย
“สามปีหลบหน้าไม่พออีกหรือไง”
“ไม่ต้องมายุ่งกับพาย” ค่อนข้างตกใจกับคำพูดของรุ่นพี่ตรงหน้า แต่ช่างเถอะ รู้ก็ดี!
“อยู่ชั้นไหน”
“…” พายไม่ตอบแถมยังหยัดกายขึ้นเต็มความสูงที่สูงระดับคางพี่คุณอย่างทุลักทุเล จะตัดใจแล้ว ไม่จำเป็นต้องรับน้ำใจมาเก็บให้เป็นเยื่อใยบาง ๆ ไม่ควรเลยสักนิด พี่คุณมีแฟนแล้ว
“พี่ถามว่าอยู่ชั้นไหน”
สองขาที่เตรียมก้าวเดินชะงักกับสรรพนามที่ไม่ได้ยินมานาน ผีเข้าหรือไงถึงได้แทนตัวว่าพี่ ช่างเถอะจะผีตัวไหนพายไม่สนทั้งนั้น
“ได้” ไม่ว่าเปล่ายกร่างรุ่นน้องที่ดื้อเงียบจนน่าหงุดหงิดขึ้นบนบ่าทำราวกับไร้น้ำหนัก ก่อนจะสาวเท้าไปยังลิฟต์ และกดขึ้นชั้น 27 โดยไม่สนแรงดิ้น เสียงโวยวาย และการประทุษร้ายที่เอาแต่ทุบหลัง
“พี่คุณปล่อยพายลงนะ!”
“เธออยากดื้อเองทำไม”
“พี่ไม่มีสิทธิ์มาอุ้มพายแบบนี้!”
“อยากได้สิทธิ์นั้น?”
คำพูดนี้พายเคยได้รับมาก่อนและแอบคิดเข้าข้างตนเองว่าพี่คุณอาจให้สิทธิ์คนรัก แฟน อะไรเทือกนั้นที่พิเศษกว่าคนอื่น แต่แล้วยังไงล่ะ สิทธิ์นั้นเป็นของพี่มียู
“ไม่!”
“หึ ไม่บอกก็ขึ้นไปห้องพี่ก็แล้วกัน”
“26!” ดูท่าแล้วรุ่นพี่ใจร้ายคนนี้ไม่ยอมรามือง่าย ๆ
“ก็แค่นี้”
ฟังจากน้ำเสียงเป็นอย่างที่เขาคิดไม่มีผิด ดูพอใจซะไม่มี “รู้แล้วก็ปล่อยพายลงเดี๋ยวนี้” ไม่ใช่อุ้มพาดบ่าปล่อยให้หัวของเขาห้อยต่องแต่งอยู่แบบนี้
“พี่ไม่ใช่บอดีการ์ดเธอ อย่าออกคำสั่ง”
มันไม่เกี่ยวกันเลยสักนิด พอได้ฟังวาจาระคายหู กระตุ้นความรั้นที่มีมาตั้งแต่ออกจากท้องแม่ให้ทำงาน พายดิ้นพล่านอีกครั้ง “ปล่อย!”
“พูดดี ๆ”
“จะพูดยังไงมันก็เรื่องของพาย ปล่อยลงเดี๋ยวนี้!”
เพียะ ทว่าถูกมือใหญ่ฟาดลงบนสะโพกมนเต็ม ๆ พายทั้งเจ็บทั้งอายทั้งหงุดหงิดแล้วก็โกรธมาก ๆ จนน้ำตาไหลออกมา “พายเจ็บนะ!”
“เจ็บก็หุบปากซะ หนวกหู”
“หน้าด้าน”
เพียะ ครั้งที่สองน้ำตาก็ยิ่งไหลเพราะความคุกรุ่นเต็มอก “โอ๊ย ตีพายอีกแล้วนะ!”
“ใครให้เธอพูดจาไม่เพราะ”
“…” ริมฝีปากสวยขบเข้าหากันแน่น พร้อมลมหายใจเข้าออกถี่กระชั้นบอกถึงความไม่พอใจเต็มเม็ด
“ไม่เถียง?”
“…”
“ดี”
คีย์การ์ดในกางเกงถูกแย่งไปอย่างอุกอาจโดยคนไร้ยางอาย คิดเข้าห้องคนอื่นก่อนได้รับอนุญาต เปิดประตูออกมาไม่มีคำว่าคิดสำนึก ทั้งยังเดินอุ้มเขาหน้าตาเฉยเข้ามาวางลงบนโซฟา
พายเอาแต่มองตรงไม่พูดไม่จาสักแอะก่อนได้เสียงแค่นหัวเราะผ่านลำคอหนึ่งครั้ง
“หึ”
จากนั้นคนหน้าด้านทิ้งตัวนั่งลงข้างล่างโซฟา และจับเรียวขาเสลาถกกางเกงขึ้นเหนือเข่า ทำลายความดื้อเงียบให้หันมาแหวใส่หน้าดำหน้าแดง
“จะทำอะไร!”
“ยอมพูดแล้วเหรอ”
ถือวิสาสะแบบนี้จะให้เขาอยู่เงียบ ๆ ได้ยังไง ลำพังจะชักขากลับก็เจ็บจนขยับไม่ได้ ทำได้แค่ออกคำสั่งกับคนหน้าทนด้านหน้าให้หยุดเสียที “หยุดเดี๋ยวนี้นะ แล้วก็ออกไปจากห้องพายด้วย”
“อยู่นิ่ง ๆ”
“พี่คุณไม่ได้ยินที่พายพูดเหรอ”
“ได้ยิน แต่ไม่ทำตาม อยู่นิ่ง ๆ จะทายาให้”
“พายทาเองได้”
“ลูกคุณหนูอย่างเธอไม่น่าทาเป็น”
“…” คำก็ลูกคุณหนู สองคำก็ลูกคุณหนู เขาไม่ได้ขอความเมตตาเลยสักนิด ในเมื่ออยากทำก็ทำ พายนั่งกอดอกทำตาแข็ง กลัวว่าหากกะพริบแล้ว ทำนบน้ำตาจะไหลออกมาให้ถูกเยาะเย้ยอีก
“จี้ใจดำหรือไงถึงได้เงียบ”
“เป็นบ้าหรือไงเมื่อกี้บอกให้เงียบ โอ๊ยยยหยิกพายทำไม”
“พี่บอกให้พูดดี ๆ”
“…” ความเงียบของคนอายุน้อยกว่าสะกิดคุณให้แหงนมอง พอเห็นน้ำในหน่วยตาก็เริ่มทบทวนสิ่งที่ตนเองพูด ต่อให้เป็นความจริงมันก็…ช่างเถอะ เด็กนิสัยเสียคนนี้ต้องโตอีกเยอะ
“ไม่พูด?”
“…”
“ตามใจ จะร้องไห้ทำไมไม่ได้หยิกแรง” สาบานว่าแค่บีบเบา ๆ ไม่ถึงกับหยิก คุณถอนหายใจยาวพรืด ครั้งนี้เขาผิดเต็ม ๆ ที่อุ้มพายขึ้นห้อง กะไม่สนใจแต่พอเห็นท่าเดินกะเผลก ๆ ก็อดเป็นห่วง…
เป็นห่วงเนี่ยนะ ไร้สาระ ในตัวเด็กนิสัยเสียนี่ไม่มีอะไรที่ตรงใจเขาสักอย่าง ทั้งดื้อเงียบ เอาแต่ใจ ไร้ความรับผิดชอบ จะมีก็แต่หน้าตาที่น่ารักเกินคนอื่น
แค่นั้นจริง ๆ
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นเรียกสองสายตาให้หันไปมองพร้อมเพรียงกัน ไม่ใช่มือถือคุณอยู่แล้ว เพราะไม่ได้พกลงมาด้วย
พายมีท่าทางยึกยักเล็กน้อยพร้อมส่งสายตามาทางนี้สื่อว่าให้เงียบ
คุณไหวไหล่ไม่สนใจพลางทำหน้าที่นวดขาขาว ๆ ราวกับหยวกกล้วย ผิวสัมผัสนุ่มนิ่ม…ไม่แปลกที่เป็นลูกคุณหนู ผิวพรรณผุดผาดซะไม่มี แม้แต่รอยยุงกัดสักตัวยังไม่มีให้เห็น
คุณส่ายหัวปัดความคิดอกุศลออกจากหัวโฟกัสประสงค์แรกของตนเองคือช่วยเพราะขัดตา
“คะป๊าาาา หนูพายคิดถึงป๊าที่สุดเลยค่ะ กำลังจะโทรหาป๊าพอดีเลย”
หึ ตอนไหน วาจาโป้ปดสวนทางกับน้ำเสียงออดอ้อนและถ้อยคำน่าฟังเสียจริง
“อื้มมมเรียนไม่สนุกหรอกค่ะ แต่ว่าหนูพายจะอดทนให้มาก ๆ จะได้ช่วยป๊าทำงานไงคะ ป๊าจะได้ไม่เหนื่อย”
คำก็หนู สองคำก็หนู ทีกับเขาแทนตัวซะกระดากปากเชียว
“ไม่ ๆ ไม่เอานะคะ หนูพายอยู่ได้ค่ะ ไม่ต้องส่งอากวินมาหรอก อากวินงานยุ่งมาก ๆ พายรู้”
กวิน? ใคร
“ค่ะ หนูพายรักป๊าที่สุด บ๊ายบายค่ะ”
พ่อหวงขนาดนี้ไม่แปลกที่จะโตมานิสัยไม่ค่อยน่ารักเหมือนหน้าตา พลันวางสายใบหน้าบูดเป็นตูดลิงกลับมา เล่นเอาคุณหงุดหงิดตาม ๆ กัน ก่อนจะหยัดกายเต็มความสูง และฝากคำพูดทิ้งท้ายไว้ว่า
“ทานข้าวทานยาซะแล้วก็พักผ่อน”
“…”
“จะดื้อก็เรื่องของเธอ ถือว่าพี่ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ได้แค่นี้”
คุณกลับขึ้นห้องด้วยสองมือที่ว่างเปล่าอย่างไม่รู้สำนึก ทั้งที่เป็นฝ่ายขันอาสาลงไปซื้อขนมขบเคี้ยว
มิหนำซ้ำยังเดินผิวปากเข้ามาทิ้งตัวนั่งข้างเจ้าชายคามาล ทำเอาชนะพลที่นั่งอีกฟากฝั่งทักท้วงและปรายตาหาของกิน
“ไอ้คุณไหนขนม” เสียงชนะพลถามขึ้นตามด้วยเจ้าชายคามาลปรายตามองนิ่ง ๆ ก่อนจะหันกลับไปสนใจหนังต่อ “มึงแม่ง ลงไปตั้งนานไม่ได้อะไรเลยเหรอวะ”
“ไปไหนมา” ต่อให้นิ่งแค่ไหนอีนิกม่าหนึ่งเดียวในห้องนี้ และเป็นเพศรองอีนิกม่าเพียงสองคนรองจากราชาเอื้อนถามด้วยความอยากรู้
“นั่นสิ มึงไปไหนมา กูฝากซื้อยาอมก็ไม่ซื้อ มึงยิ้มอะไรวะคุณ” ชนะพลสมทบกับคามาล ว่าแต่ท้ายประโยคหมายถึงเขา?
เขายิ้มอย่างนั้นเหรอ ยิ้มทำไม?
“กูยิ้ม?”
“เออมึงยิ้ม”
“เปล่า”
“คามาลมึงดูดิ เพื่อนมึงโกหกหน้าตาเฉย”
เจ้าของชื่อชำเลืองมองเพื่อนที่คบหากันมาตั้งแต่จำความได้ แต่ก็ไม่พูดอะไร ไม่มีความอยากรู้อยากเห็นอย่างชนะพลที่กำลังแสดงออก ก่อนจะดึงสายตากลับไปที่เดิม
ทำเอาชนะพลหัวร้อนอยู่คนเดียว “นู่นก็ไม่สนห่าอะไร นี่ก็ไม่ยอมพูด ช่างแม่งเถอะ เออ เมียมึงโทรมา”
“หึ” คามาลแค่นหัวเราะตามประสาให้กับเรื่องรัก ๆ ใคร่ ๆ ของเพื่อน
“ไม่ใช่เมีย”
“งั้นกูเปลี่ยนใหม่ แฟนมึงโทรมา”
“ไม่ใช่แฟน”
ใช่ เขากับมียูไม่ได้เป็นอะไรทั้งนั้นตามคนนอกเข้าใจ ที่เคยออกปากประกาศว่ากำลังคบหาดูใจอยู่เพราะอยากช่วยก็เท่านั้น เมื่อก่อนมียูโดนแกล้งไม่เว้นวัน เลยคิดช่วยจนถึงปัจจุบัน
ทำไมต้องเป็นมียู?
อาจเป็นเพราะชาติกำเนิดเราเหมือนกันมั้ง มียูโตมาในสถานเด็กกำพร้า ด้วยความเก่งจึงได้ทุนเรียนโรงเรียนที่ดีที่สุด ไม่วายถูกอัลฟ่าและโอเมก้าลูกคุณหนูกลั่นแกล้ง
ส่วนเขาเป็นเด็กกำพร้าเหมือนกัน ถูกทอดทิ้งไว้ข้างกองขยะ เพียงแต่คุณโชคดีกว่า ได้องครักษ์ของฝ่าบาทคามิลพ่อของคามาลรับเป็นลูกและให้ความรักจนมีวันนี้
ฉะนั้นคุณถึงไม่ชอบคำพูดคำจาหมิ่นมียูในตอนนั้นว่าเด็กกำพร้าพ่อแม่ทิ้ง จึงทำให้เขาประกาศกร้าวกลางโรงอาหารว่ากำลังคบกับมียูอยู่ กระทั่งทุกวันนี้สถานะที่มีต่อกันคือเพื่อนที่หวังดี…เท่านั้น
“ก็ไม่ยอมแก้ข่าว”
“ไม่เห็นจำเป็น”
“สักวันเถอะ จะดิ้นให้หลุดจากบ่วงที่สร้างขึ้นมาเพื่อใครบางคน ไม่แน่คนนั้นอาจเป็นคนที่ทำให้มึงลืมซื้อขนมให้กูกับเจ้าชายก็ได้ แล้วไม่สำนึกเอาแต่ยิ้มกรุ้มกริ่มจนน่ารำคาญ”
“กูไม่ได้ยิ้ม”
“เรื่องของมึง กูลงไปซื้อเองก็ได้เชอะ!”
“ปัญญาอ่อน” ขืนน้อง ๆ ที่ชนะพลว้ากจนตัวสั่นรู้ธาตุแท้ว่ามันปัญญาอ่อนขนาดนี้ใครจะเคารพ เขาส่ายหัวก่อนจะปรายตามองคามาลที่มองอยู่ก่อนแล้ว
“อะไร”
“เจอแล้วเหรอ”
“ใคร” คิ้วดกดำมุ่นเป็นหนึ่งไม่เข้าใจคำถามไร้มูล
“เด็กที่หลบหน้ามึง”
“รู้ดีไปหมด”
