บทที่ 2 มะเขือเผา พูดเบา ๆ ก็เจ็บ

“อะ..อะไรครับ”

คนตัวเล็กผินหน้ากลับมามองด้วยความสงสัยยามได้ยินเสียงสบถหยาบดังลั่น นัยน์ตาวาบหวามแปรเปลี่ยนเป็นเบิกกว้างอย่างตกใจทันทีเมื่อพบว่าท่อนลำที่ชูชันพร้อมอาละวาดเมื่อสักครู่จู่ ๆ ก็หัวงอคอหักห้อยราบลงไปตรงกลางหว่างขาราวกับว่ามันไม่เคยผงาดง้ำขึ้นมาแต่อย่างใด

“ทำไมมันเป็นแบบนั้นละครับ เหมือนมะเขือเผา”

“ขอเวลานอกแป๊บนะครับคนสวย”

เบต้าหนุ่มปากคอสั่นระริกละล่ำละลั่กเอ่ยออกไป ตัวเขาเองก็ตกใจไม่น้อยเหมือนกัน ไม่บ่อยนักที่จะเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันแบบนี้

…ไม่สิ นี่มันครั้งแรกเลยต่างหาก

มือหนาคว้าจับความท่อนลำประจำกายมาไว้ในอุ้งมือร้อนผ่าว เขาออกแรงชักรูดไปมาจ้าละหวั่น ทั้งนวดทั้งคลึงดึงโยกงัดทุกกลเม็ดเคล็ดลับออกมาใช้ หากแต่ไม่ว่าจะทำอย่างไรก็ไม่ได้ผล

มันเหี่ยว เหี่ยวเหมือนมะเขือเผาอย่างที่โดนปรามาสไว้ไม่มีผิด!!

“เอ่อ อะแฮ่ม คือ..”

“ให้อัยย์ช่วยนะครับ”

ไม่ว่าเปล่า มือเรียวคว้าหมับจับสิ่งที่อยู่ตรงหน้ามั่นจนชายหนุ่มตรงหน้าสะดุ้งโหยง อัยย์วรานำประสบการณ์ที่สั่งสมมาทุกกระบวนท่าเท่าที่นึกออกมาใช้แต่เหมือนอีกฝ่ายจะไม่ยอมให้ความร่วมมือเอาเสียเลย

มันไม่สู้มือเขาเลยสักนิด ทำไมกัน เขาทำได้ไม่ดีพอ หรือชายหนุ่มตรงหน้าเสื่อมสมรรถภาพกันแน่!

ความซ่านกระสันระคนตื่นเต้นคราแรกบัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นกรุ่นโกรธ ใบหน้าสวยแดงก่ำ กรอบหน้าเรียวมีเหงื่อเม็ดเล็กผุดพรายจนไรผมเปียกลู่ไม่ต่างจากขุนศึก แอร์เย็นฉ่ำในห้องน้ำไม่ได้ช่วยให้คนทั้งคู่คลายความร้อนลงได้เลยสักนิด

“เอ่อ..อัยย์ครับ ผมว่าวันนี้ผมคงไม่พร้อมเท่าไหร่” …หนูถอกจนของพี่เจ็บไปหมดแล้ว ประโยคหลังเขาเพียงคิดในใจแต่ไม่ได้พูดออกไป

“ทำไมล่ะครับ คุณศึกป่วยนกเขาไม่ขันเหรอ แบบนี้มันแย่ยิ่งกว่าล่มปากอ่าวอีกนะ” อัยย์วรากระชากเสียงใส่ ไม่บ่อยนักที่เขาจะเผลอหลุดกิริยาอย่างนี้ออกมาแต่ว่าครั้งนี้มันเกินไปจริง ๆ ชักให้จนเหนื่อยแล้วนะโว้ย!

“ผมไม่รู้ มันเพิ่งเคยเป็นแบบนี้ครั้งแรก”

“เฮ้อ งั้นอัยย์ขอตัวก่อนนะครับ ทีหลังถ้าจะกระจอกแบบนี้ก็น่าจะบอกกันตั้งแต่แรกสิ มันเสียเวลาคนอื่นเขา อ้ออีกอย่างนะ คุณศึกเป็นอัลฟ่าที่กระจอกที่สุดเท่าที่อัยย์เคยเจอมาเลย เหอะ!”

“เดี๋ยวสิอัยย์ เดี๋ยว…” มือหนาเร่งยื่นออกไปอย่างไวแต่กลับทำได้คว้าไว้เพียงอากาศธาตุ ไม่ทันแม้แต่จะแก้ต่างให้ตนเองว่าแท้จริงแล้วเขาเป็นเบต้าไม่ใช่อัลฟ่าอย่างที่อีกฝ่ายทึกทักไปเอง

ปึง

ประตูห้องน้ำถูกปิดเสียงดังปึงปังต่างจากตอนแรกที่ทั้งสองเข้ามา ยามนี้โอเมก้าคนสวยกลับทิ้งร่างหนาเอาไว้เพียงลำพังกับมะเขือเผาคู่ใจที่ใช้งานไม่ได้

“ทำไมไม่ลุกขึ้นมาสู้ล่ะไอ้ลูกชาย อาการมันเป็นยังไงฮึ”

นัยน์ตาสีรัตติกาลก้มลงมองมะเขือเผา เอ๊ย! ไอ้จ้อนน้อยของตนนิ่ง กลิ่นวานิลลาหอมฉุนจางหายไปพร้อมกับอาการเวียนหัวอย่างรุนแรง ขุนศึกสลัดความคิดฟุ้งซ่านออกไปแล้วพุ่งความสนใจมายังเจ้าโลกของตนอีกครั้ง

“ไหนลองอีกทีดิ๊”

เสียงทุ้มพึมพำ เบต้าหนุ่มใช้นิ้วโป้งกดคลึงเพียงเล็กน้อยแล้วก็เป็นอันต้องตื่นตะลึง เมื่อท่อนลำรักพองขยายตัวขึ้นอีกครั้งราวกับมีปาฏิหาริย์ ปลายหัวบานสีสดกระตุกหงึกหงักทักทายผู้เป็นเจ้าของอย่างแข็งขัน

ขุนศึกออกแรงชักรูดแก่นกายทันที จากจังหวะเนิบช้าเป็นเร่งเร้า สมองไพร่จินตนาการถึงฉากร่วมรักของตนกับเด็กหนุ่มในสังกัดที่เลี้ยงเอาไว้ ยามความอวบใหญ่อัดกระแทกช่องทางสีหวานจนเสียงลามกชื้นแฉะมาพร้อมกับเสียงครวญครางหวาน น้ำใสปริ่มร่องลึกจวนเจียนจะสุขสมอยู่รอมร่อ มือหนาเร่งจังหวะเร่าร้อน

ท้ายที่สุดทั้งร่างก็กระตุกเกร็ง ใบหน้าหล่อเหลาเชิดรั้นหลับตาคำรามลั่นปลดปล่อยสายธารแห่งชีวิตฉีดพ่นออกมากระเด็นเปรอะเลอะขอบชักโครกเป็นด่างดวง

“ฮู่วว”

ร่างหนาพ่นลมหายใจแผ่วเบา ริมฝีปากได้รูประบายรอยยิ้มอ่อน โนึกล่งอกโล่งใจที่เขาไม่ได้เสื่อมสมรรถภาพทางเพศอย่างที่ถูกปรามาสไว้ก่อนหน้านี้

ขุนศึกรั้งกางเกงขึ้นมาสวมใส่ก่อนจะเดินกลับออกไปยังโต๊ะที่นั่งของตัวเองอย่างสบายใจที่กอบกู้ศักดิ์ของตนเองกลับคืนมาได้ด้วยแม่นางทั้งห้า

“ทำเหี้ยอะไรอยู่ออกมาช้าฉิบหาย กูเห็นน้องเขาเดินออกไปนานแล้ว”

เป็นโจฮันที่เอ่ยทักขึ้นเป็นคนแรกเมื่อขุนศึกเดินกลับมาหย่อนสะโพกลงนั่งที่ว่างข้างตน ปลายจมูกโด่งยื่นมาใกล้ใบหน้าจนเป็นขุนศึกเองที่ต้องเอี้ยวตัวหนีห่างเล็กน้อย มือหนารับแก้วเครื่องดื่มจากเพื่อนในกลุ่มขึ้นมาดื่มดับกระหาย

“ดมเหี้ยไรนักหนา มึงเป็นหมาหรือไง”

“ฟีโรโมนกลิ่นวานิลลาของน้องคนนั้นหึ่งเลยนะมึง”

โอเมก้าคนนั้นคงจงใจแสดงความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของทิ้งเอาไว้อย่างแน่นอน นิสัยเสียชะมัด! สมัยนี้หากไม่ใช่คนที่รักกันนั้นไม่มีใครอาบฟีโรโมนใส่ฝ่ายตรงข้ามกันหรอก โดยเฉพาะคนที่เพิ่งเคยเจอกันตามสถานบันเทิงแบบนี้ แต่นี่เหมือนเพื่อนเขาตกถังฟีโรโมนมาเลย

“อัยย์กลิ่นวานิลลาเหรอวะ”

“อืม”

เรียวคิ้วสวยขมวดมุ่น นัยน์ตาสีเข้มหรี่ลงอย่างครุ่นคิด แสดงว่ากลิ่นวานิลลาในห้องน้ำนั้นคือฟีโรโมนของอัยย์วราอย่างไม่ต้องสงสัย มันไม่ใช่กลิ่นน้ำหอมของคนอื่นอย่างที่เขาเข้าใจในตอนแรก แต่ทำไมถึงได้กลิ่นกันล่ะ

เพราะเป็นเบต้าขุนศึกจึงไม่อาจสัมผัสได้ถึงกลิ่นของฟีโรโมนของอัลฟ่า หรือโอเมก้าได้มาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว ทว่าน่าแปลกที่ตอนอยู่ในห้องน้ำกลับได้กลิ่นฟีโรโมนของฝ่ายตรงข้ามอย่างชัดเจน มันหอมฉุนจนเรียกได้ว่าเหม็นสำหรับเขามากเลยก็ว่าได้ 

“ตัวมึงร้อน ๆ นะ ไม่สบายหรือเปล่าไอ้ศึก”

หลังมืออุ่นแตะสัมผัสหน้าผากเนียนเกลี้ยงเกลาอย่างเคยชินเพื่อวัดอุณหภูมิ โจฮันเห็นเพื่อนรักที่นิ่งเงียบไปท่าทางไม่ค่อยดีนักจึงเอ่ยถามออกมาด้วยความเป็นห่วง

“เออ หน้ามึงแดงมากเลย ขนาดอยู่ในที่มืดยังเห็นชัด กลับบ้านก่อนดีกว่าไหมวะ” ชเว มูจินเองก็สังเกตเห็นเช่นกัน

“หืม กูป่วยเหรอ เออ ๆ ดีเหมือนกัน งั้นกูกลับก่อนนะ ไว้เจอกันใหม่”

“ให้กูไปส่งไหม”

ความเป็นห่วงเป็นใยฉายชัดออกมาทั้งทางน้ำเสียง และแววตา อัลฟ่าเจ้าของฟีโรโมนกลิ่นไวน์แดงตั้งท่าจะลุกขึ้นยืนเตรียมประคองเบต้าหนุ่ม ทว่าขุนศึกกลับห้ามปรามเอาไว้เสียก่อน โจฮันมักจะเป็นแบบนี้อยู่เสมอ เป็นห่วงเขาจนเกินเหตุ ชอบทำตัวเหมือนเป็นพี่ชายอยู่ตลอดเวลาทั้ง ๆ ที่ก็อายุเท่ากัน

“ไม่เป็นไร ไหวอยู่ ๆ ขอบใจมึงมากไอ้โจ”

ว่าจบร่างหนาก็หยัดตัวลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ขายาวก้าวเดินออกจากดิอาเมอร์อย่างไม่ค่อยมั่นคงเท่าไหร่นักหากแต่ขุนศึกพยายามเก็บอาการให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ร่างกายตีรวนวุ่นวายหลากหลายอาการเสียเหลือเกิน รู้อย่างนี้นอนพักผ่อนกับหนู ๆ อยู่ที่คอนโดตั้งแต่แรกก็ดีอยู่แล้ว

เบต้าหนุ่มเข้านั่งประจำตำแหน่งคนขับ มือหนาหักเลี้ยวพวงมาลัยบังคับตัวรถให้พุ่งทะยานออกจากไนต์คลับทันที อาการเวียนหัวค่อย ๆ แทรกซึมเข้ามาอีกครั้งจนดวงตาพร่าเบลอไปชั่วขณะ ก้านนิ้วแกร่งนวดขมับทั้งซ้ายขวาอย่างบรรจง หากแต่นั่นไม่อาจช่วยบรรเทาอาการปวดได้เท่าที่ควร ร่างหนาจำต้องตบไฟเลี้ยงแวะจอดรถพักข้างทาง

เพื่อลงมาสูดอากาศหายใจรับลมเย็น ๆ เข้าไป

มวลอากาศเย็นยามดึกช่วยให้ขุนศึกรู้สึกดีขึ้นไม่น้อย บุหรี่ยี่ห้อโปรดถูกหยิบยกขึ้นมาสูบ ชายหนุ่มอัดนิโคตินเข้าปอดซ้ำแล้วซ้ำเล่า จากที่ตั้งใจว่าจะสูบเพื่อผ่อนคลายเพียงแค่มวนเดียว ครั้นตอนนี้หากสังเกตที่พื้นข้างรองเท้าดี ๆ ล้วนเต็มไปด้วยก้นบุหรี่สีเข้มทั้งนั้น

“จะตายห่าแล้วมั้งกูเนี่ย”

เสียงทุ้มพึมพำ บุหรี่ติดไฟถูกขยี้ด้วยปลายรองเท้าหนังมันวาวคุณภาพดี เบต้าหนุ่มกลับมานั่งยังตำแหน่งคนขับอีกครั้งแต่ครั้งนี้เขาเลือกที่จะเปิดประทุนรับลมเย็น ๆ มากกว่าจะอุดอู้อยู่ภายในตัวรถ

ยามนี้ถนนหนทางโล่งกว่าปกติเป็นอย่างมาก แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีเพื่อนร่วมเดินทางเลยสักคัน เมืองหลวงใจกลางความเจริญเป็นเมืองที่ไม่เคยหลับใหลมาตั้งแต่ไหนแต่ไรอยู่แล้วจึงไม่แปลกที่เวลานี้จะยังคงมีกระทั่งรถโดยสารสาธารณะให้ใช้บริการ

เบต้าหนุ่มขับรถไปเรื่อย ๆ ไม่นานก็มาถึงคอนโดขนาดกลางที่ซื้อทิ้งเอาไว้ ที่นี่เป็นหนึ่งในบรรดาคอนโดทั้งหมดที่เขามี แม้จะไม่ได้ใหญ่โตโอ่อ่าทว่าหากว่ากันถึงสิ่งอำนวยความสะดวกคงต้องบอกว่าครบครัน เพียงแค่เดินลงมาก็สามารถต่อรถไฟฟ้าไปลงยังสถานที่ต่าง ๆ ได้สบาย 

ติ๊ง

เสียงสัญญาณเตือนดังขึ้นพร้อมกับประตูสเตนเลสสีเงินที่เปิดอ้าออกกว้าง ขุนศึกเดินตรงไปยังเส้นทางที่คุ้นเคย ห้องริมสุดทางเดินที่กินพื้นที่กว้างมากที่สุดในบรรดาห้องทั้งหมดในชั้นนี้ทันที กลิ่นหอมเย็นอ่อน ๆ ที่โชยอยู่ตามทางเดินช่วยให้ผ่อนคลายไม่น้อย มันคล้ายกับกลิ่นยูคาลิปตัสที่เขาชื่นชอบ

เบต้าหนุ่มยืนนิ่งอยู่หน้าประตูสักพัก จากตอนแรกที่เข้าใจว่ากลิ่นนี้คือกลิ่นที่ลอยมาจากห้องอื่น ตอนนี้เขามั่นใจแล้วว่ามันฟุ้งมาจากห้องของตนเองต่างหาก

เรียวนิ้วสวยวางทาบไปบนแท่นสแกนนิ้ว ณ ตำแหน่งเหนือลูกบิดประตูก่อนจะผลักเข้าไป นี่คือห้องที่เขายกให้อิศราโอเมก้าในปกครองที่เขาส่งเสียเลี้ยงดูให้อยู่อย่างสุขสบายในตอนนี้

“นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันวะ”

ขุนศึกตวาดกร้าวด้วยแรงโทสะทั้งหมดที่มี ภาพตรงหน้าที่สะท้อนอยู่ในแก้วตาสีรัตติกาลนั้นเกินความคาดหมายไปมาก มันช่างบาดหัวจิตหัวใจเสียเหลือเกิน

แก่นกายขนาดใหญ่กระเด้าตอกอัดช่องทางรักสีแดงก่ำบวมเป่ง เสียงหวานครางลั่นอย่างลืมอายพร้อมทั้งแอ่นสะโพกเด้งสวนสู้กลับไปอย่างเผ็ดร้อน ใบหน้าสวยหวานบิดเบ้ นัยน์ตาเลื่อนลอย กระทั่งได้ยินเสียงของเจ้าของห้องที่แท้จริง

“คะ..คุณศึก ไหนบอกว่าวันนี้จะไปดื่มกับเพื่อนไงครับ”

“เธอก็เลยพาคนอื่นมาเอากันในห้องของฉันน่ะเหรอฮะ!”

“มะ..ไม่ใช่นะครับ คุณศึกกำลังเข้าใจผิดครับ”

“เห็นกูโง่มากนักหรือไงวะ”

“คุณศึก…”

อิศราโอเมก้าร่างเล็กดีดตัวลุกขึ้นยืนเต็มความสูงจนส่วนที่เชื่อมติดกันหลุดออกมาดังป๊อก ปากคอสั่นระริกเมื่อสัมผัสได้ถึงความโกรธมหาศาลอย่างที่ไม่เคยเห็นคนตรงหน้าเป็นมาก่อนในชีวิต เพราะส่วนใหญ่ขุนศึกนั้นเป็นคนง่าย ๆ สบาย ๆ และสุดแสนจะใจดี

มือเรียวคว้าหยิบเสื้อผ้าที่กระจัดกระจายเต็มพื้นห้องรับรองแขกขึ้นมาใส่อย่างเร่งร้อน เขาหวาดกลัวจนใส่ผิดใส่ถูก หวาดกลัวจนแทบจะควบคุมเส้นเสียงไม่ได้ หากรู้ว่าอีกฝ่ายจะย้อนกลับมาที่ห้องแล้วล่ะก็เขาคงไม่พาใครคนอื่นมาทำอะไรกันที่นี้ให้ถูกจับได้หรอก ...รู้แบบนี้ไปที่โรงแรมเสียก็ดี

“ไอ้โซ่ ไอ้เหี้ย!”

เบต้าหนุ่มสบถดุดัน ดวงตาวาววับด้วยความโกรธจนแทบสิ้นสติ ก่อนจะกระโจนพรวดเข้าไปหาร่างหนาที่ยามนี้ยืนเปลือยแผ่นอกล่ำ แต่กลับยังคงสวมใส่กางเกงอยู่ ความใหญ่โตมโหฬารภายใต้เครื่องป้องกันผงาดง้ำชี้หน้าผู้มาใหม่อย่างไม่คิดเกรงกลัวต่อสิ่งใด

หมัดหนัก ๆ ของขุนศึกประเคนไปที่ซีกแก้มใบหน้าหล่อเหลาอย่างแรงจนเสียงดังลั่นห้องส่งผลให้ร่างใหญ่โตของศตวรรษ อัลฟ่าเจ้าของฟีโรโมนกลิ่นยูคาลิปตัสเสียหลักเซถอยไปหลายก้าว อิศราหวีดร้องดังลั่นมือไม้สั่นระริก

“เพื่อ?”

ศตวรรษเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง นัยน์ตาจ้องมองอีกฝ่ายด้วยความคุกรุ่น ใบหน้าเหี้ยมเกรียมของขุนศึกไม่ได้ทำให้อัลฟ่าหนุ่มยำเกรงเลยแม้แต่น้อย ลิ้นหนาดุนดันสำรวจบริเวณกระพุ้งแก้มฝั่งที่เริ่มรู้สึกร้อนวูบวาบ เนื้อนิ่มภายในบวมเบียดเสียดสีกับลิ้นทันที

รสสัมผัสของแรกที่รับรู้ได้คือกลิ่นสนิมที่คละคลุ้งอยู่ทั่วโพรงปาก ถุงยางอนามัยถูกถอดเขวี้ยงทิ้งลงพื้นอย่างไม่ไยดี มือหนาจับความอวบใหญ่ยัดกลับเข้าในกางเกงก่อนจะรูดซิปจัดเก็บให้เรียบร้อย 

“มึงมาเอาเด็กกูถึงที่ ไม่ให้กูต่อยมึงแล้วจะให้ถวายโต๊ะหมู่บูชาหรือไง”

“กูก็ไม่ติดหรอกนะถ้ามึงจะหามาถวายให้อะนะ” รอยยิ้มยียวนประดับใบหน้าพร้อมด้วยเสียงกลั้วหัวเราะในลำคออย่างชอบอกชอบใจที่เห็นอีกฝ่ายดิ้นเร่า ๆ 

“ไอ้โซ่!”

ขุนศึกปรี่เข้าหาคนตรงหน้าอีกครั้ง กำปั้นลุ่น ๆ กระชากขึ้นสูงหวังใส่เต็มแรงยิ่งกว่าครั้งแรก หากแต่อีกฝ่ายก็ไม่ได้คิดที่จะอยู่เฉย ๆ ให้ตัวเองโดนกระทำอยู่ฝ่ายเดียว

ศตวรรษยันปลายเท้าหนักเข้าที่กลางอกแกร่งอย่างแรงจนร่างหนาเสียหลักล้มลงไปกองกับพื้น น้ำลายผสมเลือดถูกถ่มทิ้งบนพรมหนังสัตว์ราคาแพง ชายหนุ่มแสยะยิ้มเหยียดหยาม 

ฟีโรโมนกลิ่นยูคาลิปตัสเข้มข้นรุนแรงตามอารมณ์ส่งผลให้อิศราแข้งขาอ่อนล้มลงไปกองที่พื้นทันที เขาเป็นเพียงโอเมก้าปลายแถวที่มีดีแค่หน้าตาไม่อาจเทียบเคียงฟีโรโมนของอัลฟ่าแนวหน้าของประเทศได้อยู่แล้ว ทว่านั่นก็ไม่น่าแปลกใจเท่ากับเบต้าอย่างขุนศึกที่ตอนนี้เม็ดเหงื่อเริ่มผุดพรายเต็มกรอบหน้าไม่ต่างจากคนที่มีเพศรองพิเศษ

กลิ่นยูคาลิปตัสหอมเย็นสบายตัวในคราแรกบัดนี้กลับชวนให้คลื่นเหียนเวียนไส้แปลก ๆ เรียวคิ้วสวยขมวดมุ่นจนเป็นปม แม้ไม่อยากจะรู้แต่เขารู้มาโดนตลอดว่าอัลฟ่าคู่อริอย่างไอ้โซ่นั้นมีกลิ่นฟีโรโมนเป็นกลิ่นนี้ แต่เบต้าอย่างเขาไม่ควรจะได้กลิ่นสิ ไม่ควรเป็นอย่างยิ่ง!

“มึงจะมาหัวฟัดหัวเหวี่ยงใส่กูทำไม กูไม่ได้ทำอะไรผิดนี่” น้ำเสียงติดแหบเล็กน้อยเอ่ยออกไปตามจริง เขาไม่รู้ว่าเขาผิดตรงไหน เหตุใดถึงต้องมารองรับอารมณ์ของไอ้หมาบ้านี่อยู่ตลอด

“เอากับเด็กกูในห้องของกู นี่มึงยังกล้าพูดอีกเหรอว่าตัวเองไม่ผิด”

“ก็โอเมก้านั่นมันบอกว่ามันไม่มีผัวนี่ แล้วกูจะตรัสรู้ไหมล่ะว่าที่นี่คือห้องของมึง เอาเวลาที่มาโทษกูไปคุมเด็กตัวเองดีกว่าไหม ถ้ามึงจัดให้ถึงใจเด็กมันจะวิ่งพล่านไปหาคนอื่นทำไมตั้งแต่แรก มีสมองก็หัดคิด หัดมองตามความเป็นจริงบ้างเถอะไอ้ควาย ดีแต่โทษคนอื่น”

ทิ้งไว้เพียงเท่านั้น ศตวรรษเดินตรงไปหยิบเสื้อเชิ้ตสีเข้มของตนขึ้นมาสวมคลุมตัวก่อนจะปรายตามองโอเมก้าร่างเล็กที่เนื้อตัวสั่นระริกแอบหลบมุมอยู่ตรงซอกโซฟาที่เขาทั้งคู่เพิ่งทำกิจกรรมกามกันไปหยก ๆ 

“แน่จริงอย่าหนีดิวะ” เบต้าหนุ่มรีบดีดตัวลุกขึ้นยืนเต็มความสูงทันที 

“กูอะนะหนีมึง อยากเจอก็มาได้ทุกเมื่อแหละ ไปเคลียร์กับเด็กมึงเถอะวะ เสียเวลากูฉิบหาย”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป