บทที่ 3 งั้นหมอขอเทสต์หน่อย

คล้อยหลังอัลฟ่าหนุ่มที่เดินจากไปราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ขุนศึกหันไปจัดการกับโอเมก้าตัวต้นเรื่องอย่างอิศราทันทีโดยไม่แม้แต่จะเปิดโอกาสให้แก้ตัว หนุ่มน้อยร่างเล็กจำต้องเก็บข้าวเก็บของที่ขนมาจากหอพักเก่ารวมไปถึงที่เบต้าหนุ่มซื้อให้ใส่กระเป๋าเดินทางใบโตแล้วย้ายออกจากคอนโดนี้ทันที

ใบหน้าสวยเคลือบคลอน้ำตาก้มลงอ้อนวอนคุกเข่าขอโอกาสกับร่างหนาตรงหน้าทว่าก็ไร้ผล ยามขุนศึกรักใคร่เมตตาเขาพร้อมให้ได้ทุกอย่างที่ต้องการ แต่เป็นอิศราเองไม่ใช่หรือที่เลือกจะละเมิดข้อตกลงที่เคยให้ไว้ว่าจะมีเขาเพียงคนเดียวเพื่อแลกกับค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันอันแสนฟุ่มเฟือย แล้วแบบนี้จะยังมีความจำเป็นอะไร

ให้เขาต้องเก็บโอเมก้าคนนี้ไว้ข้างกายกันล่ะ

อิศราไม่ใช่เด็กในปกครองของเขาเพียงคนเดียวเสียหน่อย หากเสียไปก็หาใหม่มาทดแทนได้ไม่ช้าก็เร็วอยู่ดีนั่นแหละ

“เฮ้อ หงุดหงิดบรรลัย” ลมหายใจร้อนพรั่งพรูออกมาพร้อมทั้งเสียงทุ้มสบถหยาบ ร่างหนาทิ้งตัวลงบนที่นอนกว้าง มือก่ายหน้าผาก

ขุนศึกพยายามรวบรวมสติที่เตลิดไปพร้อมกับความกรุ่นโกรธให้กลับมาอยู่กับเนื้อกับตัว เพราะแบบนี้เขาถึงได้เกลียดไอ้อัลฟ่าหน้าหมานั่นจนอยู่ร่วมกันไม่ได้

หากย้อนกลับไปในตอนที่ยังเด็ก ไม่สิ! อันที่จริงคงต้องเริ่มย้อนไปตั้งแต่ที่พ่อของเขาอย่างพลตำรวจเอกมนัส ติณษรากุล เป็นเพื่อนรักที่ร่วมเป็นร่วมตายมากับท่านจอมพล

ธีระ พัชรวิทิตร พ่อของไอ้บ้านั่น สองคู่หูเพื่อนซี้ และภรรยารักใคร่กลมเกลียวกันเป็นอย่างดีจนถึงขั้นที่หมั้นหมายลูกน้อยในครรภ์เสียตั้งแต่ยังไม่คลอด

กระนั้นก็เหมือนจะไม่มีอะไรได้ดั่งใจ เมื่อคนหนึ่งได้ลูกชายเป็นอัลฟ่ายีนเด่นแต่อีกคนกลับได้เบต้าเพศชายมาแทนที่จะเป็นโอเมก้าหรือเด็กสาวอย่างที่วาดหวัง หากเกี่ยวดองกันไปคงไร้ซึ่งทายาทสืบสกุล พวกผู้ใหญ่จึงละความตั้งใจในเรื่องนั้นไป

แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าพวกเขาทั้งคู่จะหลุดพ้นจากกันอย่างแท้จริง ใคร ๆ ต่างก็รับรู้ว่าโรงเรียน และสภาพแวดล้อมที่ดีที่สุดในประเทศนั้นเป็นสถานที่บ่มเพาะคอนเนคชั่น และฟูมฟักลูกหลานคนใหญ่คนโตชั้นแนวหน้า ก้าวแรกของการศึกษาไล่จนมาถึงระดับมหาลัยเขาทั้งคู่ล้วนเรียนอยู่ที่เดียวกัน

หากคิดว่าเรียนที่เดียวแต่ไม่ยุ่งเกี่ยวกันก็จบแล้วล่ะก็ ชีวิตจริงมันไม่ได้ง่ายดายแบบนั้น การแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นล้วนเป็นผลพวงจากความคาดหวังของคนรอบข้าง หากเขาเป็นที่สองก็คงจะมีเพียงไอ้โซ่เท่านั้นที่พูดได้เต็มปากเต็มคำว่ามันนี่แหละที่หนึ่ง ทั้งชีวิตไม่ว่าจะด้วยเรื่องอะไรก็ตาม เขาจะแพ้แค่เพียงมันเท่านั้น ครั้งสองครั้งมันก็ไม่เท่าไหร่หรอก แต่แพ้แค่คนคนเดียวมาทั้งชีวิตจะไม่ให้ผูกใจเจ็บได้อย่างไร

เขาแพ้มันทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นด้านการเรียน กีฬา หรือแม้แต่การคบหาใครสักคนก็มักจะโดนแย่งไปเสียหมด ทุกคนรู้ว่าครอบครัวเขากับครอบครัวของมันสนิทกัน หลาย ๆ คนเลือกที่จะเข้าหาเขาเพื่อหวังใช้เป็นบันไดเข้าใกล้กับอีกฝ่ายด้วยรู้ดีว่าไอ้โซ่นั้นไม่ยอมเปิดใจให้ใครเข้าไปสนิทชิดเชื้อได้โดยง่าย

เขาไม่ชอบ ไม่ชอบทั้งคนที่หวังจะหลอกใช้เขา ไม่ชอบทั้งไอ้โซ่ที่คอยแย่งทุกอย่างไปอย่างง่ายดาย

ความทรงจำทั้งอดีตถึงปัจจุบันไล่ย้อนวนเวียนสับเปลี่ยนฉายซ้ำ ๆ อยู่ในหัวให้วุ่นวายหัวใจ ยิ่งคิดก็ยิ่งหงุดหงิด ร่างกายเจ้ากรรมก็ดันมาปวดเมื่อย ครั่นเนื้อครั่นตัวราวกับจะเป็นไข้ก็ไม่ปาน 

หลังจากที่นั่งอยู่นาน เบต้าหนุ่มหยัดตัวลุกขึ้นยืนเต็มความสูงอีกครั้ง ก่อนจะลุกไปอาบน้ำ กินยา แล้วจึงผล็อยหลับไปในห้องนอนที่ยังคงอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมอ่อน ๆ ของยูคาลิปตัส

ครืด ครืด

แรงสั่นสะเทือนจากโทรศัพท์หรูยังคงดังอย่างต่อเนื่อง เมื่อปลายสายยังไม่ได้รับสัญญาณตอบรับจากเจ้าของก็ยังคงดังซ้ำอยู่อย่างนั้น ร่างหนาฝืนหรี่ตาสู้แสงของเข้าวันใหม่ ฝ่ามือร้อนกวาดสะเปะสะปะหาต้นตอของเสียงรบกวนแล้วจึงกดรับ เสียงทุ้มติดแหบเล็กน้อยกรอกลงไปโดยไม่แม้แต่จะดูชื่อที่ปรากฏบนจอด้วยซ้ำ

“อื้อ”

[“อื้ออะไรล่ะ กูโทรไปกี่สายแล้ว”] เป็นโจฮันที่โทรเข้ามารบกวนเวลานอนในตอนเช้า

“แล้วมีไร”

แก้วตาคู่สวยเหลือมองนาฬิกาดิจิตอล เรียวคิ้วเข้มขมวดมุ่นทันทีที่ถูกรบกวนตั้งแต่ไก่ยังไม่โห่ ผ้าห่มผืนหนาถูกเลิกออกจนพ้นตัว เบต้าหนุ่มลุกออกจากเตียงเดินตรงไปเข้าห้องน้ำทันทีโดยที่เปิดลำโพงโทรศัพท์เอาไว้

[“ทำไมเสียงเป็นแบบนั้น ไม่สบายเหรอ”]

“ไข้นิดหน่อยว่ะ แต่ตอนนี้ไม่เป็นไรมากแล้ว”

[“ไปหาหมอยัง”]

“เดี๋ยวค่อยไป แล้วนี่โทรมามีอะไร ไม่มีกูจะวาง”

[“ไม่มีไร แค่อยากได้ยินเสียง”]

“ตลกละ” 

[“ฮ่า ๆ พูดเองยังขนลุกเอง กูเห็นมึงเงียบไปหลายวัน เลยโทรมาเช็กว่าอยู่หรือตาย”]

“ก็ใกล้ตายละไอ้เหี้ย”

[“มึงก็ลุกอาบน้ำแต่งตัวไปหาหมอ เดี๋ยวกูไปรับถ้าไปเองไม่ไหว”]

“ไม่ต้อง ๆ กูไปเองได้ วันนี้กูต้องไปโรง’บาลอยู่แล้ว”

[“เออ เอางั้นก็ได้ เดี๋ยวกูโทรมาเช็กอาการอีกที”]

“ทำตัวเหมือนแม่กูไปทุกวันแล้วนะมึงเนี่ย “

[“ก็มึงมันโตแต่ตัวไงไอ้ศึก กูจะห่วงก็ไม่แปลกไหม”]

“ควาย มึงสิโตแต่ตัว แค่นี้แหละ”

[“อืม”]

ปลายสายถูกตัดไปทันทีด้วยฝีมือของคนโทรเข้ามา ขุนศึกนอนซมป่วยเป็นไข้อยู่หลายวันตั้งแต่คืนวันนั้น หากแต่เขาจัดการตัวเองได้เป็นอย่างดีตอนนี้จึงแทบจะหายเป็นปลิดทิ้ง

ทว่าไหน ๆ วันนี้ก็ตรงกับตารางตรวจโรคประจำปีของเขากับครอบครัวอยู่แล้ว ถือโอกาสหาหมอทีเดียวไปเลยก็แล้วกัน เขาเองก็อยากรู้ว่าการที่เขาได้กลิ่นฟีโรโมนของโอเมก้า กับอัลฟ่ามันคือเรื่องบังเอิญ หรือเป็นเพราะร่างกายเขามีความผิดปกติ

.

.

@Peerasin Hospital

โรงพยาบาลพีรศิลป์เป็นโรงพยาบาลเอกชนชั้นนำของประเทศ ควบคุมดูแล และบริหารงานโดยคุณหญิงเดือนอ้าย ติณษรากุล แม่ของขุนศึกที่ได้รับสืบทอดมรดกมาจากคุณตาอีกที 

ตึกรูปทรงทันสมัยสูงใหญ่สูงเสียดฟ้าสีสะอาดตา ทางเดินกลิ่นหอมอ่อน ๆ ที่เต็มไปด้วยพยาบาลหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใสคอยสอบถามความต้องการ รวมไปถึงอาการป่วยยิ่งกว่าเซลล์ขายของตามห้างสรรพสินค้า อุปกรณ์ทางการแพทย์ล้วนทันสมัย รวมไปถึงการรวมตัวกันของบุคลากรทางการแพทย์ชั้นแนวหน้าของประเทศด้วยเพราะสวัสดิการ และการบริหารที่ไม่แบ่งพรรคแบ่งพวกภายในองค์กร ที่นี่จึงเป็นอันดับหนึ่งในเรื่องของการรักษาเช่นกัน 

แต่ขึ้นชื่อว่าเป็นโรงพยาบาลเอกชนนั่นหมายถึงค่ารักษาที่มากกว่าของรัฐบาลอย่างแน่นอน บางคนป่วยเข้าพักเพียงไม่กี่วันแต่ค่ารักษานั้นเทียบเท่าการซื้อรถยนต์ด้วยเงินสดหนึ่งคันเลยก็ว่าได้

“ศึก ไม่สบายทำไมไม่โทรบอกแม่ล่ะลูก นอนซมอยู่ตั้งหลายวัน แม่เป็นแม่แท้ ๆ แต่ไม่รู้อะไรเลย”

น้ำเสียงตัดพ้อยาวเหยียดตั้งแต่เจอหน้าจนแทบจะสิ้นสุดการรักษายังคงดังกรอกหูไม่ขาด เดือนอ้ายประคองใบหน้าของลูกชายหัวแก้วหัวแหวนเพียงคนเดียวให้หันมา แววตาเศร้าสร้อยระคนน้อยใจสะท้อนสู่ดวงตาของอีกฝ่าย

“ศึกไม่คิดว่ามันจะเป็นหนักอะ นี่ไง ศึกก็มาหาหมอพร้อมแม่กับป๋าแล้ว”

สรรพนามแทนตัวเองด้วยชื่อถูกหยิบยกมาใช้ยามที่เบต้าหนุ่มอยู่ต่อหน้าผู้ให้กำเนิด มุมปากหยักระบายยิ้มอ่อนหวังให้แม่คลายความกังวล เพราะเป็นลูกชายเพียงคนเดียวจึงถูกโอบกอดด้วยความรัก และความห่วงใยจนท่วมท้นเป็นพิเศษ 

ตอนนี้ทั้งสามคนพ่อแม่ลูกเข้าพักอยู่ในห้องพักที่ทางโรงพยาบาลจัดเตรียมเอาไว้ให้เพื่อรอฟังผลตรวจของขุนศึกที่เพิ่งเจาะเลือดส่งตรวจไปหลังจากที่เจ้าตัวเล่าว่าเมื่อไม่กี่วันก่อนตนเองเหมือนจะรับรู้ได้ถึงฟีโรโมนของคนอื่น 

“งั้นกลับไปนอนที่บ้านนะ แม่ไม่ให้ออกไปนอนคอนโดจนกว่าจะหาย ถ้ายังรั้นรอบนี้แม่โกรธจริง ๆ แล้วนะคะ”

“ครับ ๆ แล้ววันนี้ป๋าไม่ไปไหนเหรอ ทำไมอยู่รอฟังผลด้วยกันได้อะ”

“มี ป๋านัดกินข้าวกับครอบครัวไอ้มนัสไว้ เดี๋ยวไปพร้อมกันหลังจากฟังผลเสร็จนี่แหละ” น้ำเสียงทรงอำนาจเอ่ยบอก

“อ่า ศึกกลับก่อนได้ไหมป๋า” 

หากนัดทานข้าวพร้อมกันก็หมายความว่าต้องเจอกับไอ้โซ่น่ะสิ ไม่เอาด้วยหรอก เห็นหน้าแล้วจะไปกินข้าวลงได้ยังไง

“ไม่ได้”

“โธ่ป๋า”

นั่งรออยู่สักพักเบต้าหนุ่มก็ถูกเรียกตัวเพื่อขอเก็บตัวอย่างเลือดส่งตรวจเพิ่มเติมหลังจากที่เจาะไปแล้วถึงสี่หลอด นั่นสร้างความกังวลใจให้กับเดือนอ้ายเป็นเท่าทวี ตั้งแต่เล็กจนเติบใหญ่ลูกชายเธอนั้นสุขภาพร่างกายแข็งแรงดีมาโดยตลอด แม้จะมีเรื่องชกต่อยอยู่บ้างแต่กระนั้นก็อยู่ในขอบเขตที่รับได้ ไม่ถึงขั้นต้องนอนโรงพยาบาลเลยสักครั้ง 

ร่างเพรียวระหงผุดลุกผุดนั่งบ่อยครั้งจนผู้เป็นสามีเกิดอาการเวียนหัวเพราะเผลอมองตามความเคลื่อนไหวของอีกฝ่าย อัลฟ่าหนุ่มใหญ่จำต้องลุกขึ้นเต็มความสูงแล้วจึงเดินไปโอบประคองภรรยารักมานั่งยังโซฟาตัวยาวพร้อมทั้งลูบปลอมประโลมขวัญให้แก่คุณแม่ขี้กังวล

“ใจเย็น ๆ ที่รัก แค่ขอตรวจเลือดเพิ่มเอง อย่ากังวลไปเลยหน่า” มนัสเอ่ยเสียงเรียบ ลูกโตขนาดนี้แล้วยังเป็นห่วงเป็นใยยิ่งกว่าไข่ในหิน ทั้ง ๆ ที่ความจริงแล้วลูกชายนั้นสุดแสนจะร้ายกาจ

“มันอดกังวลไม่ได้นี่คะ ใครจะไปเย็นชาตายด้านเหมือนคุณกันล่ะ” ดวงตาเรียวหรี่จ้องสามีอย่างตำหนิ จะให้ใจเย็นได้อย่างไร การขอตัวอย่างเลือดไปตรวจเพิ่มก็บ่งบอกอยู่แล้วไม่ใช่หรือว่าต้องมีอะไรบางอย่างผิดปกติจากที่เป็น ไม่อย่างนั้นจะขอตรวจเพิ่มทำไม!

“กลายเป็นผมที่ผิดอีกสิ สามีเธอไม่มีอะไรดีสักอย่างเลยล่ะมั้ง หืม”

“นั่งเงียบ ๆ ก็ไม่ผิดแล้วค่ะ”

“ครับ ๆ”

นายตำรวจยศใหญ่ไหวไหล่เล็กน้อย ใครจะรู้ว่าคนที่ยิ่งใหญ่เทียมฟ้า มีลูกน้องเคารพยำเกรง ผู้คนในแวดวงสังคมนับหน้าถือตามากมาย แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าศรีภรรยาแล้วนั้นเขาแทบไม่มีสิทธิ์ออกเสียงใด ๆ เลยแม้แต่น้อย และที่ไอ้ลูกชายตัวดีทำตัวเอาแต่ใจ อายุก็ปาเข้าไป 29 ปีแล้วยังไม่เป็นโล้เป็นพายเพราะมีเดือนอ้ายคอยให้ท้าย และโอบโอ๋อยู่แบบนี้นี่แหละ เสียชาติลูกตำรวจหมด

“คิก ๆ ป๋าขยับมานั่งนี่เถอะ อย่าไปกวนใจแม่เลย” 

ใครมาเห็นเข้าคงล้อแน่ว่าป๋ากลัวเมีย เบต้าหนุ่มอดที่จะหัวเราะคิกคักไม่ได้ ไม่ใช่ว่าเขาไม่กังวลเรื่องผลของการตรวจ แต่เขามั่นใจว่าหากตนเองป่วยจริงก็คงหาทางรักษาได้ทันท่วงทีอยู่แล้ว คนที่ตรวจสุขภาพทุกปีอย่างเขาจะป่วยหนักแบบปุบปั๊บได้อย่างไรกันล่ะ 

“เหอะ”

มนัสเลือกที่จะเมินคำเชิญชวนของลูกชาย ใบหูข้าราชการวัยเกษียณแว่วเสียงคนเดินมาใกล้ ๆ เขาเบนสายตาไปยังประตูสีขาวครีมแทบจะเป็นจังหวะเดียวกับที่นายแพทย์หนุ่มผลักประตูเปิดเข้ามาพอดิบพอดี

“ผลตรวจออกมาแล้วครับ รบกวนตามผมมาที่ห้องตรวจหน่อยนะครับคุณท่าน” นายแพทย์อักษรผายมือเชิญคนใหญ่คนโตระดับประเทศให้เดินตามเข้ามายังห้องตรวจ

เป็นเดือนอ้ายที่ใจร้อนเดินนำหน้าไปก่อนใคร แล้วตามมาด้วยสองหนุ่มที่แม้จะมีช่วงขาที่ยาวกว่าแต่ไม่อาจก้าวตามผู้หญิงเพียงหนึ่งเดียวตรงนี้ได้ทันเลยสักคน 

ภายในห้องตรวจของนายแพทย์อักษรนั้นสะอาดตากว่าทุกที เอกสารหลายแผ่นถูกวางตรงหน้าก่อนที่เจ้าของห้องจะหยิบออกมาเตรียมพร้อมที่จะกวาดสายตาอ่านค่าผลตรวจต่าง ๆ ให้ฟังอย่างละเอียดพร้อมทั้งสรุปให้เข้าใจได้โดยภาษาชาวบ้าน

มือหนาเลื่อนเก้าอี้ออกให้ผู้เป็นแม่นั่งเป็นคนแรก แล้วตามมาด้วยพ่อ ก่อนที่ตนจะนั่งเป็นคนสุดท้าย ผลการตรวจร่างกายปีนี้ไม่ได้ต่างจากปีก่อนหน้านั้นมากนัก คุณหญิงเดือนอ้ายยังคงสุขภาพร่างกายแข็งแรงดี พลเอกมนัสถูกลงดาบให้งดอาหารที่มีไขมันเพราะปีนี้ปริมาณไขมันในเลือดขึ้นสูงกว่าปีที่แล้วจนต้องเฝ้าระวัง

“ในส่วนของคุณขุนศึกนะครับ ก่อนหน้านี้มีอาการป่วยใช่ไหมครับ” นายแพทย์อักษรหันมาซักถามประวัติอาการป่วยอีกครั้ง เพื่อให้เข้าใจตรงกัน

“ครับพี่หมอ” ด้วยเพราะอายุไม่ห่างกันมาก และทั้งคู่รู้จักกันมานานสรรพนามที่ใช้เรียกจึงเต็มไปด้วยความสนิทสนมอยู่พอสมควร

“อืม เห็นบอกว่าเหมือนจะได้กลิ่นฟีโรโมนด้วย พอจะอธิบายได้ไหมครับว่าเกิดขึ้นได้ยังไง นานหรือยัง”

“เอ่อ…คือตอนนั้นผมอยู่กับโอเมก้าคนหนึ่งแล้วบังเอิญได้กลิ่นวานิลลาครับ ตอนแรกนึกว่าเป็นแค่กลิ่นน้ำหอมปกติ แต่เพื่อนผมที่เป็นอัลฟ่ามันบอกว่ากลิ่นนี้คือกลิ่นฟีโรโมนของโอเมก้าคนนั้น แล้วหลังจากนั้นก็ได้กลิ่นของอัลฟ่าคนอื่นด้วย”

เสียงทุ้มอธิบายพร้อมทั้งไล่ลำดับเหตุการณ์เป็นขั้นโดยละไว้ว่ากลิ่นอัลฟ่าที่เขาได้กลิ่นนั้นคือกลิ่นของคู่อริที่ไม่อยากแม้แต่จะเอ่ยชื่อ

“แล้วที่บอกว่าเป็นไข้คือเป็นก่อน หรือหลังจากที่ได้กลิ่นฟีโรโมนนะครับ” 

การซักถามยังคงดำเนินต่อไป ตอนนี้ภายในห้องนอกจากนายแพทย์ที่ถามกับขุนศึกที่ตอบแล้ว คนอื่นล้วนเงียบเพื่อรับฟังทั้งนั้น 

“ก่อนครับ เหมือนจะป่วยก่อน แล้วในคืนนั้นผมก็เป็นไข้นอนซมอยู่สองสามวันถึงได้ค่อยยังชั่ว พอลุกได้ก็มาหาโรง’บาลนี่แหละ”

“งั้นหมอขอเทสต์หน่อยนะครับ ตอนนี้ได้กลิ่นอะไรไหมครับ” 

นายแพทย์อักษรเอ่ยถามเสียงเรียบ นัยน์ตาสุกใสเหลือบมองไปยังคนแก่กว่าทั้งสองที่นั่งมองทุกขั้นตอนของการรักษา 

“ครับ กลิ่นหอมอ่อน ๆ เหมือนดอกจำปีหรือเปล่าผมไม่แน่ใจ กับอีกกลิ่นน่าจะเป็นบรั่นดี แต่มันจางมาก” 

“ศึก นั่นกลิ่นฟีโรโมนของแม่กับป๋า” เดือนพูดแทรกขึ้นมาทันทีที่ได้ยินลูกกล่าวถึงกลิ่นฟีโรโมนประจำตัวของเธอ และสามี ขุนศึกที่เป็นเบต้ามาทั้งชีวิตไม่เคยเลยสักครั้งที่จะ

รับรู้ได้ถึงฟีโรโมนของผู้ให้กำเนิด “หมอคะ ทำไมลูกชายฉันถึง…”

“อ่าครับ ใจเย็น ๆ ก่อนนะครับ” นายแพทย์หนุ่มระบายรอยยิ้มอ่อนหวังคลายความกังวลให้คนตรงหน้า “อย่างที่ทุกคนในนี้ทราบดีว่าเพศรองจะเป็นสิ่งที่แสดงออกมาอย่างชัดเจนตั้งแต่กำเนิด แล้วยิ่งการแพทย์สมัยนี้ที่มีการตรวจโครโมโซมเพื่อระบุเพศรองลงในประวัติตั้งแต่ห้องคลอด โอกาสที่จะระบุผิดพลาดจึงแทบจะกลายเป็นศูนย์ แต่มันก็มีหลายเคสอยู่ครับที่ร่างกายแสดงอาการของเพศรองช้ากว่าที่ควรจะเป็นอย่างเช่นของคุณศึก”

“คือยังไงคะ” 

“แรกเกิดคุณศึกถูกวินิจฉัยว่าเป็นเบต้าถูกต้องไหมครับ แต่ตอนนี้ร่างกายเกิดการเปลี่ยนแปลง เขาเพิ่งแสดงอาการของเพศรองที่แท้จริงออกมาตอนอายุ 29 ปี ซึ่งถือว่าช้ามากอย่างไม่น่าเชื่อ แต่ก็เป็นไปแล้ว

ดังนั้นตอนนี้คุณศึกมีเพศรองเป็นโอเมก้า ร่างกายกำลังปรับเปลี่ยนเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลง นั่นคือสาเหตุที่คุณศึกป่วย และเริ่มได้กลิ่นฟีโรโมน หลังจากนี้หมออยากให้มาตรวจเป็นระยะ อย่างน้อยก็จนกว่าจะเปลี่ยนเป็นโอเมก้าได้อย่างสมบูรณ์แล้ว”

“แล้วจะรู้ได้ยังไงคะว่าเปลี่ยนสมบูรณ์แล้ว มีอาการอะไรที่จะแสดงให้เห็นไหม”

“มีครับ อาการฮีทครับ อาการฮีทจะบ่งบอกว่าเจ้าตัวกลายเป็นโอเมก้าอย่างสมบูรณ์แล้ว เดี๋ยวหมอจะให้เอกสาร และใบรับรองแพทย์ไปดำเนินเรื่องทางกฎหมายหลังจากนี้นะครับ จำเป็นต้องไปเปลี่ยนสถานะเพศรองให้ถูกต้อง มันส่งผลถึงสิทธิ์การคุ้มครอง และข้อบังคับต่าง ๆ ด้วย”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป