บทที่ 3 บทที่ 1 (1/3)
บทที่ 1
แสงอรุณแรกของวันใหม่สาดส่องลอดผ้าม่านผืนหนาเข้ามายังห้องนอนส่วนตัวในปีกตะวันออกของทำเนียบประธานาธิบดีบลูการ์เดน บรรยากาศภายในห้องเงียบกริบจนได้ยินเพียงเสียงเข็มนาฬิกาเดินเป็นจังหวะสม่ำเสมอ
บนเตียงกว้างขนาดคิงไซส์ ชายหนุ่มเจ้าของแผ่นหลังกำยำขยับกายตื่นขึ้นช้าๆ คิ้วเข้มขมวดมุ่นเมื่อความทรงจำเมื่อคืนหวนย้อนกลับมาราวกับเกลียวคลื่น
หลังจากหน่วยอารักขาลับพบเขานอนหมดสติอยู่ในเรือนพฤกษศาสตร์ด้วยภาวะสงบลงของฟีโรโมนอย่างน่าอัศจรรย์และช่วยพยุงเขากลับมาพักผ่อน ทว่าสิ่งที่หลงเหลืออยู่ข้างกายกลับมีเพียงความว่างเปล่า
กลิ่นหอมหวานละมุนของลูกพีชขาวยังคงติดตรึงจางๆ และในฝ่ามือหนาที่กำแน่นมาตลอดทั้งคืนคือผ้าเช็ดหน้าเนื้อฝ้ายสีขาวปักลายกิ่งท้อ
‘ฮายอน...’
แทกยอมยกผ้าเช็ดหน้าผืนเล็กขึ้นมาจรดปลายจมูก สูดดมกลิ่นหอมละมุนที่ยังไม่จางหายไป ความรู้สึกผูกพันลึกซึ้งที่แปลกประหลาดแล่นพล่านไปทั่วหัวใจ กลิ่นนี้ช่างคุ้นเคยราวกับเขาเคยสัมผัสและเฝ้ารอคอยมาเนิ่นนานหลายปี
ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก...
เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้งอย่างเป็นจังหวะ ก่อนที่บานประตูไม้โอ๊กจะถูกเปิดออกโดยไม่ต้องรอเสียงอนุญาต
ชายหนุ่มในชุดสูทสีกรมท่าท่าทางคล่องแคล่วเดินก้าวเข้ามาในห้อง ใบหน้าคมคายฉายแววเหนื่อยล้าจากการอดนอน ดงฮยอก (จองดงฮยอก) เลขาธิการทำเนียบประธานาธิบดีและเพื่อนสนิทเพียงคนเดียวของแทกยอมเดินตรงเข้ามาพร้อมแฟ้มเอกสารหนาเตอะในมือ
“ตื่นแล้วเหรอมึง” ดงฮยอกเอ่ยทักด้วยน้ำเสียงห้วนตามประสาเพื่อนสนิท ก่อนจะชะงักฝีเท้ากะทันหัน จมูกโด่งรั้นฟุดฟิดสูดอากาศรอบตัว “เดี๋ยวนะ... กลิ่นอะไรวะเนี่ย”
“กลิ่นอะไรของมึง” แทกยอมถามเสียงเรียบ สอดผ้าเช็ดหน้าปักลายกิ่งท้อเก็บเข้าใต้หมอนอย่างแนบเนียน
“มึงอย่ามาทำไขสือแทกยอม” ดงฮยอกก้าวเข้ามาใกล้เตียง สายตาคมกริบหรี่มองเพื่อนสนิทอย่างจับผิด “กลิ่นฟีโรโมนมึงนิ่งสนิทผิดปกติ ทั้งที่เมื่อวานมึงเพิ่งเข้าสู่ภาวะรัทขั้นรุนแรง แถมในห้องนี้ยังมีกลิ่นหวานเลี่ยนเหมือนลูกพีชลอยคลุ้งไปหมด มึงไปทำอะไรมา!”
“พูดมากน่าดงฮยอก” แทกยอมยันตัวลุกขึ้นนั่ง แผ่นอกแกร่งเปลือยเปล่าเต็มไปด้วยรอยข่วนสีแดงจางๆ
ดงฮยอกเบิกตากว้าง อ้าปากค้างเมื่อเห็นร่องรอยบนตัวประธานาธิบดี “เชี่ย... รอยเล็บใครวะ! มึงแอบหิ้วใครเข้ามาในทำเนียบเมื่อคืนใช่ไหม! มึงบ้าไปแล้วเหรอวะแทกยอม ถ้าพวกนักข่าวหรือฝ่ายค้านรู้เข้า มึงโดนถล่มเละแน่!”
“ไม่มีใครหิ้วใครเข้ามาทั้งนั้น” แทกยอมปรายสายตามองเพื่อนสนิทด้วยประกายตาดุดัน “มันเป็นอุบัติเหตุ”
“อุบัติเหตุห่าอะไรมีรอยจิกเต็มหลังขนาดนี้วะ!” ดงฮยอกทึ้งหัวตัวเองอย่างหัวเสีย “มึงเป็นถึงประธานาธิบดีนะเว้ย จะมาทำตัวตามใจชอบแบบนี้ไม่ได้! แล้วตกลงคนที่มึงนอนด้วยเมื่อคืนเป็นใคร เป็นสายลับของพวกฝ่ายค้านหรือเปล่า”
“เขาไม่ใช่สายลับ” แทกยอมตัดบทเสียงหนักแน่น “เขาเป็นภัณฑารักษ์ที่มาส่งเอกสารเมื่อคืน”
“ภัณฑารักษ์?” ดงฮยอกขมวดคิ้วแน่น “คนจากหอจดหมายเหตุเนี่ยนะ”
“ใช่” แทกยอมหยิบผ้าเช็ดหน้าปักลายกิ่งท้อออกมาส่งให้ดงฮยอก “มึงเอาสิ่งนี้ไป จัดการสืบหาตัวเจ้าของผ้าเช็ดหน้านี้มาให้กูภายในสามวัน”
ดงฮยอกรับผ้าเช็ดหน้าไปถือไว้ ก้มมองลายปักด้วยความสับสน “แล้วถ้ากูหาเจอ มึงจะทำยังไงต่อ จะสั่งเก็บหรือไง”
“ใครสั่งให้เก็บ” แทกยอมเค้นเสียงต่ำ แววตาวาวโรจน์ “กูจะเอาตัวเขามาทำงานข้างกายกูที่นี่ ที่ปีกตะวันออก”
“มึงจะบ้าเหรอแทกยอม!” ดงฮยอกแทบจะสบถออกมา “เอาโอเมก้าที่เพิ่งมีอะไรกันมาไว้ข้างตัวเนี่ยนะ มึงคิดว่าสภาจะยอมให้มึงทำเรื่องไร้สาระแบบนี้เหรอวะ”
“กูไม่ได้ขอความเห็นชอบจากสภา” แทกยอมลุกขึ้นยืนเต็มความสูง กลิ่นอายผู้นำแผ่ซ่านออกมากดดันจนดงฮยอกต้องยอมเงียบเสียง “กูสั่งให้มึงไปตามหา ก็แค่ไปตามหามา อย่าให้ใครหน้าไหนในทำเนียบรู้เรื่องนี้แม้แต่คนเดียว เข้าใจที่กูพูดไหม”
ดงฮยอกถอนหายใจยาว พยักหน้ารับอย่างเสียไม่ได้ “เออๆ กูรู้แล้ว! กูจะรีบไปจัดการให้ แต่ถ้าเกิดเรื่องฉาวขึ้นมา มึงต้องรับผิดชอบเองนะโว้ย”
เมื่อเลขาธิการคนสนิทก้าวออกจากห้องไป ชเวแทกยอมก็เดินตรงไปยังโต๊ะทำงานไม้เนื้อแข็งตัวใหญ่กลางห้องทำงานส่วนตัว มือหนาเอื้อมไปดึงลิ้นชักชั้นล่างสุดที่ลงกลอนนิรภัยไว้ให้เปิดออก ด้านในมีกล่องไม้โบราณบุผ้ากำมะหยี่สีเข้มวางนิ่งอยู่ และเมื่อเปิดฝากล่องออก สิ่งที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าคือสมุดบันทึกปกหนังเล่มเก่าที่ผ่านกาลเวลามาเนิ่นนาน
