บทที่ 5 บทที่ 1 (2/3)
แทกยอมค่อยๆ ใช้ปลายนิ้วลูบไล้ลงบนหน้าปกสมุดบันทึกเล่มนั้นอย่างแผ่วเบาและทะนุถนอม ภายในหน้ากระดาษที่เริ่มเปลี่ยนเป็นสีนวล มีกิ่งท้อแห้งที่ถูกทับเก็บรักษาไว้อย่างประณีตสอดคั่นอยู่ กิ่งท้อที่ยังคงหลงเหลือไอความทรงจำอันบริสุทธิ์เมื่อหกปีก่อน
กลิ่นหอมหวานของลูกพีชขาวที่ยังติดตรึงอยู่ในอากาศเมื่อค่ำคืนที่ผ่านมา... มันช่างตรงกับกลิ่นฟีโรโมนของเด็กหนุ่มโอเมก้าในความทรงจำเมื่อหกปีก่อนอย่างไม่มีผิดเพี้ยน
“ผ่านมาหกปีแล้ว... ในที่สุด กลิ่นพีชที่เฝ้ารอก็กลับมาจริงๆ” แทกยอมพึมพำกับตัวเองด้วยแววตาคมกริบที่เปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่นลึกซึ้ง “ไม่ว่าคุณจะไปหลบอยู่ที่ไหนในประเทศนี้ ผมจะตามหาคุณกลับมาให้ได้”
…
…
แสงแดดสายส่องกระทบผ้าม่านบางในห้องพักเล็กๆ ย่านซอชอน บรรยากาศเงียบสงบอบอุ่นถูกทำลายลงด้วยเสียงหอบหายใจรวยรินของคนที่นอนซุกตัวอยู่ใต้ผ้าห่ม
“อึก... เจ็บชะมัด...”
ฮายอนค่อยๆ ยันกายลุกขึ้นจากฟูกนอน ความเจ็บแปลบแล่นริ้วตั้งแต่สะโพกลงไปถึงปลายเท้า ทว่าสิ่งที่ทรมานที่สุดกลับเป็นรอยกัดลึกที่หลังคอ
รอยฟันของอัลฟ่าอินิกมายังคงมีเลือดซึมจางๆ ปากแผลบวมแดงและแผ่ความร้อนระอุออกมาไม่หยุด ฟีโรโมนกลิ่นไม้ซีดาร์เข้มข้นที่ถูกฝังไว้ยังคงซึมซาบอยู่ในกระแสเลือด คอยปลอบประโลมร่างกายของเขาให้รู้สึกอบอุ่น แต่ในขณะเดียวกันก็สร้างความตื่นตระหนกจนหัวใจแทบหยุดเต้น
ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก!
“ไอ้ฮายอน! มึงตื่นหรือยังเนี่ย! สายป่านนี้แล้วทำไมยังไม่ออกมาอีกวะ!”
เสียงตะโกนคุ้นเคยดังมาจากหน้าประตูห้อง ฮายอนสะดุ้งสุดตัว รีบคว้าเสื้อไหมพรมคอเต่าแขนยาวมาสวมทับเพื่อปิดบังรอยกัดที่ท้ายทอยอย่างเร่งรีบ ก่อนจะเดินโซซัดโซเซไปเปิดประตู
หญิงสาวร่างเล็กในชุดทำงานทะมัดทะแมงก้าวพรวดเข้ามาในห้องทันทีที่กลอนปลดออก มีแร (อันมีแร) เพื่อนสนิทตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัยและเพื่อนร่วมงานที่หอจดหมายเหตุแห่งชาติกวาดสายตามองไปรอบห้องด้วยความหงุดหงิด
“มึงทำบ้าอะไรอยู่เนี่ยฮายอน รู้ไหมว่าวันนี้ ผอ. มีประชุมด่วน...” มีแรชะงักคำพูดทันทีเมื่อหันมาสบตากับเพื่อนสนิท “เฮ้ย... ทำไมหน้ามึงซีดเป็นไก่ต้มขนาดนี้วะ!”
“กู... กูแค่ไม่ค่อยสบายน่ะ” ฮายอนพยายามปั้นยิ้ม กลืนน้ำลายลงคอที่แห้งผาก
“ไม่สบาย?” มีแรหรี่ตามองอย่างไม่เชื่อสายตา ก่อนจะสังเกตเห็นการแต่งตัวของเพื่อน “แล้วนี่มึงบ้าไปแล้วเหรอฮายอน อากาศข้างนอกร้อนจะตายห่า มึงเสือกใส่เสื้อคอเต่าหนาเตอะเนี่ยนะ เหงื่อแตกท่วมตัวหมดแล้ว!”
“กูหนาว... กูรู้สึกเหมือนจะเป็นไข้”
“อย่ามาตอแหล!” มีแรไม่ฟังคำแก้ตัว ก้าวประชิดตัวแล้วเอื้อมมือไปดึงคอเสื้อของฮายอนลงทันที “มึงปิดบังอะไรกูอยู่แน่ๆ เอาคอมาให้กูดูก่อน!”
“อย่านะมีแร! อย่าดึง!” ฮายอนร้องลั่น พยายามปัดป้องมือเพื่อนสนิทอย่างสุดชีวิต แต่ด้วยเรี่ยวแรงที่แทบไม่เหลือทำให้เขาเซถอยหลังไปชนโต๊ะเขียนหนังสือ
ในจังหวะนั้นเอง อาการพะอืดพะอมตีตื้นขึ้นมาในลำคออย่างรุนแรง ฮายอนยกมือขึ้นปิดปาก รีบวิ่งถลาเข้าไปในห้องน้ำแล้วโก่งคออาเจียนออกมาอย่างทรมาน
“โอ้ก... แฮ่ก...” มีเพียงน้ำย่อยใสๆ ที่ไหลออกมา ร่างโปร่งสั่นเทาจนน่าเวทนา
มีแรรีบวิ่งตามเข้ามา ลูบแผ่นหลังให้เพื่อนด้วยความตกใจ “ฮายอน! มึงเป็นอะไรไปวะ ทำไมอ้วกหนักขนาดนี้ หรือว่ายาเถื่อนที่มึงแอบซื้อมามันแผลงฤทธิ์!”
“อึก... คงจะใช่...” ฮายอนหอบหายใจ ทรุดตัวพิงขอบอ่างล้างหน้า ‘ยาระงับฮีทเถื่อนพวกนั้น... มันคงทำลายระบบข้างในร่างกายหมดแล้วแน่ๆ’
มีแรมองสภาพเพื่อนสนิทด้วยแววตาสงสารปนโกรธ “กูเตือนมึงแล้วใช่ไหมว่าอย่าไปซื้อยาตามตลาดมืดพวกนั้นมากิน! มึงเป็นโอเมก้ายีนด้อย ร่างกายมึงไม่ได้แข็งแรงเหมือนพวกยีนเด่นนะเว้ย ถ้ามึงเป็นอะไรขึ้นมาจะทำยังไง!”
“กูไม่มีทางเลือกนี่หว่า...” ฮายอนก้มหน้า น้ำตาคลอเบ้า “ถ้ากูไม่กิน แล้วกลิ่นพีชมันรั่วออกมาตอนทำงาน กูคงโดนไล่ออกไปนานแล้ว...”
มีแรถอนหายใจยาว ดึงทิชชูมาเช็ดปากให้เพื่อนอย่างอ่อนโยน “เออๆ กูเข้าใจ... แต่ตอนนี้มึงต้องตั้งสติก่อน รีบไปล้างหน้าล้างตา วันนี้ ผอ. สั่งให้ทุกคนเข้าเวรพร้อมหน้า มีแขกคนสำคัญระดับบิ๊กเบิ้มจะมาตรวจงานที่หอจดหมายเหตุ มึงห้ามสายเด็ดขาด!”
“แขกคนสำคัญเหรอ...” ฮายอนพึมพำ ใจคอเริ่มไม่ดี
“ใช่ เห็นว่าเป็น ผอ. สำนักข่าวกรองแห่งชาติเลยนะเว้ย รีบไปแต่งตัวเร็วเข้า!”
