บทที่ 3 พบเจอในวันที่ต้องลาจาก
ประเทศไทย
จังหวัดเชียงใหม่
“วันนี้หนูหม่อนมีความสุขที่สุดเลยค่ะ ขอบคุณพ่อกับแม่มากนะคะที่พาหนูหม่อนมาเที่ยว”
น้ำเสียงใสกังวานของหม่อนไหมดังขึ้น พร้อมกับใบหน้าเล็กจิ้มลิ้มที่แต่งแต้มด้วยรอยยิ้มสดใสไม่เคยเปลี่ยน
เด็กสาวกอดแขนมารดาไว้แน่นอย่างมีความสุข ม่านฟ้ายกมือขึ้นลูบเส้นผมนุ่มของลูกด้วยความรักจากใจ ก่อนจะหันไปส่งยิ้มให้สามีที่ตอบกลับมาด้วยรอยยิ้มอิ่มเอมไม่ต่างกัน
“วันเกิดปีนี้แม่ขอให้หนูหม่อนเป็นเด็กดี ไม่ดื้อ ไม่ซน และน่ารักกับทุกคนตลอดไปนะคะ”
น้ำเสียงหวานเอ่ยอวยพรวันเกิดให้ลูกสาวตัวน้อย ที่เงยหน้าขึ้นมายิ้มรับคำอวยพรของมารดา ก่อนที่ใบหน้าเล็กจะพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย
“หนูหม่อนสัญญาค่ะ ว่าหนูหม่อนจะไม่ดื้อ ไม่ซน จะไม่ทำให้พ่อกับแม่ต้องปวดหัวแน่นอนค่ะ”
ริมฝีปากจิ้มลิ้มเอ่ยให้คำมั่นสัญญากับมารดา แต่มือเล็กกลับแอบไขว้กันเอาไว้ด้านหลังไม่ให้มารดาเห็น แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่เคยรอดพ้นสายตาของบิดาอย่างอติรุจน์ไปได้เลย ใบหน้าหล่อเหลาของผู้เป็นพ่อพลันส่ายไปมาน้อย ๆ กับความแสบของลูกสาวที่คุณปู่คุณย่าถึงกับต้องส่ายหัวให้
“ส่วนพ่อก็ขอให้หนูหม่อนสุขภาพแข็งแรงไม่เจ็บไม่ป่วย และเติบโตไปเป็นผู้ใหญ่อย่างมีความสุขนะคะ”
“ขอบคุณนะคะพ่อ หนูหม่อนสัญญาว่าจะเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่อย่างมีความสุข และจะไม่ทำให้พ่อกับแม่ผิดหวังในตัวหนูหม่อนแน่นอน เชื่อใจหม่อนไหมคนนี้ได้เลย!”
คำพูดมั่นใจเต็มเปี่ยมของลูกสาวตัวน้อยเรียกรอยยิ้มเอ็นดูจากพ่อแม่ได้ดี ทั้งคู่หัวเราะเบา ๆ อย่างรักใคร่ ก่อนที่ผู้เป็นพ่อจะล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อ เพื่อหยิบกล่องของขวัญเล็ก ๆ ออกมา ทว่าขณะนั้น เขายังต้องใช้มืออีกข้างควบคุมพวงมาลัยรถไปด้วย กล่องของขวัญที่ภายในเป็นสร้อยล็อกเกตรูปถ่ายคู่กับภรรยาจึงหล่นลงบนพื้นรถ เขาจึงพยายามเอื้อมมือไปหยิบมันขึ้นมา เพื่อมอบให้ลูกสาวตัวน้อย ที่กำลังคุยกับมารดาด้วยรอยยิ้มสดใสไม่รู้เรื่องรู้ราว
เมื่อหยิบกล่องของขวัญที่หล่นลงบนพื้นรถได้ อติรุจน์ก็เงยหน้าขึ้นมาด้วยความดีใจ แต่ดวงตาก็ต้องเบิกกว้างอย่างตกใจ เมื่ออยู่ ๆ ก็มีรถคันหนึ่งเลี้ยวกลับรถตัดหน้ารถของเขาอย่างกะทันหัน
“คุณคะระวัง!!”
“กรี๊ดดด แม่ขา”
ม่านฟ้าร้องขึ้นสุดเสียงด้วยความตกใจ สองมือกอดหม่อนไหมที่ตกใจจนตัวสั่นเอาไว้แน่น วินาทีนั้นอติรุจน์ตัดสินใจทิ้งกล่องของขวัญในมือและบังคับพวงมาลัยหักหลบด้วยความรวดเร็ว ทำให้รถเสียหลักพลิกคว่ำไปหลายตลบ ท่ามกลางเสียงกรีดร้องของภรรยา ก่อนที่เสียงร้องจะเงียบหายไป พร้อมกับจังหวะหัวใจที่ค่อย ๆ เต้นช้าลงของสองสามีภรรยา
ในใจของคนทั้งคู่ได้แต่ภาวนา ขอให้มีรถขับผ่านมาเพื่อช่วยชีวิตแก้วตาดวงใจของพวกเขาให้รอดชีวิต
“ฮึก ใครก็ได้ผ่านมาที อึก ขอร้อง ผะ-ผ่านมาช่วยหนูหม่อนที”
ม่านฟ้าพึมพำเสียงแผ่ว ราวกับมันเป็นลมหายใจสุดท้าย เธอเจ็บปวดจนแทบขาดใจ เมื่อร่างกายไม่อาจขยับเขยื้อนได้แม้แต่น้อย ริมฝีปากที่เคยมีสีชมพูสดใสกระอักเลือดออกมาเปื้อนเสื้อสีขาวบริสุทธิ์ จนแทบไม่เหลือเค้าเดิม แต่ความเจ็บปวดทางกาย เทียบไม่ได้เลยกับความปวดร้าวในใจ ที่ต้องมองดูใบหน้าลูกสาวตัวน้อยหมดสติและแน่นิ่งอยู่บนอกของเธอ
“คะ-ใครก็ได้ ได้โปรด ช่วยหนูหม่อนด้วย อึก”
อติรุจน์น้ำตาไหลออกมาด้วยความสิ้นหวัง ใบหน้าที่เต็มไปด้วยเศษกระจกค่อย ๆ หันไปมองข้างกายของตนที่มีภรรยานอนร้องไห้ด้วยความสงสารลูกสาวในอ้อมกอด ถึงแม้ว่าพวกเขาอาจจะไม่รอด แต่ได้โปรดให้ลูกสาวของเขามีชีวิตรอดด้วยเถอะ
คำขอของคนใกล้ตายมีเพียงเท่านี้...
༺❤︎༻
“เอ๊ะ? พี่หมอคะ ข้างหน้าเหมือนจะมีอุบัติเหตุนะคะ”
แก้มใสที่กำลังนั่งกินขนมห่อใหญ่อยู่บนรถร้องบอกสามีด้วยความตกใจ เมื่อทางข้างหน้ามีรถประสบอุบัติเหตุพลิกคว่ำ ซึ่งวายุผู้เป็นสามีเองก็เห็นมาแต่ไกลเช่นกัน
คุณหมอหนุ่มรีบตีไฟเลี้ยว หักพวงมาลัยไปจอดข้างทาง พร้อมกับหันไปด้านหลังเพื่อหยิบชุดปฐมพยาบาลที่มักจะมีติดรถเอาไว้เสมอ
“นี่ครับพ่อ”
รามสูรที่นั่งอยู่เบาะหลังรีบคว้ากล่องปฐมพยาบาลทันทีที่ได้ยินว่ามีอุบัติเหตุเกิดขึ้นด้านหน้า เขายื่นมันให้บิดาอย่างรวดเร็ว วายุรับกล่องมาแล้วเปิดประตูรถพุ่งตัวออกไปทันที
สองแม่ลูกบนรถก็ไม่รอช้า รีบลงจากรถวิ่งตามไปติด ๆ ด้วยความเป็นห่วงผู้บาดเจ็บ
“โอ้ แม่เจ้า!”
แก้มใสยกมือขึ้นปิดปากด้วยความตกใจ เมื่อภาพตรงหน้าทำให้เธอรู้สึกตกใจและสะเทือนใจไปพร้อม ๆ กัน ดวงตากลมโตที่มักจะมองสามีด้วยความหวานซึ้งสบเข้ากับแววตาขอร้องอ้อนวอนของผู้หญิงในรถที่ประสบอุบัติเหตุ
สองเท้าที่หยุดชะงักด้วยความตกใจรีบวิ่งไปข้างหน้า เพื่อช่วยเหลือเด็กสาวในอ้อมกอดของผู้หญิงคนนั้นทันที
“ชะ-ช่วย หนูหม่อน ช่วยลูกฉันด้วยค่ะ”
มือที่เต็มไปด้วยคราบเลือด ยื่นมาจับมือของแก้มใสเอาไว้แน่น ดวงตาที่คลอไปด้วยหยาดน้ำตามองเธออย่างขอร้องอ้อนวอน เธอจึงรีบพยักหน้ารับและรีบดึงตัวเด็กหญิงออกมาจากอ้อมกอดของมารดาทันที
แก้มใสรีบส่งตัวเด็กน้อยให้ลูกชายอย่างระมัดระวัง รามสูรรับร่างเล็กเข้าสู่อ้อมกอดด้วยแววตาห่วงใย เมื่อเห็นว่าเด็กหญิงตัวน้อยยังคงสลบไสล ไร้สติ และไร้การตอบสนองใด ๆ
“พี่หมอทางนั้นเป็นยังไงบ้างคะ?”
แก้มใสตะโกนถามสามีที่กำลังตรวจดูอาการของคนขับรถอยู่อีกฝั่ง ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นสามีของหญิงสาวที่กำลังบีบมือตนอยู่แน่น สองมือบีบเข้าหากันแน่น ราวกับต้องการปลอบให้อีกฝ่ายอดทนอีกนิด เพราะเธอได้โทรแจ้งโรงพยาบาล N ให้รีบส่งรถฉุกเฉินมารับตัวผู้บาดเจ็บโดยด่วนที่สุดแล้ว
“สัญญาณชีพไม่ค่อยดีเลย ไม่ได้การแล้ว หัวใจหยุดเต้น”
วายุที่ตอนแรกตอบคำถามภรรยาด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด ถึงกับตะโกนลั่นเมื่อจู่ ๆ หัวใจของอติรุจน์หยุดเต้น เขาไม่รอช้า รีบลงมือปั๊มหัวใจทันที พยายามอย่างสุดความสามารถเพื่อยื้อชีวิตชายที่นอนแน่นิ่งอยู่ตรงหน้า
ทุกวินาทีที่ผ่านไป ช่างบีบคั้นหัวใจแก้มใสเหลือเกิน เธอมองสามีที่กำลังต่อสู้กับความเป็นความตายตรงหน้าอย่างมีความหวัง แม้หัวใจจะหนักอึ้ง แต่ก็ยังเฝ้าภาวนาให้ความพยายามของเขาไม่สูญเปล่า
ม่านฟ้าหันไปมองสามีด้วยดวงตาแดงก่ำ ลมหายใจเริ่มขาดห้วง ร่างกายอ่อนแรงจนแทบไม่เหลือเรี่ยวแรงใด เธอพยายามจะยื่นมือไปสัมผัสมือของเขาอีกครั้ง ราวกับต้องการบอกลาครั้งสุดท้าย แต่ก่อนที่ปลายนิ้วจะสัมผัสกัน ลมหายใจสุดท้ายของเธอก็ค่อย ๆ เลือนหายไป พร้อมกับมือบอบบางที่เคยถูกเขากอบกุมด้วยความรักอ่อนโยน ตกลงแนบข้างร่างของสามี
ในจังหวะเดียวกันนั้นเอง วายุที่ปั๊มหัวใจอย่างไม่ยอมแพ้ ก็ต้องยอมหยุดมือ เมื่อพบว่าคนตรงหน้าไร้สัญญาณชีพ คุณหมอนิ่งงันไปชั่วขณะอย่างยากจะยอมรับความจริงตรงหน้า
“คะ-คุณคะ คุณ! ตื่นก่อนสิคะ”
ทันทีที่มือของคนเจ็บร่วงลงแนบข้างร่างสามี น้ำตาของแก้มใสก็ไหลพรากอาบแก้มโดยไม่ทันตั้งตัว หัวใจของเธอบีบรัดแน่นด้วยความรู้สึกสูญเสีย ก่อนจะรีบยื่นมือที่สั่นระริกไปแตะบริเวณแอ่งชีพจรของหญิงสาวด้วยความหวังริบหรี่
แต่เพียงไม่กี่วินาที เธอก็ต้องชักมือกลับแทบไม่ทัน หัวใจแทบหล่น เมื่อไม่รับรู้ถึงสัญญาณชีพใด ๆ อีกแล้ว
“พะ-พี่หมอ เขา...เขา ฮึก ไม่มีชีพจรแล้ว”
แก้มใสเงยหน้าที่พร่ามัวไปด้วยหยาดน้ำตาขึ้นมองสามี ซึ่งส่ายหน้าไปมาช้า ๆ อย่างหมดหวัง เธอหลับตาลงช้า ๆ ปล่อยให้น้ำตาหยดลงบนมือของตนเอง ที่ยังถูกกอบกุมไว้แน่น ราวกับเธอคนนี้ต้องการฝากฝังทุกความห่วงใยและความรักที่มีไว้ให้กับลูกสาวตัวน้อย เด็กหญิงผู้รอดชีวิตเพียงคนเดียวให้ปลอดภัย
“กว่ารถฉุกเฉินจะมาถึง คงอีกประมาณ 20 นาที เราต้องรีบพาเด็กคนนั้นไปส่งโรงพยาบาลให้เร็วที่สุด”
วายุพูดกับภรรยาด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ก่อนที่เธอจะพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ แล้วค่อย ๆ คลายมือที่กุมไว้แน่นออก จากนั้นลุกขึ้นวิ่งกลับไปที่รถทันที เพื่อพาเด็กหญิงตัวน้อยผู้รอดชีวิตไปส่งโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วน
แม้ร่างกายของเด็กน้อยจะไม่มีบาดแผลให้เห็นชัดเจน แต่แรงกระแทกที่ได้รับอาจส่งผลต่ออวัยวะภายใน และเสี่ยงต่ออันตรายถึงชีวิตได้ หากไม่รีบได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที
༺❤︎༻
โรงพยาบาล N
เมื่อมาถึงโรงพยาบาล วายุก็ส่งเด็กน้อยให้แพทย์เวรประจำห้องฉุกเฉินรับหน้าที่ดูแลรักษาต่อทันที ก่อนที่สามคนพ่อแม่ลูกจะพากันเดินทางเข้าที่พักที่อยู่ภายในบริเวณโรงพยาบาลด้วยความเหน็ดเหนื่อย
“พ่อครับ น้องจะเป็นอะไรมากไหม?”
คำถามของลูกชายทำให้วายุที่กำลังพับแขนเสื้อหยุดชะงัก เขาก้าวเดินมานั่งข้าง ๆ เจ้าลูกชายที่กอดเด็กน้อยผู้ประสบอุบัติเหตุไว้ไม่ห่างจนถึงโรงพยาบาล
ใบหน้าของรามสูรในวัยสิบสองปี เต็มไปด้วยความกังวลใจอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เพราะปกติแล้วลูกชายคนโตของบ้านคนนี้เย็นชายิ่งกว่าสิ่งใด แต่วันนี้กลับแตกต่างออกไป
“ไม่น่าจะเป็นอะไรมากครับลูก ตามตัวน้องไม่มีบาดแผล ตอนที่เราพบน้อง แม่น้องก็กอดเอาไว้แน่นเลย น่าจะใช้ตัวเองเป็นเกราะกำบัง ไม่ให้ลูกสาวถูกแรงกระแทก น้องก็เลยไม่มีแผล”
คำตอบของบิดาทำให้สีหน้ากังวลของเด็กชายค่อย ๆ ผ่อนคลายลง ภาพใบหน้าของน้องน้อยที่ซบอกเขาตลอดทางมาโรงพยาบาลผุดขึ้นในหัว ทั้งที่น้องสลบหมดสติ แต่บนแก้มเนียนยังคงมีคราบน้ำตา บ่งบอกว่าตอนเกิดอุบัติเหตุเด็กน้อยหวาดกลัวมากเพียงใด
“พี่รามเป็นห่วงน้องเหรอคะ?”
แก้มใสที่เดินกลับมาจากในครัวเอ่ยถามลูกชายสุดที่รัก พร้อมวางแก้วน้ำส้มคั้นลงตรงหน้าสองพ่อลูก ทั้งคู่ยกขึ้นดื่มพร้อมกันด้วยความกระหาย
เด็กชายรามสูรฟังคำมารดา แล้ววางแก้วลงบนโต๊ะ ก่อนเงยหน้าขึ้นตอบผู้เป็นแม่ที่มองเขาอย่างรอคอยคำตอบ
“ครับ พี่รามเป็นห่วงน้องตัวเล็ก น้องจะเสียใจมากไหมครับแม่ ถ้าตื่นขึ้นมาแล้วรู้ว่าจะไม่มีคุณพ่อคุณแม่ให้กอดแล้ว”
“ถ้างั้นเอาอย่างนี้ดีไหมคะ ถ้าน้องฟื้นขึ้นมาเมื่อไหร่ แม่จะให้คุณหมอที่โรงพยาบาลรีบส่งข่าวมาบอกทันที พี่รามจะได้ไปเยี่ยมน้องด้วย ดีไหมลูก?”
แก้มใสที่รู้สึกเป็นห่วงเด็กน้อยไม่แพ้กันบอกลูกชายด้วยรอยยิ้ม รามสูรพยักหน้ารับด้วยความดีใจ ถึงแม้เขาจะเป็นคนที่ไม่ค่อยสนใจผู้คนรอบข้างมากสักเท่าไหร่ แต่สำหรับเหตุการณ์ที่ได้พบเจอมาในวันนี้ มันทำให้เขารู้สึกสงสารและเห็นใจน้องตัวเล็กไม่น้อยเลย
น้องตัวเล็กต้องเสียใจมากแน่ ๆ เลยถ้ารู้ว่าตัวเองสูญเสียทั้งพ่อและแม่ไปในเวลาเดียวกัน
พี่รามสงสารน้องจังเลยครับ
