บทที่ 4 ข่าวร้ายที่อยากให้กลายเป็นเพียงความฝัน

การเดินทางไปเข้าร่วมทีมแพทย์อาสา เพื่อออกตรวจชาวบ้านบนดอยของวายุมีเหตุให้ต้องเลื่อนออกไป เมื่อเกิดเหตุการณ์ไฟป่ากะทันหัน ทำให้มีชาวบ้านและเจ้าหน้าที่ที่ได้รับบาดเจ็บถูกส่งมาที่โรงพยาบาล N เป็นจำนวนมาก

วายุกับแก้มใสที่ได้รับรายงานเรื่องไฟป่าตั้งแต่ช่วงเช้า จึงรีบเดินทางมาที่โรงพยาบาลทันที โดยมีลูกชายติดตามมาด้วย

แม้จะมีผู้บาดเจ็บจากเหตุไฟป่าเป็นจำนวนมาก แต่ด้วยระบบการจัดการที่เตรียมพร้อมทั้งสถานที่และบุคลากรตั้งแต่ได้รับรายงาน โรงพยาบาลจึงสามารถให้การรักษาผู้บาดเจ็บได้อย่างรวดเร็ว

ขณะที่สถานการณ์ภายในห้องฉุกเฉินเต็มไปด้วยความวุ่นวาย ภายในห้องพักผู้ป่วยก็เต็มไปด้วยความโศกเศร้า

เด็กหญิงตัวน้อยซุกตัวอยู่ในอ้อมกอดของผู้เป็นย่า ไหล่บอบบางสั่นสะท้านด้วยแรงสะอื้น เมื่อตื่นขึ้นมาแล้วพบว่าบิดามารดาได้จากไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ

“ฮือออ ย่าขา~ หนูหม่อนคิดถึงพ่อกับแม่มาก ๆ เลย”

เด็กหญิงหม่อนไหมเอ่ยบอกผู้เป็นย่าด้วยเสียงสั่นเครือ น้ำตาหยดแล้วหยดเล่าไหลรินบนแก้มนุ่มนิ่มเป็นทาง

แม่เลี้ยงเอื้องคำ ไม่รู้จะปลอบหลานตัวน้อยอย่างไรให้คลายเศร้า ทำได้เพียงโอบกอดไว้แน่น ๆ และปล่อยให้น้ำตาของตัวเองไหลรินเคียงข้างกัน ด้วยหัวใจที่เจ็บปวดไม่ต่าง จากการสูญเสียลูกชายและลูกสะใภ้ไปอย่างกะทันหัน

“หนูหม่อนเด็กดี ถึงพ่อกับแม่จะไม่อยู่แล้ว แต่หนูยังมีปู่กับย่านะลูกนะ”

พ่อเลี้ยงแสงหล้า เอ่ยปลอบหลานน้อยด้วยเสียงสั่นเครือ แฝงไปด้วยความเจ็บปวดใจไม่ต่างกัน เมื่อฝันดีในยามค่ำคืนถูกกลบทับด้วยข่าวร้าย ที่ทำให้ภรรยาของเขาถึงกับเป็นลมหมดสติ

“ฮึก ฮือออ เพราะหนูหม่อนดื้อมาก อึก พ่อกับแม่เลยทิ้งหนูหม่อนให้อยู่คนเดียว”

เด็กหญิงตัวน้อยเงยหน้าที่เปื้อนน้ำตาขึ้นถามผู้เป็นปู่ ใบหน้าเล็กที่ร้องไห้จนดูบอบบางน่าสงสาร ทำให้หัวใจของเขาเจ็บแปลบ เสียงสะอื้นของหลานสาวราวกับคมมีดค่อย ๆ กรีดเฉือนหัวใจทีละแผล ทรมานจนยากจะอดกลั้น

“ไม่ใช่เลยลูก หนูหม่อนของย่าเป็นเด็กน่ารัก นิสัยดี พ่อกับแม่เขาแค่ออกเดินทางไปไกลแสนไกล ถึงแม้วันนี้เขาจะไม่ได้อยู่เคียงข้างหนูแล้ว แต่ย่าอยากให้เด็กดีของย่าระลึกเอาไว้เสมอนะลูก ว่าพ่อกับแม่เขากำลังเฝ้าดูหนูหม่อนอยู่ตลอดเวลา เขาไม่เคยทิ้งหนูไปไหน แต่เขาจะอยู่ในใจและความทรงจำของหนูตลอดไป”

แม่เลี้ยงเอื้องคำเอ่ยปลอบหลานสาวตัวน้อยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ มือเหี่ยวย่นยื่นไปปาดน้ำตาอุ่น ๆ หยาดเล็ก ๆ ที่ร่วงลงมาจากดวงตากลมโตออกให้อย่างอ่อนโยน

“หนู ฮึก หนูหม่อนไม่อยากเก็บพ่อกับแม่เอาไว้ในใจ ฮึก ฮือ หนูหม่อนอยากให้พ่อกับแม่อยู่ตรงนี้ อยู่ข้าง ๆ หนูหม่อนตลอดไป ฮือออ ได้ไหมคะปู่ขา ย่าขา”

เด็กน้อยวิงวอนขอร้องด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา ดวงหน้าเล็กที่เงยขึ้นสบตาปู่กับย่าเปื้อนไปด้วยคราบน้ำตา ที่ไม่ว่าจะเช็ดอย่างไร หยดน้ำอุ่น ๆ ก็ยังคงรินไหลออกมาไม่ขาดสาย เมื่อหัวใจดวงน้อย ๆ รู้สึกเจ็บปวดจนไม่อาจห้ามน้ำตาได้

ถึงจะยังเด็ก แต่เธอก็เข้าใจความหมายของผู้เป็นย่าดี เพียงแต่เธอยังทำใจยอมรับไม่ได้เท่านั้นเอง ว่าต่อจากนี้ไป เสียงหัวเราะและรอยยิ้มที่แสนอ่อนโยนของบิดามารดา จะเหลือเพียงความทรงจำที่ไม่อาจย้อนคืนได้อีกต่อไป ความทรงจำที่ไม่ว่าจะพยายามลบเท่าไหร่ ก็ไม่ได้ช่วยให้ลืมได้เลย

“โธ่ หลานรักของปู่”

ผู้เป็นปู่ยกมือขึ้นลูบแผ่นหลังของหลานสาวไปมาเบา ๆ อย่างปลอบโยน เขารู้ดีว่าการสูญเสียในครั้งนี้สร้างความเจ็บปวดให้เด็กคนนี้มากเหลือเกิน แต่จะทำอย่างไรได้ ในเมื่อเวลาไม่อาจย้อนกลับได้อีกแล้ว ถึงแม้อยากจะให้ทุกอย่างเป็นเพียงฝันร้าย ที่ตื่นขึ้นมาแล้วทุกอย่างกลับมาเป็นเหมือนเดิมก็ตาม

ครอบครัวของเขาเคยอยู่พร้อมหน้า รอยยิ้มและเสียงหัวเราะของลูกชายกับลูกสะใภ้ดังก้องอยู่ในความทรงจำ

ทว่า...ทุกอย่างก็เป็นเพียงความหวังของชายแก่คนหนึ่ง ที่ต้องยอมรับความจริงและก้าวเดินต่อไป ด้วยหน้าที่สำคัญคือการเลี้ยงดูทายาทเพียงคนเดียวของอติรุจน์และม่านฟ้าให้ดีที่สุด เท่าที่สองมือของปู่คนนี้จะทำได้

ข้างนอกห้อง เด็กชายรามสูรกำลังยืนฟังเสียงร้องไห้ของน้องน้อยอย่างเงียบงัน หัวใจที่เคยเย็นชาพลันเจ็บหนึบ สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปเล็กน้อย ก่อนจะตัดสินใจหันหลังเดินจากไป ทิ้งความตั้งใจที่จะมาเยี่ยมไว้ที่หน้าห้อง

“อาการทางร่างกายไม่หนักเท่าไหร่ครับ พักรักษาตัวอีกสองสามวันก็ออกจากโรงพยาบาลได้แล้ว แต่อาการทางใจค่อนข้างน่าเป็นห่วง”

เมื่อฟังมาถึงตรงนี้ แม่เลี้ยงเอื้องคำก็อดรู้สึกปวดแปลบในใจไม่ได้ ใบหน้าที่ยังคงอ่อนเยาว์ถึงแม้อายุจะล่วงเลยผ่านวัยห้าสิบไปแล้ว หันมองหลานสาวตัวน้อยที่นอนหลับตาพริ้มอยู่บนเตียงด้วยความรู้สึกสงสารจับใจ ในขณะที่พ่อเลี้ยงแสงหล้าได้แต่พยักหน้ารับคำบอกเล่าของคุณหมอเงียบ ๆ

“ในระหว่างที่พักรักษาตัว ผมแนะนำให้คุณปู่กับคุณย่าพาน้องออกไปเดินเล่นข้างนอกบ่อย ๆ หรือไม่ก็พาน้องไปที่ห้องสันทนาการนะครับ ที่นั่นมีพยาบาลคอยดูแลตลอดเวลา แล้วก็มีผู้ป่วยเด็กคนอื่น ๆ ด้วย”

“น้องอาจจะเจอเพื่อนใหม่ที่ทำให้รู้สึกดีขึ้นบ้างไม่มากก็น้อยครับ อาการป่วยทางร่างกายรักษาไม่นานก็หาย แต่อาการป่วยทางใจต้องใช้เวลา หมออยากให้คุณปู่กับคุณย่าเข้มแข็งนะครับ หมอเชื่อว่าน้องต้องดีขึ้นอยากแน่นอน”

“ขอบคุณคำแนะนำของคุณหมอมากนะครับ แล้วคุณหมอพอจะทราบไหมครับ ว่าใครเป็นคนช่วยหลานสาวของเราและพามาส่งที่โรงพยาบาล?”

หลังจากเอ่ยคำขอบคุณแล้ว พ่อเลี้ยงแสงหล้าก็เอ่ยถามเรื่องที่ตนเองอยากรู้ทันที เพราะจากคำบอกเล่าของพยาบาลที่คอยดูแลหลานสาวของเขา เธอบอกว่าคนที่พาหม่อนไหมมาส่งโรงพยาบาล เป็นครอบครัวหนึ่งที่บังเอิญขับรถผ่านมา ซึ่งหลังจากที่ส่งเด็กน้อยถึงมือหมอแล้ว ครอบครัวนั้นก็จากไปทันที

“ทราบครับ คนที่ช่วยหลานสาวของคุณปู่และพามาส่งที่โรงพยาบาลเป็นคุณหมอครับ ชื่อคุณหมอวายุ ปกติท่านประจำอยู่ที่โรงพยาบาลสาขาใหญ่ แต่เมื่อวานท่านเดินทางมาที่นี่เพื่อเข้าร่วมหน่วยแพทย์อาสา แล้วก็มาเจออุบัติเหตุพอดีครับ”

คำบอกเล่าของนายแพทย์หนุ่ม ทำให้พ่อเลี้ยงแสงหล้ารู้สึกขอบคุณและซาบซึ้งในน้ำใจของคุณหมอวายุมาก เพราะถ้าไม่ได้เขาช่วยพาหลานสาวมาส่งที่โรงพยาบาล เหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันอาจจะเกิดขึ้นกับหลานสาวตัวน้อยก็เป็นได้

“ถ้าผมอยากจะขอพบคุณหมอวายุได้ไหมครับ? ผมอยากขอบคุณเขาที่ช่วยพาหนูหม่อนมาส่งที่โรงพยาบาล”

“ตอนนี้ท่านน่าจะกำลังยุ่งอยู่ครับ เหตุการณ์ไฟป่าทำให้มีคนเจ็บจำนวนมาก ท่านเลยต้องยกเลิกการเข้าร่วมโครงการแพทย์อาสาในวันนี้ แล้วมาให้ความช่วยเหลือที่โรงพยาบาลแทน แต่ผมจะส่งเรื่องที่คุณปู่อยากพบท่านให้ท่านทราบแน่นอนครับ”

“ขอบคุณมาก ๆ นะครับคุณหมอ ขอบคุณมาก”

ชายชรายื่นมือไปจับมือคุณหมอหนุ่มไว้แน่นด้วยความซาบซึ้งใจ คุณหมอเองก็ส่งยิ้มให้เป็นการส่งท้าย และขอตัวไปตรวจคนไข้ต่อ

“น้องไม่อยากจะคิดเลยค่ะ ว่าถ้าไม่มีใครไปเจอหนูหม่อนป่านนี้แกจะเป็นยังไงบ้าง”

หลังจากที่คุณหมอหนุ่มเดินหายไปแล้ว แม่เลี้ยงเอื้องคำก็พูดขึ้นด้วยความรู้สึกซาบซึ้งในน้ำใจของคุณหมอวายุไม่ต่างกับสามี พ่อเลี้ยงแสงหล้านั่งลงข้าง ๆ ภรรยาคู่ชีวิตและจับมือของเธอขึ้นมากุมเอาไว้อย่างอบอุ่น

“ต่อจากนี้ เราต้องเป็นทั้งปู่ย่าและพ่อแม่ให้หนูหม่อน เราต้องเลี้ยงดูให้เขาเติบโตขึ้นมาเป็นเด็กดี เพื่ออติรุจน์ของเรานะคุณ สิ่งที่เกิดขึ้นอาจทำให้เราเจ็บปวดและเสียใจ แต่พี่อยากให้น้องเข้มแข็ง เพื่อหนูหม่อนนะ”

คำพูดของสามี ทำให้น้ำตาร้อนผ่าวเอ่อล้นดวงตาคู่งามของแม่เลี้ยงเอื้องคำ หัวใจของเธอเต็มไปด้วยความทุกข์ระทมจนแทบหายใจไม่ออก แต่ถึงอย่างนั้น มืออบอุ่นของคู่ชีวิตที่กำลังกุมมือกันไว้ ก็ทำให้แม่เลี้ยงตระหนักได้ว่า ต่อจากนี้ เธอต้องเข้มแข็ง แม้ลูกชายจะจากไปแล้ว แต่ยังมีหลานสาวเป็นตัวแทน

เธอจะต้องเลี้ยงดูหม่อนไหมให้เติบโตอย่างดีที่สุด เพื่อให้ลูกชายจากไปอย่างหมดห่วง

“น้องสัญญาว่าจะเข้มแข็งค่ะ เรามาช่วยกันเลี้ยงหนูหม่อนให้ดีที่สุด เพื่อลูกชายของเรากันนะคะ”

ผู้เป็นย่ายกมือขึ้นมาวางทาบทับลงบนมือใหญ่ของสามี ทั้งสองส่งยิ้มเพื่อให้กำลังใจกันและกัน การสูญเสียที่เกิดขึ้น ถึงแม้จะสร้างความเจ็บปวดให้เธอกับสามีมาก แต่เธอจะต้องผ่านมันไปให้ได้ เพื่อหลานสาวเพียงคนเดียว

༺❤︎༻

เช้าวันต่อมา

“พี่รามแน่ใจนะครับว่าจะไม่ขึ้นไปบนดอยด้วยกัน”

วายุเอ่ยถามลูกชายคนโตที่พยักหน้ารับด้วยรอยยิ้มสดใส เด็กชายเดินไปนั่งข้าง ๆ มารดาที่หรี่ตามองอย่างจับผิด แต่เขาก็ไม่เผยพิรุธใดให้จับได้เลย

เรื่องตีหน้าซื่อ รามสูรถือว่าเก่งที่สุดในบ้าน ต่างจากน้องสาวอย่างกอหญ้า ที่เมื่อถูกผู้เป็นแม่จ้องคาดคั้นทีไร ก็มักจะหลุดพูดความจริงออกมาเสมอ

“ไหนวันก่อนพี่รามบอกแม่แก้มว่าไปเยี่ยมน้องมานี่คะ? แล้วตั้งใจจะไปเลี้ยง เอ๊ย ดูแลน้องต่อไหมคะ ลูกชายสุดหล่อของแม่”

แก้มใสไม่ได้ถามเพียงอย่างเดียว แต่สองมือของเธอยังยกขึ้นมาบีบแก้มลูกชายพลางจับส่ายไปมาน้อย ๆ อย่างมันเขี้ยว สายตาที่จ้องมองเด็กชายเต็มไปด้วยความรักใคร่

ทำไมลูกชายของแม่แก้มยิ่งโต ยิ่งหล่อแบบนี้นะ หน้าเหมือนพ่อ จมูกและดวงตาเหมือนแม่ แต่รวม ๆ แล้วหน้าดันเหมือนพ่อมากกว่า แต่ไม่แปลกเลยที่ลูก ๆ จะหน้าเหมือนพ่อของเขา เพราะเธอรักพี่หมอวายุมากนี่นา

“เปล่าสักหน่อย พี่รามอยากไปเที่ยวต่างหาก ก็คุณย่าบอกว่าเชียงใหม่ที่เที่ยวเยอะ พี่รามเพิ่งเคยมาครั้งแรก ก็ต้องอยากเที่ยวเป็นธรรมดา”

คนหน้าตายบอกเหตุผล ที่ทำให้ผู้เป็นแม่พยักหน้ารับอย่างเห็นด้วย เพราะทุกปีพี่หมอจะชวนเธอเข้าร่วมโครงการแพทย์อาสา และหลังจากเสร็จสิ้นภารกิจ สามีก็มักพาเธอกับลูกไปเที่ยว โดยเฉพาะม่อนแจ่ม ที่เต็มไปด้วยสถานที่ท่องเที่ยวมากมาย ทั้งไร่ดอกลมหนาว ทุ่งดอกเวอร์บีนาสีม่วงสดใสตัดกับสีฟ้าคราม ทุกครั้งที่มาเยือน แก้มใสก็ยังคงประทับใจไม่รู้ลืม

“เอ๊ะ ตอนนั้นพ่อจำได้ว่าพี่รามอยากมาเรียนรู้การเป็นหมออาสา อยากลองขึ้นดอยลงเขา ไม่ใช่เหรอครับลูก? แล้วทำไมความตั้งใจของพี่รามถึงเปลี่ยนเป็นอยากเที่ยวไปได้ล่ะ? พ่อว่า ต้องมีอะไรผิดพลาดตรงไหนแน่ ๆ เลย”

คำท้วงติงของบิดา ทำให้เด็กชายรามสูรที่ยังตีหน้านิ่งไร้อารมณ์ลุกขึ้นยืนทันที แก้มใสเงยหน้ามองด้วยความแปลกใจ ลูกชายที่เมื่อกี้นั่งอยู่ดี ๆ ก็ลุกขึ้นทันที เอ๊ะ หรือจะเป็นเพราะฝีมือทำอาหารเช้าของเธอ ที่ใส่ผงปรุงรสมากเกินไป จนลูกมีอาการเหมือนเมาผงชูรสแบบนี้กันนะ?

“พี่รามไปก่อนนะครับ! เจไดกับเอเดนรอนานแล้ว”

เด็กชายวัยสิบสองขวบยกยิ้มให้บิดามารดาทิ้งท้าย ก่อนแสร้งหันไปหยิบกระเป๋ากับกล้องถ่ายรูป แล้วเดินออกจากบ้านพักไปทันที ทิ้งให้ผู้เป็นแม่มองตามแผ่นหลังกว้างของลูกชายไปด้วยความมึนงง ขณะที่วายุเผยรอยยิ้มบาง ๆ อย่างรู้ทันความคิดของเด็กหน้ามึน

“พี่รามไปเที่ยวแล้ว เราสองคนก็ไปเดตกันบ้างดีกว่า”

“อื้อ รอบนี้ขอเดตแบบหวาน ๆ เลยนะคะ แบบเลือดโชกเหมือนรอบที่แล้วไม่เอาแล้วนะ แก้มใสหัวใจจะวาย”

แก้มใสเอ่ยเย้าสามี พร้อมกับลุกขึ้นมาทิ้งตัวลงนั่งบนตักแกร่งอย่างออดอ้อน มือเล็ก ๆ พลันลูบคลำแผงอกกำยำ และเลื่อนต่ำลงมาช้า ๆ จนวายุต้องรีบจับมือซุกซนของเมียตัวน้อยเอาไว้ เมื่ออีกแค่เพียงนิดเดียว มือซนก็จะสัมผัสกับความใหญ่โตที่ซุกซ่อนอยู่ภายใต้กางเกงราคาแพงแล้ว

“เราต้องรีบไปรวมตัวกับคุณหมอคนอื่น ๆ แล้วนะคะ”

“ครึ่งชั่วโมงน้า~ แก้มใสขอแค่ครึ่งชั่วโมง รับรองว่ายังไงก็ทัน พี่หมอของแก้มใสเก่งอยู่แล้วนี่นา”

วาจาออดอ้อนของภรรยาแสนรักทำให้วายุลังเล แก้มใสจึงอาศัยจังหวะนั้นยื่นมือไปสัมผัสบางสิ่งที่แข็งขืนสู้มือเธอทันที ราวกับปลุกสัตว์ร้ายที่มีสัญชาตญาณดิบเถื่อนให้ตื่นขึ้น กว่าจะรู้ตัว เรียวปากร้อนผ่าวก็จรดลงบนกลีบปากจิ้มลิ้มของเธออย่างแผ่วเบาเสียแล้ว

บทก่อนหน้า
บทถัดไป