บทที่ 5 พี่ชายที่แสนดีของหนูหม่อน
เพราะต้องกลับไปจัดการงานศพของลูกชายและลูกสะใภ้ พ่อเลี้ยงแสงหล้าและแม่เลี้ยงเอื้องคำจึงจ้างพยาบาลพิเศษมาดูแลหลานสาวในช่วงที่ทั้งคู่ไม่อยู่
พยาบาลพิเศษคนนั้นชื่อช่อแก้ว เป็นคุณแม่ลูกหนึ่งที่สูญเสียสามีไปจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ เธอจึงเข้าใจความรู้สึกของเด็กน้อยดีว่า การต้องเผชิญกับการสูญเสียโดยไม่ทันตั้งตัวนั้นเป็นอย่างไร
“มื้อเช้าวันนี้ พี่ช่อซื้อปาท่องโก๋กับน้ำเต้าหู้ของโปรดหนูหม่อนมาฝากด้วยนะคะ”
เมื่อช่อแก้วเดินเข้ามาในห้อง เธอชูถุงปาท่องโก๋กับน้ำเต้าหู้ร้านดังให้หนูหม่อนตัวน้อยดู ความปรีดาแสนหวานผุดขึ้นในหัวใจที่กำลังเศร้าหมองของเด็กหญิง
ดวงตากลมโตมองของกินตรงหน้า พลันกลืนน้ำลายอย่างหักห้ามใจไม่อยู่ แม้จะเศร้าใจเพียงใด แต่หม่อนไหมก็ไม่เคยเมินเฉยความหิวได้เลยสักครั้ง
“อาหารผู้ป่วยรสชาติจืดชืดไปหน่อย หนูหม่อนอาจจะเบื่อเนอะ คุณย่าเลยบอกพี่ช่อว่าหนูหม่อนชอบทานน้ำเต้าหู้กับปาท่องโก๋มาก พี่ช่อก็เลยรีบตื่นแต่เช้าไปต่อแถวซื้อมาฝากหนูหม่อนค่ะ”
การเอาใจใส่ของช่อแก้ว ทำให้เด็กหญิงตัวน้อยที่เงียบมาตั้งแต่เมื่อวาน หลังจากคุณปู่กับคุณย่าต้องกลับไปจัดการธุระด่วน ยอมเงยหน้าขึ้นสบตากับเธอ ดวงตากลมโตเผยแววดีใจเล็กน้อย ก่อนจะจางหายไปอย่างรวดเร็ว แม้เป็นเช่นนั้น ช่อแก้วก็รู้สึกดีใจที่เด็กน้อยเริ่มตอบรับความใส่ใจของเธอ
“นี่ค่ะ มื้อเช้าของโปรดหนูหม่อน”
ช่อแก้ววางถาดปาท่องโก๋กับน้ำเต้าหู้ลงตรงหน้าคนป่วย ที่มองมื้อเช้าด้วยความรู้สึกหิว ก่อนที่มือเล็กจะยื่นไปหยิบปาท่องโก๋ขึ้นมากัดด้วยความเอร็ดอร่อย จนคนที่ตื่นเช้าไปต่อแถวซื้อแย้มยิ้มออกมาเล็กน้อยด้วยความเอ็นดู
เมื่อวานหนูหม่อนไม่ยอมทานมื้อเย็นเลย ไม่ว่าเธอจะพยายามหว่านล้อมเท่าไหร่ เด็กหญิงเอาแต่นอนมองเพดานอยู่คนเดียวเงียบ ๆ ก่อนจะหลับไปทั้งน้ำตา สร้างความกังวลใจให้พยาบาลสาวไม่น้อย
“อร่อยไหมคะ?”
พยาบาลคนสวยเอ่ยถามเด็กหญิงที่พยักหน้ารับน้อย ๆ ไม่นานหม่อนไหมก็จัดการกับปาท่องโก๋สี่ชิ้นหมดภายในเวลาอันรวดเร็ว มือเล็กที่เลอะน้ำมันยกแก้วน้ำเต้าหู้ขึ้นดื่มต่อด้วยความกระหาย รสชาติหวานละมุนลิ้น คละเคล้าไปกับกลิ่นใบเตยหอมกรุ่น ถูกใจเด็กน้อยตัวขาวคนนี้มาก ๆ เลย
“เก่งมากค่ะเด็กดีของพี่ช่อ มาค่ะ เดี๋ยวพี่ช่อเช็ดตัวให้นะ จะได้เปลี่ยนชุดใหม่กัน”
เธอบอกอย่างร่าเริง แล้วจัดการเก็บจานไปไว้ตรงมุมห้อง เพื่อรอให้แม่บ้านมาเก็บไปทำความสะอาด หลังจากนั้นก็กลับมาจัดการเช็ดตัวให้หนูหม่อนตัวจ้อยอย่างอ่อนโยน พร้อมกับเปลี่ยนชุดคนไข้ชุดใหม่ให้
“เราออกไปเดินเล่นข้างนอกกันไหมคะ? อากาศกำลังดีเลยน้า~ ไม่ร้อนมาก ลมก็เย็นสบาย หนูหม่อนจะได้รู้สึกสดชื่น พี่ช่อว่าอยู่แต่ในห้องจะอุดอู้เกินไปนะคะเด็กดี”
เมื่อเห็นว่าเด็กน้อยมีสีหน้าดีขึ้นกว่าเมื่อวาน พยาบาลสาวจึงเอ่ยชวน แต่หนูหม่อนกลับลังเล เพราะในใจเธออยากอยู่เงียบ ๆ เพียงลำพัง แต่อีกใจหนึ่งก็อยากออกไปนั่งเล่นในสวน เพื่อปล่อยใจให้ผ่อนคลายไปกับสายลมเหมือนกัน
หลังจากเงียบไปพักใหญ่ เด็กหญิงก็ค่อย ๆ พยักหน้าตอบตกลง ทำให้ช่อแก้วยิ้มกว้างด้วยความดีใจ แม้ตอนนี้เธอจะยังไม่ยอมพูดคุยมากนัก แต่นี่ก็ถือเป็นการเปิดใจที่ดีมากแล้ว
บรรยากาศด้านนอกวันนี้ อากาศดี ท้องฟ้าปลอดโปร่ง เมฆขาวลอยละล่อง ผีเสื้อสีขาวคู่หนึ่งโบยบินมาเกาะอยู่บนดอกไม้ดอกเล็กข้าง ๆ ทางเดิน พลันสายลมพัดมาวูบหนึ่ง ก็หอบพากลิ่นหอมของดอกแก้วลอยมาเตะจมูกเล็กให้รู้สึกหอมสดชื่น
เด็กน้อยในชุดผู้ป่วยหันไปมองสวนดอกไม้ ที่วันนี้ดูท่าว่าจะครึกครื้นเป็นพิเศษ ศาลาพักใจเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะของผู้ป่วยและครอบครัว ทำให้เจ้าตัวเล็กเผยรอยยิ้มออกมาบาง ๆ
“บรรยากาศข้างนอกดีเหมือนที่พี่ช่อบอกไหมคะ? ไปค่ะ เราไปนั่งเล่นในสวนดอกไม้กันดีกว่า ที่นั่นร่มรื่นมากน้า~ พี่ช่อชอบพาคนไข้มานั่งเล่นบ่อย ๆ หนูหม่อนรู้ไหม สวนดอกไม้นี้ท่านประธานเจ้าของโรงพยาบาลลงทุนจัดเองเลยนะคะ สวยใช่ไหมล่ะ”
“...อื้อ สวยค่ะ”
“เนอะ พี่ช่อก็ว่างั้นแหละ เพราะภรรยาท่านชอบดอกไม้น่ะค่ะ ท่านเลยจัดสวนไว้ให้ภรรยาเวลาที่มาเยี่ยมชมที่นี่”
ช่อแก้วเล่าถึงความเป็นมาของสวนดอกไม้ให้เด็กหญิงฟังอย่างอารมณ์ดี ขณะเข็นรถผู้ป่วยพาเธอไปนั่งเล่นในสวนดอกไม้ ที่เต็มไปด้วยดอกไม้นานาพรรณ คอยส่งกลิ่นหอมล่อผีเสื้อให้บินร่อนไปมา
หนูหม่อนจึงพลอยปล่อยใจที่กำลังรู้สึกโศกเศร้าไปกับสายลมเย็น ๆ ดวงตากลมโตจ้องมองสระน้ำเบื้องหน้าอย่างรู้สึกผ่อนคลาย ทว่า...ภาพของบิดามารดาในวันนั้นกลับแวบเข้ามาในหัว ทำให้เด็กน้อยอดหลั่งน้ำตาออกมาด้วยความคิดถึงไม่ได้
“ร้องไห้มาก ๆ ระวังจะไม่สวยนะ”
ในขณะที่กำลังจมดิ่งอยู่กับความเสียใจ จู่ ๆ เสียงของใครบางคนก็ดังขึ้นข้างกาย ทำให้เด็กที่กำลังร้องไห้สะอึกสะอื้นเงยหน้าขึ้นมอง คนที่นั่งอยู่บนม้านั่งด้วยท่าทีสบาย ๆ ทันที
ดวงอาทิตย์ยามเช้าที่เพิ่งสาดแสงลงบนใบหน้าหล่อของพี่ชายตรงหน้า ทำให้หนูหม่อนเบิกตากว้างด้วยความตกใจ
“พี่ชาย!”
เสียงเล็กร้องเรียกคนข้างกายอย่างตกใจปนยินดี ความรู้สึกซาบซึ้งและตื้นตันใจผุดขึ้นในหัวใจดวงน้อย เมื่อในที่สุดเธอก็ได้พบกับเขา พี่ชายที่เคยช่วยชีวิตเธอในวันนั้น
หม่อนไหมยังจำอ้อมกอดแสนอบอุ่นของพี่ชายได้ดี กอดที่ช่วยปลอบประโลมความหวาดกลัวให้คลายลง ก่อนที่เธอจะหมดสติไป
“พี่ชายนึกว่าน้องจะจำกันไม่ได้ซะแล้ว”
น้ำเสียงอ่อนโยนเอ่ยขึ้น พร้อมกับมือใหญ่ที่ยื่นมาเช็ดคราบน้ำตาบนแก้มเนียนให้อย่างเบามือ รอยยิ้มอ่อนโยนที่ไม่ค่อยมีใครได้เห็น ถูกส่งไปให้น้องน้อยข้างกายด้วยความจริงใจ
“ถ้าพี่ให้อมยิ้ม เด็กดีจะหยุดร้องไห้ไหมคะ?”
พี่ชายวัยสิบสองถามน้องเสียงเบา ขณะที่ม่านน้ำปรากฏขึ้นปกคลุมดวงตาคู่งามอีกครั้ง ราวกับพร้อมจะหลั่งรินออกมาได้ทุกเมื่อ คนน้องรีบหันหน้าไปอีกทาง พลางยกมือป้อม ๆ เช็ดหยาดน้ำตาที่ไหลอาบแก้ม พร้อมกับพยายามเตือนใจตัวเองว่า อย่าร้องไห้ อย่าร้องไห้ออกมาเด็ดขาด
“หนูหม่อนคิดว่า...คิดว่าจะไม่ได้เห็นหน้าพี่ชายอีกแล้ว ขอบคุณนะคะที่ช่วยหนูหม่อน ถ้าไม่มีพี่ชายหนูหม่อนคง-อ๊ะ”
น้องน้อยยังพูดไม่ทันจบประโยค อมยิ้มรสนมหอมหวานก็ถูกยัดเข้ามาในปากเล็กจิ้มลิ้มเสียแล้ว เด็กหญิงได้แต่กะพริบตาปริบ ๆ มองพี่ชายด้วยความงุนงง ขณะที่คนขี้แกล้งอมยิ้มน้อย ๆ ด้วยความพึงพอใจ เมื่อน้องยอมกินอมยิ้มที่เขาซื้อมาฝาก
“ถ้าไม่มีพี่ชาย หนูหม่อนคงไม่ได้กินอมยิ้มรสนมของโปรดพี่ชายแล้วนะ รู้ไหม?”
“หนูหม่อนไม่ได้อยากกินสักหน่อย”
“แล้วที่อยู่ในปาก ใช่อมยิ้มของพี่ชายไหมคะ?”
“หนูหม่อนคืนให้ก็ได้ค่ะ!”
เมื่อถูกทักท้วง มือป้อมก็ยื่นอมยิ้มคืนให้คนที่มองกันด้วยสายตาไม่อยากจะเชื่อ ว่าเธอกล้าคืนอมยิ้มที่กินแล้วได้อย่างง่ายดาย รอยยิ้มบาง ๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของรามสูร ขณะยื่นใบหน้าหล่อเหลาแต่เด็กเข้าไปใกล้ ๆ น้องตัวเล็ก
พลันหัวใจดวงน้อยของเด็กหญิงพลันเต้นแรง ใบหน้าเล็กแดงซ่านอย่างไม่รู้ตัว ความโศกเศร้าก่อนหน้านี้ถูกแทนที่ด้วยความเขินอาย ก่อนที่เจ้าตัวเล็กจะหลบสายตาอ่อนโยนของรามสูรด้วยการหลุบตาลงมองพื้นหญ้าอย่างเขิน ๆ
“พี่ชายให้แล้วไม่เอาคืนค่ะ อมยิ้มแท่งนี้พี่ชายตั้งใจซื้อมาฝากหนูหม่อนต่างหาก”
น้ำเสียงอบอุ่นทำให้หม่อนไหมค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นสบตาพี่ชายใจดีที่ช่วยชีวิตเธอเอาไว้อีกครั้ง
“ซื้อมาฝากแค่แท่งเดียวเหรอคะ?”
“แท่งเดียวที่ไหน หลายแท่งเลยต่างหาก นี่ค่ะ ช่ออมยิ้มช่อใหญ่สำหรับหนูหม่อนเด็กดี”
อมยิ้มช่อใหญ่ถูกยื่นมาตรงหน้าเด็กหญิงที่เบิกตากว้างด้วยความตื่นเต้น หัวใจของเด็กน้อยหวานละมุนไปด้วยความปีติ รอยยิ้มตรงมุมปากกว้างขึ้น ก่อนจะยื่นมือไปรับอมยิ้มช่อใหญ่มาถือด้วยความดีใจ
รามสูรจ้องมองใบหน้าเปื้อนยิ้มของเด็กน้อย ก่อนที่หัวใจของเขาจะอบอุ่นขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก น้องน้อยตรงหน้าเหมาะกับรอยยิ้มกว้าง ๆ มากกว่าน้ำตาและความเศร้าเสียอีก
“เวลาที่หนูหม่อนเสียใจ พี่ชายอยากให้หนูหยิบอมยิ้มขึ้นมากินนะคะ ความหวานจากอมยิ้มจะช่วยให้ความเจ็บปวดมันค่อย ๆ หายไป อย่าร้องไห้เลยเด็กดี พี่เชื่อว่าคุณพ่อกับคุณแม่ที่อยู่บนฟ้า ก็อยากเห็นหนูยิ้มมากกว่า”
“ฮึก...”
“สัญญากับพี่ได้ไหม? ว่าต่อจากนี้หนูหม่อนจะไม่ร้องไห้งอแง แล้วจะยิ้มกว้าง ๆ ให้พี่ดู”
“ถะ-ถ้าหนูหม่อนสัญญา อึก สัญญาว่าจะเลิกร้องไห้และยิ้มกว้าง ๆ ตามที่พี่ชายบอก พี่ชายจะซื้ออมยิ้มมาให้หนูหม่อนอีกไหมคะ”
“แน่นอนค่ะ พี่ชายจะซื้ออมยิ้มมาฝากทุกวันเลย จนกว่าหนูหม่อนจะออกจากโรงพยาบาล”
“อื้อ! สัญญานะคะ”
นิ้วก้อยเล็กของเด็กน้อยยื่นออกมาขอคำมั่นสัญญาจากพี่ชายใจดีของเธอ รามสูรยิ้มอย่างจริงใจ ก่อนจะเกี่ยวนิ้วก้อยของตัวเองกับของเด็กตรงหน้าอย่างนุ่มนวล
หนูหม่อนตอบกลับด้วยรอยยิ้มสดใสเจิดจ้า อ่อนหวานเหมือนดอกไม้ที่กำลังผลิบานอย่างบริสุทธิ์
“หนูหม่อนสัญญาค่ะพี่ชาย ต่อจากนี้ไปหนูหม่อนจะยิ้มกว้าง ๆ พ่อกับแม่ที่อยู่บนฟ้าจะได้สบายใจ”
เด็กหญิงให้คำมั่นสัญญาแก่พี่ชายที่ช่วยชีวิตเธอด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ถึงแม้เธอจะยังเป็นเด็กน้อยไร้เดียงสา แต่ก็รู้ดีว่าตัวเองไม่อาจจมอยู่กับน้ำตาและความเศร้าเสียใจได้อีกต่อไป
สิ่งที่จะทำให้พ่อกับแม่ที่คอยมองเธอจากบนฟ้ามีความสุขที่สุด ก็คือรอยยิ้มสดใสของเธอนี่แหละ
รามสูรคอยดูแลและอยู่เป็นเพื่อนน้องน้อยทั้งวัน จนกระทั่งถึงเวลาเข้านอน พี่ชายคนเก่งก็ยอมเล่านิทานให้น้องฟังตามคำขออย่างไม่อิดออด
น้ำเสียงอ่อนโยนที่กำลังเล่านิทาน ราวกับเสียงดนตรีที่ขับกล่อมให้ดวงตากลมโตค่อย ๆ ปิดลงและเข้าสู่ห้วงนิทรา
มือเล็กยังคงเกาะกุมฝ่ามือที่ใหญ่กว่าไม่ยอมปล่อย จนเด็กชายต้องประทับริมฝีปากลงบนหน้าผากมนอย่างแผ่วเบา เพื่อบอกให้เจ้าตัวเล็กคลายความกังวลลง
และจงฝันดีในค่ำคืนนี้
