บทที่ 6 ความสุขของเจ้าหญิงตัวน้อย
เช้าวันต่อมา
โรงพยาบาล N
แววตาเศร้าสร้อยของเด็กน้อยในเช้านี้ ทำให้ช่อแก้วรู้สึกเป็นห่วงไม่น้อย เพราะเมื่อวานหลังจากที่หลานชายท่านประธานโรงพยาบาล ที่ช่วยเธอไว้จากอุบัติเหตุแวะมาเล่นเป็นเพื่อนทั้งวัน รอยยิ้มที่ช่อแก้วคิดว่าคงไม่มีโอกาสได้เห็น กลับเผยขึ้นอย่างง่ายดาย
“ข้าวต้มหมูอร่อยมาก ๆ เลยน้า~ หนูหม่อนทานหน่อยนะคะคนดี”
น้ำเสียงอ่อนโยนเอ่ยบอกเด็กที่ยังคงเหม่อมองไปทางประตูห้อง ราวกับว่ากำลังรอคอยการมาของใครบางคน
ช่อแก้วเองก็ไม่รู้ว่าวันนี้คุณรามสูรจะมาเล่นกับน้องสาวตัวน้อยอีกไหม เพราะหลังจากที่เด็กหญิงหลับไปแล้ว เด็กชายก็เดินออกไปเงียบ ๆ โดยที่ไม่ได้บอกหรือฝากข้อความอะไรถึงน้องเลยแม้แต่น้อย
“วันนี้พี่ชายไม่มาเหรอคะ?”
เมื่อถามออกไปแล้ว ปลายจมูกก็พลันตีบตัน ในลำคอราวกับมีอะไรบางอย่างกลั้นอยู่ให้ยิ่งทรมาน สุดท้ายเด็กหญิงก็ต้องอดทนต่อความเสียใจ แล้วออกแรงสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ พร้อมกับหยิบช้อนขึ้นมาตักข้าวต้มหมูที่ส่งกลิ่นหอมยั่วน้ำลายเข้าปาก
ในใจของเธอพยายามบอกตัวเองว่าไม่เป็นไร เธอจะต้องไม่ร้องไห้เพราะให้สัญญากับพี่ชายเอาไว้แล้วว่า จะเข้มแข็งและจะยิ้มทุกวัน เพื่อให้พ่อกับแม่มีความสุข แต่สุดท้ายก็ต้องผิดคำสัญญาจนได้ คนป่วยก้มหน้าลงปล่อยให้หยดน้ำตาไหลลงมาอย่างไม่อาจหักห้าม
แกรก
แอด
เสียงประตูที่เปิดเข้ามา ทำให้หม่อนไหมที่กำลังก้มหน้าร้องไห้เงยหน้าขึ้นมองผู้มาเยือนทันที ขนตายาวราวกับปีกผีเสื้อขยับเบา ๆ ไล่หยดน้ำตาให้กลิ้งหล่นบนแก้มเนียน
แววตาหม่นเศร้าก่อนหน้านี้สุกใสเป็นประกายอย่างดีใจ เมื่อคนที่เฝ้ารอ ยืนอยู่ตรงหน้าเธอแล้ว
“พี่ชาย!!”
เพียงได้เห็นหน้าพี่ชาย เด็กน้อยก็ยิ้มกว้างอย่างดีใจ แล้วกระโดดลงจากเตียงคนไข้ทันที ท่ามกลางความตกใจของช่อแก้ว
เด็กแสบในชุดผู้ป่วยวิ่งเข้าไปหารามสูร ซึ่งย่อตัวลงรับร่างป้อมเข้าสู่อ้อมกอดอย่างอ่อนโยน พร้อมรอยยิ้มกว้างบนหน้า
ในวินาทีนั้น หม่อนไหมรู้สึกเหมือนหัวใจกลับมาเบิกบานอีกครั้ง...ความเศร้าเสียใจที่กอดรัดหัวใจมาหลายวันเหมือนถูกแทนที่ด้วยแสงแดดอุ่นละมุน และต้นเหตุของแสงสว่างนั้น ก็คือพี่ชายแสนดีของเธอคนนี้
“ร้องไห้ทำไมคะเด็กขี้แย? ไหนหนูหม่อนสัญญากับพี่ชายแล้วว่าจะไม่ร้องไห้”
สองมือยกขึ้นลูบหลังเล็กอย่างปลอบโยน ปากก็เอ่ยถามน้อง ที่เอาแต่ซบหน้าลงบนไหล่กว้างของพี่วัยสิบสองขวบ สองมือเล็กที่โอบรอบคอพี่ชายอยู่ก็ค่อย ๆ ขยับขึ้นมาเช็ดหยดน้ำตาอุ่น ๆ บนใบหน้าของตัวเองจนหมดจด
“นะ-หนูหม่อนเปล่าร้องไห้สักหน่อย”
เมื่อเช็ดน้ำตาจนไม่หลงเหลือคราบแล้ว เด็กแสบก็เงยหน้าขึ้นมาสบตากับพี่ชายอย่างสดใส เหมือนจะบอกว่า...
เมื่อกี้หนูหม่อนไม่ได้ร้องไห้สักหน่อย!
รามสูรแอบซ่อนแววขบขันในดวงตา พลางแสร้งทำหน้าจนใจ เมื่อนัยน์ตากลมใสของน้องสาวเปล่งประกายเจ้าเล่ห์อย่างใสซื่อและไร้เดียงสา ราวกับพยายามกลบเกลื่อนหยดน้ำตาที่เพิ่งรินไหลเมื่อครู่
“ไม่ร้องก็ไม่ร้องค่ะ แต่ทำไมเด็กดีถึงตาแดงล่ะคะ?”
รามสูรเอ่ยถามด้วยสีหน้าจริงจัง แต่เสียงที่กลั้วหัวเราะฟังดูอ่อนโยนจนเด็กน้อยหวั่นใจ กลัวเหลือเกินว่าพี่เขาจะรู้ทัน ว่าเธอเพิ่งแอบร้องไห้ไป
“พี่ชาย หนูหม่อนไม่ได้ร้องไห้จริง ๆ นะคะ”
หนูน้อยไม่รู้เลยว่าน้ำเสียงจริงจังที่บอกปฏิเสธเขาอย่างแข็งขัน ไม่สามารถปกปิดดวงตาบวมช้ำเอาไว้ได้เลย
“โอเคค่ะ ไม่ร้องก็ไม่ร้อง”
รามสูรไม่เซ้าซี้สาวน้อยแก้มแดงให้รู้สึกอึดอัดใจอีกต่อไป เขาอุ้มน้องขึ้นมาแนบอกอย่างเบามือ แล้วพาไปวางนั่งบนเตียงคนไข้ ก่อนจะเหลือบมองถ้วยข้าวต้มหมูที่แทบไม่พร่อง จากนั้นไม่นาน เจได ลูกน้องของผู้เป็นพ่อที่รับหน้าที่ดูแลเขาก็เดินเข้ามาพร้อมกล่องอาหารในมือ ชายหนุ่มยื่นส่งให้ช่อแก้วที่รีบรับไปจัดแจงทันที
“วันนี้พี่ชายทำมื้อเช้ามาฝากหนูหม่อนด้วยนะคะ”
“จริงเหรอคะ เย่ เย่ เย่! หนูหม่อนไม่ต้องกินข้าวต้มหมูแล้ว~”
หม่อนไหมร้องขึ้นด้วยความดีใจ เมื่อพยาบาลคนสวยเข็นโต๊ะอาหารสำหรับผู้ป่วยที่เต็มไปด้วยเมนูน่าทานมาตรงหน้า เด็กน้อยเบิกตากว้าง แววตาเปล่งประกายสดใสจนเผลอทำให้หัวใจของรามสูรรู้สึกอบอุ่นขึ้นอย่างประหลาด
“มื้อเช้าของหนูหม่อนวันนี้ มีไข่เจียวยัดไส้กับข้าวผัดกุ้ง ถึงพี่ชายจะทำกับข้าวไม่เก่ง แต่พี่ชายตั้งใจทำมื้อเช้าให้หนูหม่อนสุดฝีมือเลยนะคะ”
เด็กชายวัยสิบสองขวบเอ่ยกับน้องตัวเล็กด้วยน้ำเสียงจริงจัง แววตาที่สบกับดวงตากลมโตเต็มเปี่ยมไปด้วยความจริงใจ จนทำให้เด็กน้อยค่อย ๆ คลี่ยิ้มบางด้วยความซาบซึ้งใจ จากนั้นมือเล็กก็เอื้อมหยิบช้อนขึ้นมาตักข้าวผัดคำโตส่งเข้าปาก คนทำได้แต่นั่งยิ้มมองน้องด้วยแววตาเอ็นดู
“กับข้าวฝีมือพี่ชายอร่อยที่สุดเล้ย~”
เด็กน้อยเอ่ยชมฝีมือของพี่ชายแก้มตุ่ย พลันเคี้ยวข้าวด้วยความเอร็ดอร่อย โดยมีพี่ชายวางแก้วน้ำส้มคั้นที่เขาลงมือคั้นเองกับมือข้าง ๆ จานข้าวของน้อง
“ค่อย ๆ ทานนะคะ เดี๋ยวจะสำลัก”
ตัวแสบพยักหน้ารับคำอย่างว่าง่าย แล้วจัดการกับอาหารตรงหน้าจนหมดเกลี้ยง พยาบาลสาวยิ้มกว้างอย่างดีใจ เพราะตั้งแต่ดูแลเด็กคนนี้มา นี่เป็นครั้งแรกเลยที่หนูหม่อนทานเยอะขนาดนี้ ถึงแม้ช่อแก้วจะเพิ่งมารับหน้าที่ดูแลเด็กน้อยตอนที่พ่อเลี้ยงแสงหล้ากับแม่เลี้ยงเอื้องคำต้องกลับไปจัดงานศพ แต่ก็รู้สึกผูกพันกับหม่อนไหมไปแล้วแบบไม่รู้ตัว
แต่ท่านทั้งสองก็บอกกับช่อแก้วไว้แล้วว่าหลานสาวของพวกท่านไม่ค่อยทานอาหาร ช่อแก้วจึงรับหน้าที่ดูแลอย่างเต็มที่ พร้อมซื้ออาหารเช้าที่เป็นของโปรดของเด็กหญิงมาให้ด้วย
เธอสัญญาว่าจะดูแลหม่อนไหมให้ดีที่สุด ถึงแม้ว่าความใส่ใจของช่อแก้วอาจยังไม่เท่าคุณหนูรามสูรที่ดูแลด้วยใจและเอาใจใส่ทุกอย่าง แต่เธอก็รู้สึกดีใจมากที่ได้เห็นใบหน้าหมองเศร้าของหนูน้อยหม่อนไหมในวันแรกค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นรอยยิ้มสดใส
“ทานมื้อเช้าเรียบร้อยแล้ว ก็ได้เวลาพาหนูหม่อนออกไปเดินเล่นย่อยอาหารแล้วค่ะ”
เจ้าของชื่อยิ้มรับด้วยความดีใจ เมื่อได้ยินว่าพี่ชายจะพาเธอออกไปเดินเล่นข้างนอก
“วันนี้พี่ชายจะเล่นเป็นเพื่อนหนูหม่อนทั้งวันใช่ไหมคะ?”
สาวน้อยแก้มแดงมองหน้าพี่ชายอย่างรอคอยคำตอบ หัวใจของเธอสั่นไหวเล็กน้อย เมื่อเห็นรามสูรเงียบไปนาน มือเล็กจึงยื่นมาจับมือเขาเอาไว้ พร้อมกับมองคนพี่อย่างออดอ้อน
การกระทำของน้องทำให้กระแสคลื่นบางอย่างไหลวนกระทบกลางใจเด็กชายรามสูรอย่างไร้สุ้มเสียง บรรยากาศรอบตัวจึงเต็มไปด้วยความอบอุ่น
“ใช่ค่ะ วันนี้พี่ชายจะอยู่เล่นกับหนูหม่อนทั้งวัน จนกว่าหนูหม่อนจะเข้านอนเลยดีไหมคะ?”
“เย่ เย่ ขอบคุณค่ะพี่ชาย หนูหม่อนดีใจที่สุดเลย~”
หม่อนไหมเงยหน้าขึ้นมองพี่ชายคนดีด้วยดวงตากลมใส ก่อนจะยิ้มบาง ๆ ออกมาอย่างซื่อตรง เธอดีใจมากที่มีเขาคอยอยู่เป็นเพื่อนเล่นเคียงข้างกันในวันที่กำลังเศร้าโศกเสียใจ
“ไปค่ะ เราออกไปข้างนอกกันดีกว่า”
ทันทีที่ได้ยินคำชวน เด็กน้อยก็ยิ้มกว้าง ก่อนจะยกแขนขึ้นอย่างรู้งาน รามสูรหัวเราะเบา ๆ พลางช้อนตัวน้องลงมานั่งบนรถเข็นอย่างทะนุถนอม แล้วจึงค่อย ๆ เข็นพาเธอออกไปยังลานกว้างด้านนอกโรงพยาบาล
༺❤︎༻
อากาศในเช้าวันนั้นยังสดใสเช่นเดิม แสงแดดอ่อน ๆ อาบไล้ดวงหน้าเล็กที่เงยหน้ารับลมอย่างมีความสุข
ทว่า เมื่อเด็กชายเข็นน้องสาวมาถึงสนามเด็กเล่น ที่เธอชอบจ้องมองผ่านหน้าต่างอยู่บ่อย ๆ จู่ ๆ ท้องฟ้าที่เคยปลอดโปร่งกลับค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสีหม่นอย่างน่าแปลกใจ
ไม่ทันไรก็มีละอองฝนตกลงมา ราวกับฟ้ากำลังร้องไห้ รามสูรเงยหน้ามองท้องฟ้า แล้วรีบมองหาที่หลบฝนให้น้องตัวเล็กโดยไม่รีรอแม้แต่วินาทีเดียว ก่อนที่เขาจะเหลือบไปเห็นบ้านสายรุ้งที่ตั้งอยู่ใจกลางสนามเด็กเล่น เด็กวัยสิบสองขวบก็รีบอุ้มน้องมาไว้ในอ้อมแขน แล้วพาเธอวิ่งขึ้นไปหลบฝนบนบ้านของเล่นหลังน้อยทันที
“พี่ชายหนูหม่อนกลัว กรี๊ดดด!!”
เสียงฟ้าร้องดัง เปรี้ยง ฟาดผ่าลงมาครั้งแล้วครั้งเล่า ไม่นานสายฝนก็เทกระหน่ำลงมาอย่างหนัก หม่อนไหมได้แต่ยกมือขึ้นปิดหูเอาไว้ด้วยความรู้สึกหวาดกลัว วงแขนเล็กของรามสูรค่อย ๆ โอบรั้งน้องน้อยเข้ามาแนบชิด พลางลูบแผ่นหลังเล็กที่ยังสั่นไหวเบา ๆ อย่างอ่อนโยนเพื่อปลอบใจ
“ไม่ต้องกลัวนะคะเด็กดี พี่ชายอยู่ตรงนี้แล้ว”
คำพูดปลอบประโลมที่แสนอ่อนโยนค่อย ๆ แทรกซึมเข้าไปในหัวใจดวงน้อยให้รู้สึกอุ่นซ่านไปทั้งดวง เด็กตัวเล็กค่อย ๆ คลายความหวาดกลัวและเอียงศีรษะเล็กซบไหล่พี่ชายในที่สุด
“ระหว่างรอฝนซา พี่ชายเล่านิทานให้ฟังดีไหมคะ?”
คำพูดแผ่วเบาของรามสูร ทำให้หม่อนไหมที่กำลังหลับตาเพราะความกลัว ค่อย ๆ ลืมตาขึ้นช้า ๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองเสี้ยวหน้าพี่ชายที่หันกลับมาสบตากับเธออย่างอ่อนโยน
“ไม่เอานิทานเรื่องเมื่อวานนะคะ พี่ชายเล่ามาสามรอบ จนหนูหม่อนจำได้หมดแล้วค่ะ”
รอยยิ้มกว้างค่อย ๆ หุบลงทันที เมื่อถูกน้องว่าเข้าให้ เรื่องที่เขาเล่านิทานเรื่องเดิมให้เธอฟังก่อนนอนถึงสามรอบ ซึ่งตอนนั้นเขาคิดอะไรไม่ออกจริง ๆ นิทานที่เคยเล่าให้กอหญ้าฟังก่อนนอน เขาก็ลืมไปหมดแล้ว เพราะไม่ได้สนใจที่จะจำมากนัก
รามสูรจำได้เพียงเรื่องเดียวที่แม่แก้มชอบเล่าให้ฟังก่อนนอนเท่านั้น ส่วนเหตุผลที่เขาจำได้ขึ้นใจ คงเป็นเพราะว่าแม่เล่าเรื่องเดิมให้เขากับน้องสาวฟังแทบทุกวัน แต่ก็มารู้ทีหลังว่าเหตุผลที่แม่เล่าเรื่องเดิม ๆ ให้เขากับน้องสาวฝาแฝดฟังทุกวัน เป็นเพราะว่าช่วงนั้นเราสองพี่น้องทะเลาะกันบ่อย แถมยังชอบหยุมหัวกันจนแทบหลุด
“ไม่ใช่เรื่องเดิมแน่นอนค่ะ เรื่องนี้เรื่องใหม่ล่าสุด หนูหม่อนยังไม่เคยฟังแน่ ๆ”
แววตาของคนน้องฉายแววตื่นเต้นขึ้นมา เมื่อคนพี่บอกว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหม่ล่าสุด ซึ่งใหม่ที่ว่านี้ก็เพราะรามสูรคิดขึ้นมาเองและกำลังเรียบเรียงเนื้อเรื่องอยู่ในหัวตอนนี้เลย
“เรื่องนี้ชื่อว่า คำอธิษฐานของเจ้าหญิงตัวน้อย”
“เอ๋?”
“กาลครั้งหนึ่ง เมื่อนานมาแล้ว...”
รามสูรเริ่มเล่านิทานที่เขาแต่งขึ้นเองด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล เรื่องราวพรั่งพรูออกมาอย่างไหลลื่น ราวกับเขาเตรียมไว้ในใจตั้งแต่ตอนที่สัญญากับน้องว่าจะเล่านิทานให้ฟัง เสียงของเด็กชายอ่อนโยนเหมือนท่วงทำนองของดนตรีขับกล่อม ดวงตากลมโตของหนูหม่อนจึงค่อย ๆ ปิดลงช้า ๆ ก่อนจะเข้าสู่ห้วงนิทรา
และในเสี้ยววินาทีก่อนที่เปลือกตาจะปิดสนิท หม่อนไหมยังจำได้ว่าเขาหันมาถามเธอว่า ถ้าเธอเป็นเจ้าหญิง เธออยากขอพรอะไรจากดวงดาว?
แม้เด็กน้อยจะไม่ได้ตอบออกมา แต่ในใจกลับพร่ำขอพรเงียบ ๆ ว่า...
ขอให้พี่ชายอยู่เคียงข้างเธอตลอดไป
“อ้าว หลับซะแล้ว หรือนิทานที่เราแต่งจะไม่สนุกหว่า?”
เด็กชายรามสูรพึมพำเสียงเบา เมื่อเขาเล่านิทานยังไม่จบ แต่น้องดันหลับไปก่อนแล้ว มือใหญ่พลันยกขึ้นลูบผมนุ่มของน้องเบา ๆ ด้วยความเอ็นดู พร้อมกับนึกถึงนิทานที่ตนเพิ่งเล่าจบไป
ถ้าเขาเป็นเจ้าชายในนิทาน คงอธิษฐานขอพรต่อดวงดาวให้เจ้าหญิงน้อยของเขาใช้ชีวิตอย่างมีความสุขและมีรอยยิ้มในทุกวัน
รอยยิ้มละมุนละไมปรากฏขึ้นบนใบหน้าหล่อเหลาของหนุ่มน้อย ที่กำลังเหม่อมองสายฝนโปรยปราย ด้วยหัวใจที่อบอุ่นกรุ่นไปด้วยความรู้สึกบางอย่าง ซึ่งเขาเองก็ตอบไม่ได้เช่นกันว่าความรู้สึกนี้มีชื่อเรียกว่าอะไร
