บทที่ 10 บทที่ 4 คนปากจัดต้องโดนลงโทษ 1
พาร์ทชรัน
(11.25 PM)
ผมกำลังจะวางโทรศัพท์มือถือไว้บนโต๊ะข้างเตียงเพื่อนอนหลับพักผ่อนหลังจากทำงานมาทั้งวันอีกทั้งช่วงหัวค่ำก็ยังออกกำลังกายเรียกเหงื่อไปไม่น้อย ตอนนี้ร่างกายของผมจึงต้องการการพักผ่อนเป็นอย่างมากแต่ผมกลับต้องยกโทรศัพท์ขึ้นมาดูอีกครั้งเมื่อสมาร์ทโฟนเครื่องหรูส่งเสียงร้องเพราะมีสายเรียกเข้า และเมื่อเห็นว่าเป็นใครโทรมาผมจึงกดรับสายทันทีเพราะไม่บ่อยนักที่เลขาของผมจะโทรมาหาในเวลาแบบนี้ถ้าไม่มีเรื่องด่วนจริงๆ แต่เมื่อกดรับสายคิ้วเข้มของผมก็ขมวดมุ่นจนแทบจะผูกโบได้
เสียงหวานอันคุ้นเคยที่ฟังยังไงก็รู้ว่าเป็นเสียงของคนเมากรอกเสียงมาตามสายแข่งกับเสียงดนตรีที่ดังเล็ดลอดเข้ามาให้รู้สึกรำคาญหูไม่น้อย
“ฮัลโหล! คุณอยู่ไหน ออกมาหาฉันหน่อยยยย ที่ Heaven Blessing”
เสียงของพิมพ์นาราพูดขึ้นมาทันทีก่อนที่ปลายสายอย่างผมจะทันได้พูดอะไรออกไปเสียอีก
“นี่คุณกำลังเมาอยู่เหรอคุณพิมพ์” ผมถามกลับทันทีอย่างสงสัยเพราะเธอไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อนเลยสักครั้ง
“อืออออ ด่วน! ด่วนๆ เข้าจายม้ายยยย ฮึ”
“ด่วนอะไรผมกำลังจะเข้านอน แล้วนี่คุณอยู่กับใคร”
เสียงยานครางของคนเมาทำเป็นเข้มใส่ผมอย่างข่มขู่แต่ผมก็ไม่ถือสาอะไรแล้วก็อดไม่ได้ที่จะถามกลับด้วยความเป็นห่วง แต่ดูเหมือนเธอจะไม่สนใจคำถามของผมเลยสักนิด
“สิบนาที ห้ามเลทไม่งั้นหักเงิน!”
“เดี๋ยว!”
เธอสั่งเสร็จก็กดตัดสายไปทันที แถมพอผมกดโทรกลับไปเธอยังไม่ยอมรับสายอีกต่างหาก
สายตัดไปโดยที่ผมยังไม่ทันถามเธอให้รู้เรื่องดีเลย แต่จะทำเมินไม่สนใจแล้วเข้านอนก็ไม่ได้เพราะตั้งแต่ทำงานร่วมกับเธอมาผมยังไม่เคยเห็นเธอเมาแล้วทำพฤติกรรมแบบนี้มาก่อนเลยสักครั้ง ตอนนี้ก็ดึกแล้วไม่รู้ว่าเธออยู่คนเดียวหรืออยู่กับใครถึงได้กล้าโทรเรียกผมออกไปแบบนี้
ผมเรียบเรียงความคิดของตัวเองไม่ถึงหนึ่งนาทีด้วยซ้ำ ในที่สุดก็รีบเปลี่ยนชุดแล้วคว้ากุญแจรถออกไป ยังไงเธอก็เป็นผู้หญิงแถมเมาหนักขนาดนั้น แล้วอีกอย่างผมก็รู้จัก Heaven Blessing เป็นอย่างดีเพราะผมก็ไปสังสรรค์กับเพื่อนหรือลูกค้าที่นั่นบ้างเป็นบางครั้งบางคราว อีกทั้งไนต์คลับนั่นก็อยู่ไม่ไกลจากคอนโดมิเนียมของผมมากนักเพราะฉะนั้นไปดูเธอหน่อยก็ไม่เสียหายอะไร
เมื่อผมไปถึงไนต์คลับและเดินเข้าไปด้านใน ตอนแรกผมก็ไม่เห็นเธอหรอกเพราะแสงไฟในนี้ค่อนข้างสลัวแถมยังมีไฟสีอื่นคอยสาดไปสาดมาให้แสบตาอีก แต่แล้วสายตาของผมก็ไปสะดุดอยู่ที่ผู้หญิงคนหนึ่งแม้ตอนนี้ผมยังอยู่ไกลจากเธอคนนั้นทำให้มองหน้าเธอได้ไม่ค่อยชัดเท่าไหร่แต่ผมก็รู้ได้ทันทีว่าเธอนั้นสวยโดดเด่นกว่าใครในที่นี้
ผมเดินเข้าไปเรื่อยๆ จนรู้สึกคุ้นหน้าเธอคนนั้นจนเมื่อเธอโบกไม้โบกมือแล้วชี้มาทางผม ผมจึงรู้ได้ทันทีว่าเธอคือพิมพ์นาราเลขาของผมเอง
เมื่อผมเดินเข้าไปถึงโต๊ะของเธอ เธอก็ยิ้มแบบเมาๆ ให้ผมพร้อมกับพูดไปยิ้มไปว่า “มาก่อนเวลาไม่ตัดเงิน” จากนั้นเธอก็หันไปพูดกับเพื่อนเธอต่อ
ที่เขาว่าคนเมามักจะพูดความจริงหรือหากมีอะไรในใจก็จะพรั่งพรูออกมาจนหมดเห็นท่าจะจริง เพราะไอ้ประโยคที่ว่า ‘ห้ามเลทไม่งั้นตัดเงิน’ หรือแม้แต่ประโยค ‘มาก่อนเวลาไม่ตัดเงิน’ ที่เธอเพิ่งพูดออกมาเมื่อครู่นี้ล้วนแต่เป็นประโยคที่ผมเคยใช้ขู่เธอช่วงที่เธอเริ่มมาทำงานเป็นเลขาให้ผมทั้งสิ้นท่าทางเธอคงจะจำฝังใจไม่น้อย แม้ว่าผมจะใช้ประโยคพวกนั้นขู่เธอไปเล่นๆ แค่ช่วงที่เธอมาเป็นเลขาให้ผม
ผมใหม่ๆ แค่นั้นก็ตาม
เธอหันไปคุยกับเพื่อนอยู่สักพักจากนั้นเธอจึงหันมาเรียกผมเข้าไปใกล้ๆ เธอ แต่ผมก็ไม่ได้เดินเข้าไปเพราะตอนนี้ผมก็อยู่ฝั่งตรงข้ามกับเธอที่มีเพียงแค่โต๊ะกลั้นไว้เท่านั้น เธอจะให้ผมเข้าไปใกล้ขนาดไหนกัน แต่เมื่อผมไปยอมขยับเธอก็กวักมือเรียกผมเอาเป็นเอาตายแถมยังโวยวายครบสูตรคนเมาอีก จนสุดท้ายผมก็ต้องเดินไปยืนข้างๆ เธอ
“อะไรของคุณเนี่ย”
ผมถามเลขาขี้เมาด้านข้างอย่างไม่ค่อยพอใจนัก เธอยังไม่ทันจะตอบอะไรผม ผู้หญิงที่อยู่ข้างเธออีกฝั่งกลับพูดแทรกฝากฝังพิมพ์นาราที่สภาพเมาแอ๋ไว้กับผมขึ้นมาเสียก่อนจากนั้นเธอคนนั้นก็รีบชิ่งไปแม้จะส่งสายตาขอโทษขอโพยมาให้ผมก็ตาม ส่วนคนที่โดนเพื่อนทิ้งอย่างพิมพ์นาราแทนที่จะเรียกเพื่อนไว้แต่กลับโบกมือให้แทนเสียอย่างนั้น
เมื่อเพื่อนเธอไปแล้วภาระทั้งหมดจึงตกมาที่ผม เมื่อพิมพ์นาราหันกลับมาหาผมพร้อมกับประโยคสุดอึ้ง
“พาไปส่งที่ห้องทีสิจ๊ะ น้องงงงรันนนนน”
ผมอึ้งกับคำเรียกขานสุดอึ้งของเธอได้ไม่นานก็ต้องอึ้งอีกรอบเมื่อเธอโงนเงนแล้วเอามือมาเกาะไหล่ผม และเมื่อเห็นเธอเหมือนจะล้มผมเลยใช้ฝ่ามือข้างหนึ่งเอื้อมไปประคองแผ่นหลังของเธอไว้ซึ่งนั้นทำให้ผมอึ้งอีกรอบ ไอ้เส้นเล็กๆ สองเส้นที่มันไขว้กันอยู่บนแผ่นหลังของเธออยู่นี่มันยังเรียกตัวเองว่าเป็นเสื้อได้อีกเหรอ! พิมพ์นาราเลขาผู้แต่งตัวดีเรียบร้อยถูกกาลเทศะของผมคนนั้นหายไปไหนกัน!
จบพาร์ท
