บทที่ 5 บทที่ 2 อยากฟินกับเขาบ้าง 1
ช่วงสายของวันอาทิตย์พิมพ์นาราตื่นขึ้นมาด้วยความสดชื่น เพราะเมื่อวานหลังจากเธอทำงานส่งให้บอสเสร็จแล้วกดปิดเสียงโทรศัพท์มือถือเพื่อเข้าสู่โหมดพักผ่อน พอเธอตื่นขึ้นมาเธอก็ได้รับอีเมลจากบอสเพียงแค่ฉบับเดียว ซึ่งเธอก็พอจะเดาได้อยู่แล้วว่าถ้าหากงานที่เธอส่งให้บอสจอมเนี้ยบไปนั้นไม่มีปัญหา บอสของเธอก็จะทำเพียงแค่ส่งข้อความกลับมาสั้นๆ อย่างเช่นเคยว่า ‘ทุกอย่างเรียบร้อยดี ขอบใจมาก’ ดังนั้นเมื่อวานเธอจึงมีเวลาพักผ่อนรวมถึงดูซีรีส์เรื่องโปรดของเธอต่ออย่างสบายใจและทำให้วันนี้เธอไม่ต้องผิดนัดพอลล่าเพราะเรื่องงานอีก หญิงสาวนอนเล่นโทรศัพท์มือถือท่องโลกโซเชียลตามประสาคนที่ไม่ค่อยมีเวลาเล่นโซเชียลมีเดียเท่าไรนัก รวมถึงอ่านข่าวสารบ้านเมืองต่างๆ เหตุการณ์ปัจจุบันทั้งในและนอกประเทศเพื่อให้รู้ทันเหตุการณ์อยู่เสมอและเมื่อใกล้ถึงเวลานัดกับสองสาวเพื่อนสนิทเธอจึงลุกขึ้นไปอาบน้ำแต่งตัวเพื่อจะออกไปทานมื้อกลางวันด้วยกันที่ห้างสรรพสินค้าใหญ่ใจกลางเมือง
หลังจากฝ่าฟันจากจราจรติดขัดบนท้องถนนมาแล้วในที่สุดทั้งสามสาวก็มาถึงห้าง Tagir plaza shopping center ซึ่งเป็นห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ครบวงจร รวมถึงเป็นแหล่งช้อปปิ้งและเป็นสวรรค์ของคนชอบกินแต่ไม่อยากนั่งรถไปมาให้เสียเวลา เพราะห้างสรรพสินค้าแห่งนี้นั้นเรียกได้ว่ามีร้านอาหารรวมถึงร้านคาเฟ่ร้านกาแฟ ร้านนั่งเล่นต่างๆ แทบจะทุกอย่างมารวมกันไว้ในห้างแห่งนี้ให้สายกินสายช้อป สายชอบถ่ายรูปได้เช็คอินกันไม่รู้เบื่อ
พิมพ์นารา พอลล่าและมินตรานัดเจอกันที่ชั้นโซนร้านอาหารเพราะตอนนี้ก็เกือบจะเที่ยงแล้วและพวกเธอทุกคนต่างก็หิวมากเพราะไม่มีใครทานข้าวเช้ามากันสักคน ทั้งสามสาวเดินเลือกร้านอาหารกันไม่ถึงห้านาทีในที่สุดก็เข้ามายังร้านชาบูบุฟเฟ่ต์ร้านหนึ่ง นอกจากเหตุผลหลักคือความหิวของทั้งสามคนแล้วอีกเหตุผลหนึ่งที่ทั้งสามคนเลือกเข้าร้านนี้ก็เพราะว่าพวกเธอไม่ต้องรอคิวเหมือนร้านอื่นๆ ที่อยู่ใกล้ๆ กันนี้ พวกเธอเป็นคนง่ายๆ เพราะฉะนั้นเห็นร้านไหนว่างจึงพากันเข้าไป ไม่ได้เดินดูจนหมดชั้นหมดโซนสามรอบสี่รอบแล้วถึงจะมาตัดสินใจเลือกว่าจะกินอะไรกันเพราะถ้าหากทำแบบนั้นพวกเธออาจจะหิวตายก็เป็นได้
“ชะนีคะ รักษาภาพลักษณ์บ้างก็ได้ค่ะ อะไรจะสวาปามปานนั้นคะ” พอลล่าพูดขึ้นเมื่อมองไปยังแก้มกลมๆ ของเพื่อนสาวที่เคี้ยวอาหารตุ้ยๆ อย่างไม่หยุดหย่อน
“มิ้นท์ พอลล่ามันว่าแกอ่ะ” พิมพ์นาราหันไปสะกิดบอกมินตราที่นั่งอยู่ข้างกันอย่างขำๆ เพราะหญิงสาวที่นั่งข้างกันนี้ก็กินจุไม่แพ้กัน แม้เธอจะรู้ตัวว่าวันนี้เธอสวาปามมากกว่าอย่างที่พอลล่าเพิ่งพูดไปก็ตาม
“มันว่าแกนั่นแหละ” คนที่เพิ่งเคี้ยวเนื้อชิ้นโตเสร็จโบ้ยไปยังอีกคน
“ว่าพวกแกทั้งคู่นั่นแหละย่ะ” พอลล่าบอกกับคนทั้งคู่ที่นั่งตรงหน้าเธอ แม้ว่าตอนแรกเธอจะจงใจแซวพิมพ์นาราเป็นพิเศษก็ตาม เนื่องด้วยเธอรู้ว่าเพื่อนของเธอนั้นทั้งหิวโหยทั้งเหน็ดเหนื่อยจากการทำงานตรากตำกับบอสปีศาจมาทั้งอาทิตย์ขนาดไหน
“ก็คนมันหิวอ้า แล้วแกไม่หิวเหรอมัวแต่แอ๊บสวยอยู่ได้” พิมพ์นาราพูดขึ้นระหว่างที่ควานหาเนื้อพรีเมี่ยมชิ้นต่อไปในหม้อชาบู ขณะที่มินตราก็พยักหน้ายึกยักเห็นด้วยเพราะแก็งค์พวกเธอสามคนนั้นเป็นแก็งค์สายกิน แต่ทำไมวันนี้ยัยพอลล่าจอมสวาปามถึงดูกระมิดกระเมี้ยนผิดปกติ
“ฉันก็หิวย่ะ แต่ว่าโต๊ะข้างหลังหล่อนงานดีอ่ะ อร๊ายยยย เขินเลยกินไม่ค่อยลง” พอลล่าไขข้อข้องใจของเพื่อนสาวพร้อมทั้งยังแอบกรี๊ดเบาๆ ใส่หนุ่มหล่อ ที่นั่งโต๊ะด้านหลังของสองสาวเพื่อนซี้ จนพิมพ์นารากับมินตราอยากจะร้องแหมมมมมมมมมม ไปถึงดาวอังคาร
“ฉันว่าควรเป็นแกมากกว่าพวกฉันแล้วแหละที่ต้องรักษาภาพลักษณ์น่ะ” มินตราพูดขึ้น ส่วนพิมพ์นาราก็รีบเสริมต่อพร้อมทั้งรีบดึงทิชชูส่งให้เพื่อนชายใจหญิงผู้หิวโหยทันที
“ใช่ อ่ะนี่ น้ำลายไหลหมดแล้ว”
“เอ๊ะยัยพิมพ์เดี๋ยวเถอะ” พอลล่าเอ็ดเพื่อนตัวดีแต่ก็ไม่วายรับทิชชูมาซับๆ ที่มุมปากเพราะเธอก็แอบคิดเหมือนกันว่าน้ำลายของตัวเองอาจจะไหลออกมาจริงๆ ก็หนุ่มโต๊ะโน้นออกจะงานดีขนาดนั้น
“แค่มองมันไม่อิ่มท้องหรอกนะยะ อ๊ะ ต้องกินด้วย” มินตราเห็นพอลล่าเช็ดปากไปเขินไปจึงคีบเนื้อชิ้นใหญ่ส่งให้เพื่อนหวังให้เพื่อนเลิกหิวสักที
“แล้วแกอ่ะ อิ่มหรือยัง” พอลล่าละสายตาจากหนุ่มหล่อล้ำโต๊ะนั้นแล้วเปลี่ยนมาส่งสายตาทะเล้นใส่คนที่เพิ่งคีบเนื้อมาให้ตัวเองแทน
“อิ่มอะไรยังกินได้ไม่ถึงครึ่งกระเพาะเลย” มินตราตอบพาซื่อ แต่เมื่อได้ยินประโยคต่อมาของพอลล่าจากแก้มนวลขาวก็เปลี่ยนเป็นสีแดงด้วยความเขินทันที
“ถึงว่า ทำไมมาช้ากว่าเพื่อน อิอิ”
“พอลล่า!”
“ฟินเลยล่ะสิ” พิมพ์นาราแซวเพิ่มอยากอดไม่ได้
“ยัยพิมพ์!!”
มินตราหน้าแดงยิ่งกว่าเดิมเมื่อพิมพ์นาราก็เป็นไปกับพอลล่าด้วย แต่เมื่อเห็นเพื่อนสาวที่ชิงมีแฟนก่อนใครในกลุ่มอายม้วน ทั้งพิมพ์นาราและพอลล่าจึงเลิกแซวแล้วหันมาคีบเนื้อเอาใจคนหน้าแดงแทน
“ฮ่าฮ่า โอ๋เอ๋ๆ ล้อเล่นน้า”
“แหมๆ หน้าแดงเลย อะๆ กินนี่แก้เขินน้าหนูมิ้นท์”
ทั้งสามคนพากันนั่งกินชาบูพลางพูดจาหยอกเย้ากันตามประสาเพื่อนสนิทร่วมสองชั่วโมงจากนั้นจึงพากันไปเดินช้อปปิ้งเพื่อย่อยอาหารกันต่อตามประสาแก็งค์สาวโสดกับหนึ่งไม่โสด
