บทที่ 8 บทที่ 3 เริ่มแผนการ 2
ชรันละสายตาจากไอแพดในมือเมื่อได้ยินเสียงเคาะประตูพร้อมกับเสียงเลขาเอ่ยขออนุญาตดังมาจากด้านนอก
“บอสดื่มน้ำส้มเย็นๆ รอก่อนนะคะ ดิฉันสั่งอาหารกลางวันไปแล้ว อีกสักครู่คงจะมาค่ะ”
พิมพ์นารานำน้ำส้มไปวางไว้ให้บอสที่โต๊ะทำงาน เพราะหลังจากประชุมมาเครียดๆ ดื่มน้ำผลไม้เย็นๆ แบบนี้จะทำให้บอสของเธอสดชื่นอีกทั้งยังคลายความหิวลงได้อีกด้วย
“ขอบใจมากคุณพิมพ์ อ่ะนี่ค่าอาหารกลางวัน” บอสหนุ่มเอ่ยขอบใจเลขาสาวผู้รู้ใจ จากนั้นจึงเอี้ยวตัวไปคว้าเสื้อสูทที่แขวนไว้กับพนักเก้าอี้ตัวใหญ่เพื่อหยิบเงินส่งให้หญิงสาว
“ไม่เป็นไรค่ะบอส เงินที่บอสให้ไว้ยังเหลืออยู่รวมๆ แล้วร่วมหกพันเลยค่ะ” พิมพ์นารารีบบอกเมื่อเห็นว่าบอสนั้นยื่นเงินมาให้เธออีกสามพันเพื่อไว้สำหรับซื้ออาหารหรือจ่ายค่าอะไรเล็กๆ น้อยๆ ที่เธอคอยดูแลเขา แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเงินที่เขาเคยให้ไว้ก็ไม่เคยใช้หมดสักครั้งเธอเลยคิดว่ายังไม่จำเป็นที่จะต้องรับเงินมาเพิ่ม อีกทั้งบอสของเธอก็ไม่เคยให้เธอจัดการซื้อของหรืออะไรที่ต้องใช้เงินจำนวนมากๆ มาก่อน
“ไม่เป็นไรหรอก คุณเก็บเผื่อไว้นั่นแหละเพราะบางทีผมก็ลืม” ชรันยืนยันเจตนาเดิมพร้อมทั้งวางเงินไว้บนโต๊ะเพราะปกติแล้วเขานั้นไม่ค่อยพกเงินสดติดกระเป๋าจำนวนมากเท่าไหร่เพราะฉะนั้นถ้าหากเขานึกได้เขาก็มักจะหยิบเงินออกมาให้ไว้เลยกันลืม เพราะส่วนใหญ่เขาก็ชอบให้เธอสั่งอาหารกลางวันมาเผื่ออยู่แล้ว ในที่สุดพิมพ์นาราก็ต้องรับเงินตรงหน้านั้นไว้และบอกกล่าวกับบอสก่อนจะขอตัวออกมา
“อย่างนั้นก็ได้ค่ะ ถ้าอาหารมาแล้วเดี๋ยวดิฉันจะเอาเข้ามาให้บอสอีกทีนะคะ”
ชรันพยักหน้ารับจากนั้นจึงยกน้ำส้มขึ้นมาดื่มพร้อมกับหันไปสนใจหน้าจอไอแพดของตัวเองต่อ
หลังจากทานอาหารกลางวันเสร็จเธอและบอสก็ทำงานกันต่อโดยที่เธอก็ยังคงวิ่งวุ่นเข้าออกห้องของบอสหลายสิบรอบเช่นเดิมจนกระทั่งถึงเวลาบ่ายสองโมง ชายหนุ่มที่บอสได้บอกเธอไว้ตั้งแต่เช้าก็ปรากฏตัวขึ้น เขาก็คือ คุณดล ดลฤทธิ์ อัศวเมฆา นักธุรกิจหนุ่มไฟแรงผู้บุกเบิกธุรกิจประกอบยานยนต์ขึ้นมาจนมีชื่อเสียงด้วยน้ำพักน้ำแรงของตัวเอง และเขาคนนี้นี่เองที่เป็นเป้าหมายของเธอ
“สวัสดีค่ะ คุณดลฤทธิ์” พิมพ์นารารีบลุกขึ้นจากโต๊ะทำงานเพื่อมากล่าวทักทายสวัสดีดลฤทธิ์ เพื่อนของเจ้านายเธอที่ช่วงนี้เขาค่อนข้างจะหายหน้าหายตาไปพักใหญ่เพราะได้ข่าวว่ากำลังยุ่งอยู่กับการขยายธุรกิจ
“สวัสดีครับคุณพิมพ์นารา คุณรันอยู่ด้านในใช่ไหมครับ” ดลฤทธิ์รับไหว้เลขาคนสวยของเพื่อนจากนั้นจึงถามหาคนที่ตนเองต้องการพบ
“ค่ะ เชิญคุณดลฤทธิ์ด้านในได้เลยค่ะ” พิมพ์นาราตอบรับพร้อมทั้งผายมือเชิญเพื่อนของบอสอย่างสุภาพ แต่ในระหว่างที่ดลฤทธิ์กำลังจะเดินไปเขาก็นึกได้ว่าตัวเองนั้นมีของมาฝากหญิงสาวตรงหน้าที่ไม่ได้พบหน้ากันมานาน
“ครับ ขอบคุณครับ อ้อ เกือบลืมไปเลย นี่ครับของฝากเล็กๆ น้อยๆ จากฝรั่งเศส” ดลฤทธิ์พูดพร้อมกับยื่นถุงใบขนาดเล็กและขนาดกลางไปให้คนตรงหน้าเพราะเขาเพิ่งพาคุณแม่ไปเที่ยวฝรั่งเศสมาจึงซื้อของติดไม้ติดมือมาฝากเพื่อนและเลขาของเพื่อน
“อุ๊ย ขอบคุณมากเลยค่ะ คุณดลฤทธิ์ไม่น่าต้องลำบากเลย”
พิมพ์นารารับของมาอย่างเกรงใจ แต่จะให้เธอปฏิเสธน้ำใจของคนตรงหน้าก็ไม่ได้อีกเพราะอีกฝ่ายนั้นตั้งใจเอามาฝากขนาดนี้ แถมภายในใจยังกรีดร้องดี้ด้ากับถุงน้ำหอมแบรนด์ดังที่เธอจำได้อีก แม้ว่าเธอจะไม่ใช่คนที่ชอบใช้น้ำหอมอะไรมากมายก็ตาม อีกทั้งคุณดลฤทธิ์ก็มักจะซื้อของเล็กๆ น้อยๆ มาฝากเธอเสมอแม้แต่ช่วงเทศกาลประจำปีต่างๆ
“ไม่เป็นไรครับ นี่ผมก็เอามาฝากคุณรันเขาด้วย” ดลฤทธิ์พูดขึ้นพร้อมกับโชว์ถุงขนาดกลางอีกใบให้เลขาสาวดูว่าเขานั้นตั้งใจนำมาฝากทั้งเธอและชรันจริงๆ เธอจะได้ไม่ต้องรู้สึกเกรงใจ เลขาคนเก่งแบบเธอที่คอยประสานงานกับเลขาของเขาอย่างราบรื่นทุกครั้งไปแบบนี้จึงไม่แปลกที่เขาจะชอบซื้อของมาฝากหญิงสาวด้วยบ่อยๆ
“อ๋อค่ะ ยังไงก็ขอบคุณคุณดลฤทธิ์มากๆ เลยนะคะ ถ้าอย่างนั้นเชิญด้านในได้เลยค่ะ” พิมพ์นารากล่าวขอบคุณคนตรงหน้าอีกครั้ง จากนั้นจึงเปิดประตูห้องของบอสให้ชายหนุ่ม จากนั้นจึงผายมือเชิญเขาให้เข้าไปด้านในอีกครั้ง
“ขอบคุณครับ” เสียงทุ้มเปล่งออกมาบอกขอบคุณเลขาของเพื่อนพร้อมทั้งส่งยิ้มให้ จากนั้นจึงเดินเข้าไปด้านใน แต่เมื่อเขาหันไปเห็นคนที่นั่งรออยู่ตรงโซฟากลางห้อง เขาถึงกับต้องเอ่ยปากแซวด้วยความขำขันที่เพื่อนของเขานั้น เนี้ยบแม้กระทั่งกับเพื่อน เพราะตอนนี้ชรันกำลังพลิกนาฬิกาข้อมือขึ้นมาดูเวลา
“โห คุณรันครับ ผมไม่ใช่ลูกน้องคุณนะคร้าบที่จะมาจับเวลาทุกวินาทีขนาดนั้น”
คนที่เผลอยกนาฬิกาขึ้นมาดูเวลาในระหว่างที่ประตูห้องทำงานเปิดออกด้วยความเคยชิน ทำทีเป็นยกมือขึ้นจัดเน็กไทด์เมื่อโดนเพื่อนที่คบกันมาตั้งแต่สมัยมัธยมปลายเอ่ยปากแซวถึงความเจ้าระเบียบและความตรงเวลาของตัวเอง จากนั้นจึงถามถึงเรื่องที่ทำให้เพื่อนคนนี้มาเลทถึงห้านาที
“มัวขายขนมจีบอยู่หรือไงถึงมาช้าขนาดนี้”
“ช้าอะไรแค่ห้านาทีเอง แล้วฉันก็แค่เอาของฝากให้คุณพิมพ์นาราเขาเฉยๆ ไม่ได้ขายขนมจีบโว้ย” ดลฤทธิ์แก้ตัวอีกทั้งยังพลิกนาฬิกาข้อมือขึ้นมาดูเวลาบ้างเมื่อได้ยินเพื่อนบอกว่าเลท เพราะเขาก็ว่าตัวเองนั้นมาถึงบริษัทของเพื่อนจอมเนี้ยบก่อนบ่ายสองเสียอีก แล้วตอนนี้ก็เพิ่งบ่ายสองห้านาทีเอง แต่มันดันบอกว่าช้าว่าเลทเนี่ยนะ
“ให้มันจริง”
“เออดิวะ แล้วหวงขนาดนี้นี่ใจคอแกกะจะไม่ให้คุณพิมพ์นาราเขามีแฟนบ้างเลยหรือไง” ดลฤทธิ์ยืนยันหนักแน่นกับคนที่หรี่ตามองมาอย่างจับผิด เขายอมรับว่าตัวเองนั้นรู้สึกถูกใจเลขาคนสวยของเพื่อนไม่น้อยแต่ที่ผ่านมาที่เขาไม่เคยจีบหญิงสาวเลยสักครั้งเพราะเขารู้ว่าเธอไม่ได้ชอบเขาในเชิงชู้สาว อีกทั้งท่าทางของเธอยังแสดงออกชัดเจนว่าเธอนั้นบริสุทธิ์ใจที่จะพบปะพูดคุยกับเขาอย่างเพื่อนร่วมงานเท่านั้น ซึ่งถ้าหากเขาขืนเข้าไปจีบสุ่มสี่สุ่มห้าหวังแค่เล่นๆ เหมือนหญิงสาวคนอื่นที่ผ่านมาคงโดนทั้งเธอและเจ้าเพื่อนจอมเนี้ยบคนนี้เตะโด่งเป็นแน่ เพราะ ใครดูก็รู้ว่าชรันนั้นให้เกียรติเลขาสาวของตัวเองมากขนาดไหน
“หวงเหิงอะไรของแก ฉันก็แค่ถามดูเฉยๆ แค่กลัวว่าเสือซุ่มเงียบอย่างแกจะมาหลอกหาเหยื่อแถวนี้” ชรันดักคออย่างรู้ทัน เขากับมันเป็นเพื่อนสนิทกันมาสิบกว่าปี แค่อ้าปากก็เห็นถึงลิ้นไก่แล้ว และเพราะเขารู้ว่าเพื่อนของตัวเองนั้นเจ้าชู้เงียบเขาเลยไม่อยากให้เพื่อนและเลขาที่ทำงานดีตรงใจทุกอย่างอย่างพิมพ์นารามีความสัมพันธ์กันเพราะมันจะกระทบต่อเรื่องงานในภายภาคหน้าได้ถ้าเพื่อนเขาไม่ได้คิดจริงจังกับหญิงสาว
“ใครเสือซุ่มวะ มีแต่ดลฤทธิ์หนุ่มหล่อหน้าใสผู้จริงใจร้อยเปอร์เซ็นต์เว้ย”
หนุ่มหล่อหน้าใสสไตล์เกาหลียักคิ้วอย่างกวนๆ ให้เพื่อน
“เหอะ ติดลบร้อยเปอร์เซ็นต์ล่ะสิไม่ว่า”
ชรันที่ได้ยินดังนั้นถึงกับร้องเหอะ ออกมา ลุคหนุ่มใสๆ แบบนี้อาจจะหลอกพวกสาวๆ ของมันได้แต่เผอิญเขาเป็นผู้ชายที่แมนทั้งแท่งเลยไม่เคยหลงใหลไปกับหน้าตาอันใสซื่อของมัน
“แหม ใครจะไปเป็นพ่อพระสุภาพบุรุษได้เหมือนคุณล่ะครับคุณชรัน บัดเลอร์” คนถูกแซะไม่วายแซะกลับ เห็นเพื่อนเขามันเนี้ยบเจ้าระเบียบแบบนี้แต่ใครจะรู้ว่าความจริงแล้วท่าทางนิ่งๆ แบบนี้ของมันก็แพรวพราวไม่เบาเหมือนกัน
“แล้วตกลงวันนี้แกมาชวนฉันทะเลาะหรือมาคุยงานกันแน่วะ”
เมื่อเริ่มเห็นว่าทั้งตัวเองและเพื่อนเริ่มจะพูดเล่นกันเลอะเทอะไปใหญ่จึงวกกลับมาเรื่องที่เพื่อนที่ไม่ได้เจอกันกว่าสองเดือนตั้งใจมาหาในวันนี้แทน
“นั่นดิวะ ฮ่าฮ่า เอานี่ ของฝากจากฝรั่งเศส”
ดลฤทธิ์หัวเราะออกมาเพราะเขาและชรันนั้นมักจะพูดหยอกกันเป็นประจำตามประสาเพื่อนสนิท จากนั้นจึงดันถุงของฝากไปตรงหน้าเพื่อน
“เออ ขอบใจมาก แล้วแม่แกเป็นไงมั้งวะ” ชรันถามถึงแม่ของเพื่อนที่เขานั้นก็รักและเคารพท่านเหมือนกับเป็นแม่อีกคนหนึ่งเลยทีเดียว เพราะทั้งเขาและดลฤทธิ์นั้นไปมาหาสู่กันตั้งแต่ตอนเป็นเด็ก
“โอเคแล้วแหละ ก็ฉันพาคุณนายแกไปเที่ยวไปช้อปปิ้งไกลถึงฝรั่งเศสขนาดนั้น”
“เออ งั้นก็ดีแล้ว เอาไว้ว่างๆ ฉันจะเข้าไปเยี่ยม ไม่ได้เจอแม่แกมานานแล้ว”
“เออ แม่ฉันก็บ่นถึงแกอยู่เหมือนกันว่าไม่เห็นไปเที่ยวหากันบ้างเลย”
“แล้วบริษัทแกเป็นไงมั้งวะ รุ่งเลยดิถึงอยากจะสั่งน้ำมันเพิ่มทำสัญญากันใหม่น่ะ” ชรันเย้าเพื่อนสนิทคนเก่งผู้บุกเบิกทำธุรกิจยานยนต์ขึ้นมาด้วยตัวเอง และที่ดลฤทธิ์มาเยี่ยมพร้อมทั้งพูดคุยกันเรื่องธุรกิจแบบนี้ก็เพราะว่าชายหนุ่มนั้นสั่งน้ำมันหล่อลื่นสำหรับยานยนต์จากบริษัทบัดเลอร์ของเขานั่นเอง
“ก็ไม่ถึงกับรุ่งหรอกว่ะ เรียกว่ากำลังขยายมากกว่า”
“ก็นั่นแหละโว้ยที่เขาเรียกว่ารุ่ง”
ทั้งสองหนุ่มคุยกันเรื่องธุรกิจที่กำลังขยับขยายของดลฤทธิ์ได้สักพัก เสียงหวานของเลขาหน้าห้องก็ดังขึ้น
“ขออนุญาตค่ะ”
เมื่อพิมพ์นารานำชาและของว่างวางไว้บนโต๊ะรับแขกเรียบร้อยแล้ว บอสหนุ่มจึงสั่งการเลขาของตัวเองต่อ
“คุณพิมพ์เดี๋ยวคุณช่วยดูให้ผมหน่อยนะว่าถ้าเกิดคุณดลเขาจะสั่งน้ำมันหล่อลื่นของเราเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิมสามเท่านี่เราจะมีส่วนลดอะไรเท่าไหร่ให้ลูกค้าได้บ้าง”
“ได้เลยค่ะบอส รอสักครู่นะคะ” พิมพ์นารารับคำและรีบออกไปหาข้อมูลตามที่บอสสั่ง หลังจากนั้นไม่ถึงห้านาทีหญิงสาวก็เดินกลับเข้ามาในห้องอีกครั้งพร้อมกับเอกสารทุกอย่างที่บอสของเธอต้องการ
ดลฤทธิ์อยู่คุยทั้งเรื่องธุรกิจและเรื่องทั่วไปกับชรันพักใหญ่จากนั้นจึงกลับไปยังบริษัทของตัวเองเพื่อปรึกษาหารือกับคนในบริษัทอีกครั้งเรื่องข้อเสนอและสัญญาซื้อขายน้ำมันหล่อลื่นฉบับใหม่ที่ได้มีการพูดคุยกันอย่างคร่าวๆ ในครั้งนี้
