บทที่ 10 เปิดใจคนเมา II
“รักเขามากงั้นเหรอ”
คนตัวเล็กชะงักเมื่อความนุ่มของเนื้อผ้าสัมผัสข้างแก้ม ปลายนิ้วแข็งแกร่งตวัดโดนแก้มนวลเบาๆ เมื่อเธอทำท่าจะผละตัวหนี
อาการสะดุ้งเบาๆ คล้ายกับไม่เคยเข้าใกล้ผู้ชายทำให้นักรบชอบใจ นัยน์ตาตื่นๆ ของเธอทำให้เขาหลงใหลโดยไม่จำเป็นต้องพยายาม
“ถอยออกไปเลยนะ!”
“เขินผมเหรอ?” เขากระซิบถาม จงใจโน้มตัวมาใกล้
“ฉันจะเขินคุณด้วยเรื่องอะไร ในเมื่อเราไม่ได้เป็นอะไรกัน!”
“ตอนนี้ยังไม่ได้เป็น แต่อนาคตก็ไม่แน่ใช่ไหม?”
คนถามยิ้มกริ่มเมื่อเห็นคนเมาทำหน้านิ่วขมวดคิ้วใส่ ใช่ว่าอยากไล่ต้อนเธอเสียที่ไหน แต่อดไม่ได้ที่จะลับฝีปากกับเธอก็เท่านั้น
“ตกลงว่ายังไง คุณยังไม่ได้ตอบคำถามผมเลยนะ”
“ทำไมถึงอยากรู้นัก นี่ไม่ใช่เรื่องของคุณสักหน่อย”
“ก็ถูกของคุณว่านี่ไม่ใช่เรื่องของผม แต่ผมอยากถามเพื่อให้คุณได้ระบายสิ่งที่ติดอยู่ในใจออกมาไง”
รอยยิ้มของเขายังคงสดใสแม้แสงไฟในร้านจะมืดสลัว สาธิดาไม่มั่นใจนัก ว่าทำไมถึงรู้สึกวางใจในตัวเขาเพียงแค่ได้สบตา จนทำให้เธอรับเอาความสบายใจในรอยยิ้มนั้นมาทาบทับบนความทุกข์ของตัวเอง
ยิ่งเขายกมือขึ้นมาลูบหัวอย่างอ่อนโยน เธอก็ยิ่งรู้สึก
“ว่ายังไง...รักเขามากเลยงั้นเหรอ?”
“ไม่รู้สิ” เธอส่ายหน้าไปมา “ฉันเองไม่รู้เหมือนกัน”
จนถึงนาทีนี้สาธิดายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเสียใจที่ถูกอดีตแฟนหักหลัง หรือเสียใจที่หลายครั้งเธอพลาดโอกาสดีๆ ในชีวิตไปเพียงเพราะคำว่าซื่อสัตย์ที่เธอยึดถือแค่เพียงคำเดียว
“ฉันเพิ่งอายุยี่สิบหก จะไปรู้จักความรักดีขนาดนั้นได้ยังไง”
“ก็นึกว่ารู้ดี เห็นเสียใจจะเป็นจะตายเหมือนขาดเขาไม่ได้นี่นา”
ขาดไม่ได้งั้นเหรอ...
จะขาดไม่ได้ได้ยังไงในเมื่อเธอและเมธัสแทบไม่มีเวลาอยู่ด้วยกัน เขามีงานที่จำเป็นต้องรับผิดชอบหลังผู้เป็นแม่ล้มป่วยด้วยโรคหัวใจ ที่พ่วงด้วยโรคเบาหวานและความดันอีกยกยกใหญ่ จนทำให้ท่านไม่อาจลุกไปทำงานได้เหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา
เธอรับรู้เรื่องนี้เพราะคุณมาลินีผู้เป็นมารดาของเมธัสมักเปรยให้ฟังอยู่บ่อยๆ ยามพบหน้า และท่านก็มักจะฝากความหวังรวมถึงพูดถึงเรื่องของงานด้านสำคัญให้เธอฟัง ด้วยหวังว่าหลังจากเรียนจบนั้น เธอจะได้ตกแต่งเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของตระกูล
เพียงแต่มันไม่อาจมีภาพนั้นเกิดขึ้นได้อย่างที่หวังก็เท่านั้นเอง
ภาพเจ้าสาวที่ใส่ชุดสวยงามเคียงข้างชายคนรักด้วยรอยยิ้มยินดีอย่างสุดหัวใจ ภาพที่ใครต่อใครเฝ้าฝัน...รวมถึงเธอ
“ว่าไงล่ะคุณ เงียบแบบนี้แปลว่าอะไร”
นักรบเอ่ยถามเมื่อเห็นเธอจมอยู่กับความคิดไปครู่ใหญ่
“คุณเคยอกหักไหม?”
จู่ๆ เธอก็ถามกลับ ทำเอาคนฟังพูดไม่ออกไปร่วมนาที
“อาการของคนที่เสียคนรักเพราะเรารักเขามากมันเป็นยังไง”
“ฟูมฟาย รู้สึกว่าขาดเขาไม่ได้ จะตายถ้าไม่ได้เห็นหน้า หรือไม่ก็อาจจะรู้สึกว่าโลกจะถล่มลงมาถ้าปราศจากเขาอยู่ในชีวิตเราล่ะมั้ง”
“เหรอ...”
คนตัวเล็กอาศัยจังหวะที่เขาเผลอคว้าแก้วเตกิลาขึ้นมาจิบ เบี่ยงความสนใจเขาด้วยบทสนทนา เธออยากเมา และไม่ต้องการให้ใครมาขวางความตั้งใจเดิมทั้งนั้น
จึงได้รับคำตำหนิติเตียนทางสายตา และคำว่า ‘ดื้อ’ ก็เด่นชัดขึ้นในแววตาของเจ้าของใบหน้าคมคาย
“ฉันไม่ได้รู้สึกแบบนั้นเลยสักอย่าง”
“แล้วคุณรู้สึกยังไง?” เขาถามเพราะไม่เข้าใจความคิดเธอ
“เจ็บใจ”
หากเข้าใจไม่ผิดไป คำคำนี้ดูเหมือนจะตรงตัวที่สุด
“ฉันเจ็บใจที่ตัวเองดื้อ ไม่ยอมฟังคำเตือนของเพื่อนน่ะ”
“เพื่อนคุณรู้เรื่องมือที่สามงั้นเหรอ?”
“เขาสงสัยเลยพยายามจับผิดมาโดยตลอด แต่ไอ้หน้าปลาบู่นั่นมันก็เอาตัวรอดได้ทุกครั้ง” สาธิดากระดกเหล้าจนหมดแก้ว “เขาบอกฉันว่าไม่ได้คิดเกินเลยกับใคร เขาจะไม่มีวันนอกใจ และจะไม่ทำให้ฉันต้องเสียน้ำตาเด็ดขาด”
คำหวานของผู้ชาย...
ไม่ยากเกินกว่าจะเข้าใจ และนักรบเองก็เข้าใจได้ในทันทีเช่นกัน
“ผู้ชายคนนั้นเขาเป็นรักแรกใช่ไหม คุณถึงเชื่อเขาทุกอย่าง?”
“เป็นเพื่อนคนแรกในมหา’ลัย แต่เป็นรักแรกรึเปล่าฉันเองก็ไม่รู้หรอก เพราะตอนนี้ฉันไม่ได้รู้สึกอะไรอย่างที่คุณว่ามาสักข้อนี่นา”
“อ้าว! แล้วไปคบกันได้ยังไง เขาตั้งใจมาจีบคุณเหรอ?”
ไม่รู้อะไรดลใจ นักรบจึงเลือกที่จะถามออกไปทั้งที่ปกติจะไม่ทำ
“เปล่า เราบังเอิญรู้จักกันตอนเขามาสมัครเรียนน่ะ”
“แล้วคุณก็สนิทสนมกับเขาเรื่อยมา?”
“เพราะเขาแสดงออกเสมอว่าฉันพิเศษมากกว่าใคร ฉันก็เลยไม่ปฏิเสธตอนที่เขามาสารภาพรักหลังจากรู้จักกันได้ไม่นานน่ะสิ”
นักรบยอมเป็นผู้ฟังที่ดี หญิงสาวจึงพูดต่อเมื่อเห็นเขาเงียบ
“เขาทำให้ฉันเชื่อว่าเขารักและจริงจังกับรักครั้งนี้มาก แต่ที่ไหนได้... สุดท้ายคนพวกนั้นก็หลอกต้มฉันซะเปื่อย!”
“นี่...พอได้แล้ว เลิกดื่มก่อนเถอะคุณ”
ถือเป็นครั้งแรกที่เขาคว้าแก้วเหล้าออกจากปากของใครสักคนที่ไม่รู้จักมักจี่กัน และเป็นครั้งที่สองที่เขาจำต้องปรามไม่ให้คนเมานำพาตัวเองไปสู่ความพินาศทางสติสัมปชัญญะมากกว่าเดิม
แค่นี้ก็ทรงตัวแทบจะไม่ไหวอยู่แล้วแม่เมรีตัวน้อย!
